546.jpg
‘เสี่ยหนู’เผยบอร์ดสปสช.หนุนสธ. เร่งเสนอครม.ตั้งกองทุนช่วยคนไทยมีปัญหาทะเบียนราษฎร์

‘เสี่ยหนู’เผยบอร์ดสปสช.หนุนสธ. เร่งเสนอครม.ตั้งกองทุนช่วยคนไทยมีปัญหาทะเบียนราษฎร์

วันจันทร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2564, 18.27 น.

5 เมษายน 2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ว่า ได้รับทราบความคืบหน้าการจัดระบบหลักประกันสุขภาพสำหรับคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน พร้อมมอบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประสานกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อพิจารณาเร่งรัดการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเรื่องการจัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขสำหรับคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน พร้อมข้อเสนอแนวทางดำเนินการต่อไปเพื่อคุ้มครองการเข้าถึงบริการสาธารณสุขให้กับคนไทยกลุ่มนี้  
ซึ่งการขับเคลื่อนจัดตั้งกองทุนดูแลด้านสุขภาพสำหรับคนไทยที่อยู่ระหว่างรอการพิสูจน์สิทธิสถานะที่เป็นการดูแลเพื่อให้คนกลุ่มนี้ที่เป็นคนไทยด้วยกัน เข้าถึงการรักษาและบริการสาธารณสุขที่จำเป็นในระหว่างการพิสูจน์สถานะ ทั้งลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยบริการที่ให้บริการ ดังนั้นเพื่อให้มีการดำเนินการโดยเร็ว บอร์ด สปสช. จึงเห็นชอบให้ สปสช. ประสานกระทรวงสาธารณสุข พิจารณาเร่งรัดเสนอต่อ ครม. จัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายบริการสาธารณสุขสำหรับคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียน  

“คนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนก็เป็นคนไทยด้วยกัน เกิดในประเทศไทย เพียงแต่ด้วยปัญหาบางอย่างทำให้เขาตกหล่นที่จะได้รับสิทธิความเป็นคนไทยเหมือนกับคนอื่นๆ เช่น ไม่ได้รับการแจ้งเกิด บัตรประชาชนสูญหาย และถูกย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน เป็นต้น ทำให้คนกลุ่มนี้ไม่มีเลข 13 หลัก ไม่มีบัตรประชาชนรองรับ” นายอนุทิน กล่าว  


ด้าน นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การดำเนินการนี้เป็นผลจากการดำเนินงานของคณะทำงานบูรณาการพัฒนาการเข้าถึงบริการระบบหลักประกันสุขภาพของกลุ่มคนไทยที่มีปัญหาสถานะ ภายใต้คณะอนุกรรมการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการสร้างหลักประกันสุขภาพของทุกภาคส่วน ตามที่บอร์ด สปสช. ได้มีมติแต่งตั้งเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2562 ที่มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม สู่การทำบันทึกความร่วมมือ 9 หน่วยงาน ได้แก่ 

กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์การแพลนอินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และ สปสช. ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้มีการขับเคลื่อนคุ้มครองสิทธิให้กับคนไทยที่ยังตกหล่นในการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การพัฒนาแกนนำเครือข่ายภาคประชาชน ศูนย์ประสานงาน/หน่วยรับเรื่องร้องเรียนอิสระตาม ม.50 (5) เพื่อสำรวจและช่วยเหลือบุคคลในพื้นที่ใน 8 จังหวัดนำร่อง, การพัฒนาแกนนำเครือข่ายพระภิกษุและอาจารย์ โรงเรียนพระปริยัติธรรม ช่วยเหลือพระภิกษุและสามเณรที่มีปัญหาสถานะในพื้นที่เขต 1เชียงใหม่, การพิสูจน์สถานะบุคคลด้วยการตรวจ DNA โดยความร่วมมือสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานในพื้นที่ และขยายความร่วมมือไปยังเครือข่ายหน่วยบริการผ่านสมาคมนักสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย 

และการสนับสนุนผู้ยากไร้เข้ารับการพิสูจน์สถานะจากความร่วมมือของกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.) รวมถึงพัฒนาโปรแกรมช่วยเหลือผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้จากข้อมูลเบื้องต้นในดำเนินการ 8 จังหวัดนำร่อง พบผู้ที่มีปัญหาสถานะฯ 267 ราย ในจำนวนนี้พิสูจน์สิทธิและได้รับสิทธิแล้ว 162 ราย และเสียชีวิตจากความเจ็บป่วยระหว่างพิสูจน์สถานะ 5 ราย

“การดำเนินการดังกล่าวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามแผนปฏิบัติราชการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระยะ 5 ปี พ.ศ. 2561-2565 ในการดูแลประชากรกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงสิทธิหลักประกันสุขภาพ ตลอดระยะเวลา 18 ปี กองทุนบัตรทองได้ดูแลคนไทยให้เข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพแล้วถึง 99.98 แม้ว่าคนไทยที่มีปัญหาสถานะทางทะเบียนจะเป็นกลุ่มประชากรส่วนน้อยมากเมื่อดูภาพรวมทั้งหมด แต่ถือเป็นภารกิจสำคัญ เพื่อทำให้บรรลุเจตนารมณ์ตาม พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เกิดการดูแลอย่างครอบคลุมและทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” นพ.จเด็จ กล่าว  
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top