ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน จับมือตัวแทนสื่อออนไลน์ ร้องศาลแพ่ง ขอให้มีคำสั่งเพิกถอน ข้อกำหนดที่ 29 ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้อำนาจนายกฯตู่ สั่ง กสทช.ตัดอินเตอร์เนต แจ้งความดำเนินคดี ประชาชน สื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความ เสนอข่าวโควิดล่อแหลม ระบาดหนัก มีคนตายคาบ้านให้ประชาชนหวาดกลัว ทนายความระบุ ข้อกำหนดข้อ29 ขัดต่อรัธรรมนูญ ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราว ขณะที่แยม ฐปณีย์ ระบุชัด ละเมิดสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วันที่ 2 สิงหาคม 2564 เวลา 10.00 น. ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก ทนายความภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยตัวแทนสื่อออนไลน์รวม 12 แห่ง เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลขอให้ ศาลมีคำสั่ง ให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด 19 หรือ สบค. “ยกเลิก” ข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29 ที่ให้อำนาจสำนักงานคณะกรรมการบริหารกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) แจ้งผู้รับใบอนุญาตการใช้บริการอินเตอร์เนต ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรสื่อความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรคมนาคมทุกรายให้มีการตรวจสอบข้อความหรือข่าวสารมีที่มาจากIP ADDRESSโดยให้แจ้งรายละเอียด ตามที่ สำนักงาน กสทช.กำหนด และให้แจ้งการใช้อินเตอร์เนต รวมทั้งให้ สำนักงาน กสทช. แจ้งพนักงานสอบสวน ดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับคำร้องมีสาะสำคัญสรุปได้ว่า ข้อกำหนด เรื่องการห้ามนำเสนอข่าวหรือข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ถือว่า ไม่ชัดเจน คลุมเคลือ แม้จะเป็นความจริงก็อาจจะถูกตีความว่าทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัวและเป็นความผิดทางอาญาได้ ขัดต่อหลัก “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ” (No crime nor punishment without law) และเป็นการจำกัดสิทธิที่เกินกว่าเหตุ ไม่ได้สัดส่วน ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 29 มาตรา 34 มาตรา 35 และมาตรา 36 ประกอบมาตรา 26 พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มาตรา 9 ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดสั่งให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ โดยข้อกำหนดฉบับที่ 29 ซึ่งกำหนดให้สำนักงาน กสชท. แจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตให้บริการอินเตอร์เน็ตตรวจสอบ IP address และให้แจ้งสำนักงาน กสทช. ทราบ และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address) นั้นทันที จึงเป็นข้อกำหนดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่วออกโดยไม่มีฐานทางกฎหมายให้อำนาจ ออกโดยกฎหมายแม่บทไม่ได้ให้อำนาจไว้ รวมถึงขัดต่อรัฐธรรมนูญฯในประเด็นอื่น ๆ
ทั้งนี้รัฐสามารถใช้กฎหมายฉบับอื่นหรือกลไกอื่นที่มีอยู่แล้วเพื่อดำเนินคดีกับคนที่ปล่อยข่าวปลอม หรือขอให้ระงับหรือลบข่าวปลอมหรือข่าวที่บิดเบือนตามที่อ้างเป็นเหตุในการออกข้อกำหนดได้ เช่น ดำเนินคดีตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 384 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ มาตรา 14 หรือ ยื่นคำร้องตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ มาตรา 20 ซึ่งขอให้ระงับการเข้าถึงหรือลบข่าวนั้น โดยไม่มีความจำเป็นจะต้องออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ขึ้นมาจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยไม่มีความจำเป็น ซ้ำซ้อน เป็นการจำกัดเสรีภาพเกินสมควรแก่เหตุ ขัดต่อหลักความได้สัดส่วนพอสมควรแก่เหตุและรัฐธรรมนูญ
โดยรัฐธรรมนูญมุ่งคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพในการสื่อสารระหว่างกัน การลบข้อมูลหรือปิดกั้นการสื่อสาร รัฐจะทำได้เพียงแค่เฉพาะเนื้อหาข้อความที่เป็นความผิดหรือขัดต่อกฎหมายเป็นรายข้อความเท่านั้นโดยไม่มีอำนาจจำกัดปิดกั้นข้อความอื่น ๆ หรือช่องทางสื่อสารทั้งช่องทาง
ทั้งแพลตฟอร์ม และไม่สามารถปิดกั้นการสื่อสารในอนาคตได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำสั่งของศาลอาญาที่เคยวินิจฉัยไว้แล้ว
แต่ข้อกำหนดฉบับที่ 29 ซึ่งกำหนดให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address) นั้น ย่อมทำให้ประชาชนผู้รับบริการต้องถูกตัดขาดการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตผ่านช่องทางเลขที่ไอพี (IP Address) ที่ถูกระงับโดยสิ้นเชิง ถูกปิดกั้นทุกช่องทาง ทุกแพลตฟอร์ม ไม่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ไม่ว่าจะเป็น เว็ปไซต์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ยูทูบ หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และยังปิดกั้นการใช้อินเตอร์เน็ตการสื่อสารในอนาคตด้วยแบบไม่จำกัดระยะเวลา โดยไม่จำกัดปิดกั้นเพียงแค่โพสต์หรือข้อความเนื้อหาที่เป็นความผิดหรือขัดต่อกฎหมายเป็นรายข้อความเท่านั้น อันถือได้ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญฯ
ดังนั้นจึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฉบับที่ 29ด้วย
นอกจากนี้โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย
ศาลแพ่งรับคำฟ้องและคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำ พ.3618/2564 เพื่อนัดชี้สองสถานต่อ ส่วนคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราวขณะนี้ศาลยังไม่เเจ้งคำสั่งลงมา
ภายหลังนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความกล่าวว่า วันนี้ตัวแทนสื่อและภาคประชาชนรวมกัน 12 คนมา ยื่นคำร้องขอเพิกถอนข้อกำหนด ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ข้อที่ 29 ซึ่งออกโดยนายกรัฐมนตรี ในลักษณะที่ห้ามไม่ให้นำเข้า ข้อความที่อาจจะทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งการกำหนดแบบนี้ทางเรามองว่าขัดกับ รัฐธรรมนูญของกฎหมายอาญา ที่ต้องชัดเจนแน่นอนไม่คุมเครือ หรือกำกวม ซึ่งข้อกำหนดแบบนี้อาจทำให้ตีความได้ว่า แม้นำข้อความจริงหรือนำเสนอข่าวตามความจริงก็อาจจะเป็นความผิดตามข้อกำหนดฉบับนี้ได้ ทั้งนี้การกำหนดลักษณะดังกล่าวขัดต่อหลักความชัดเจน ขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่องที่ 2 โดยหลักแล้วสื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าวสารเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 26 การจำกัดในลักษณะนี้เท่ากับเป็นการจำกัดเสรีภาพ ในการเสนอข่าว ด้วยความจริงอย่างตรงไปตรงมา ประเด็นที่ 2 ข้อกำหนดฉบับนี้ให้อำนาจ กสทช. สั่งให้ผู้ให้บริการทำการตรวจสอบ ข้อมูลว่าผู้ใดกระทำผิดและให้มีอำนาจ ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตการกำหนดลักษณะนี้มีความไม่ชอบด้วยกฎหมายหลายประการ คือในพรก.ฉุกเฉินฯ มาตรา 9 ไม่ได้ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งให้มีการระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตได้ จึงเป็นการทำเกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตามการ"ตัดอินเตอร์เน็ต"เป็นการกระทำเกินกว่าแนวของศาลอาญาหรือเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองเสรีภาพของสื่อและเสรีภาพทางการแสดงออก หากจะการปิดกั้นหรือลบข้อความได้ ก็ควรจะลบได้เป็นรายข้อความที่เป็นความผิดต่อกฎหมายเท่านั้นแต่การกำหนดระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ต จะทำให้ผู้ที่ถูกระงับไม่สามารถใช้งานได้ในทุกแพลตฟอร์ม และยังถือว่าเป็นการปิดกั้นการสื่อสารในอนาคต ซึ่งขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 30
สังคมอาจจะมีคำถามว่า ถ้าเกิดไม่มีข้อกำหนดฉบับนี้รัฐจะจัดการต่อข่าวปลอมหรือข่าวที่บิดเบือนอย่างไรตนขอเรียนว่าเรื่องนี้รัฐบาลไม่มีความจำเป็นที่ต้องออกพ.ร.ก.เพราะว่ารัฐสามารถใช้พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ดำเนินคดีสำหรับคนที่เผยแพร่ข่าวปลอมหรือข่าวที่บิดเบือนได้อยู่แล้วมมส่วนในกรณีที่รัฐเห็นว่า จำเป็นที่ต้องลบข้อความก็สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 20 ในการยื่นคำร้องต่อศาลให้ศาลมีคำสั่งให้ลบข้อความได้การกำหนดข้อลักษณะนี้ จึงไม่มีความจำเป็น ที่สำคัญข้อกำหนดนี้ยังให้ กสทช.มีอำนาจเด็ดขาดโดยไม่ต้องผ่านศาล ตรวจสอบและไม่ให้คู่ความอีกฝั่งหนึ่งคัดค้านได้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างยิ่ง
ดังนั้นวันนี้พวกตนจะยื่นคำร้อง ขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวและขอไต่สวนเป็นกรณีฉุกเฉินด้วย ถ้าศาลรับฟ้องพร้อมมีคำสั่งไต่สวนฉุกเฉิน หากศาลมีคำสั่งให้คุ้มครองชั่วคราวนั่น ก็หมายความว่าข้อกำหนดดังกล่าวอาจจะยังไม่สามารถใช้บังคับได้
ขณะที่น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หรือแยม ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว เดอะ รีพอร์ตเตอร์ กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ฉบับที่ 29 ที่มีข้อกำหนด ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ถูกต้องตามข้อกฎหมายในด้านของประชาชน และสื่อมวลชน ซึ่งได้รับผลกระทบการใช้อินเตอร์เนตเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ประชาชา และการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน รวมทั้งเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด19เราต้องรับทราบข้อมูลข่าวสาร และมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องมีประชาชนที่ล้มป่วย และเสียชีวิตจำนวนมากที่ร้องขอรับการรักษา มีผู้ป่วยจำนวนมากต้องเสียชีวิตในบ้านพัก ที่รอการรักษาที่โรงพยาบาล นี่คือหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ต้องรายงานความเดือดร้อนของประชาชนให้รับทราบเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน มิได้สร้างความหวาดกลัว ซึ่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ข้อ 29 จึงเป็นการปิดกั้นข้อมูลข่าวศาลของประชาชน และการทำงานของสื่อมวลชน
ด้านน.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ตัวแทนสื่อออนไลน์ กล่าวว่า เราร่วมกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับข้อกำหนด ฉบับที่ 29 ซึ่งในทางกฎหมายอาจขัดรัฐธรรมนูญ ในแง่ของสื่อมวลชนหรือประชาชนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ก็ได้รับผลกระทบจากข้อกำหนดนี้ ทำให้สร้างความหวาดกลัวต่อสื่อมวลชน และประชาชน เป็นข้อกำหนดที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
น.ส.ฐปณีย์ กล่าวอีกว่า การนำเสนอข่าวเรื่องผู้ป่วยเสียชีวิตในบ้าน หรือข้างถนน ข่าวเหล่านี้ สลดหดหู่ เศร้า และเป็นข่าวที่น่ากลัว แต่น่ากลัวโดยสถานการณ์และข้อเท็จจริง ในฐานะสื่อมวลชน เรามีการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนรายงานข่าว และมีหน้าที่นำเสนอข่าวเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ให้เขาได้เข้าถึงสิทธิการรักษา มองว่ารัฐไม่ควรใช้กฎหมายเหล่านี้เข้ามาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน และปิดกั้นการรายงานของสื่อมวลชนเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ ส่วนจะมองว่าจะมีการใช้กฎหมายกลั่นแกล้งสื่อมวลชนหรือไม่นั้น ตนมองว่า ข้อกฎหมายนี้ไม่ชัดเจนกำกวม ซ้ำเติมสถานการณ์ เราตระหนักเรื่องจรรยาบรรณในวิชาชีพอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจากประเด็นที่รัฐจะจัดการกับเฟคนิวส์ โดยเฟคนิวส์หรือข่าวปลอมนั้น มีกฎหมายที่จะดำเนินการอยู่แล้ว
โดยสถานการณ์แบบนี้รัฐควรเอื้อให้ประชานได้มีพื้นที่ร้องขอความช่วยเหลือและรักษาตัวเอง ทั้งนี้เราไม่ได้หวาดกลัวข้อกำหนดนี้ เราออกมาเพื่อปกป้องสิทธิของทุกคนมากกว่า ความจริงแล้วการที่ประชาชนนำเสนอข่าวในการเรียกร้องว่ามีคนตาย ต้องการความช่วยเหลือ เราควรรีบเข้าไปตรวจสอบข้อมูล และช่วยเหลือเขามากกว่า แทนที่จะไปปิดกั้น
เมื่อถามว่า หากศาลแพ่งมีคำสั่งให้เพิกถอนข้อกำหนดดังกล่าว แล้วมีคำสั่งฉบับใหม่ออกมาชัดเจนขึ้น เช่น ยกเว้นสื่อมวลชน จะพอใจหรือไม่
น.ส.ฐปณีย์ กล่าวว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ ไม่ได้จำกัดเฉพาะสื่อมวลชนเท่านั้น ตนคิดว่าประชาชนเองในบางครั้งก็มีการนำเสนอข่าวได้ค่อนข้างดี ก็ควรมีพื้นที่ดังกล่าวด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว และขอไต่สวนฉุกเฉินนั้น ศาลแพ่งนัดฟังคำสั่งวันที่ 6 ส.ค.นี้
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี