วันที่ 15 กันยายน 2564 นายสุภัทร จำปาทอง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วย นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้ร่วมการประชุม ชี้แจง ทำความเข้าใจถึงการฉีดวัคซีน ไฟเซอร์ (Pfizer )ให้กับ นักเรียน นักศึกษา และการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ประธานอาชีวศึกษาจังหวัด (อศจ.) ผู้แทนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และผู้แทนโรงเรียนเอกชน ทั่วประเทศ และมีผู้แทนจากกระทรวงต่าง ๆที่ให้บริการทางการศึกษาแก่เยาวชน เข้าร่วมรับฟังด้วย
นายสุภัทร กล่าวว่า ในเดือนตุลาคม นี้ จะมีวัคซีนเข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในนั้นมีวัคซีนไฟเซอร์ 8 ล้านโดส และในไตรมาสที่ 4 ปี 2564 นี้ ถ้าเป็นไปตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วางไว้ จะมีวัคซีนไฟเซอร์เข้ามาประเทศไทยอีกรวม 30 ล้านโดส ซึ่งวัคซีนไฟเซอร์ เป็นวัคซีนที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ว่าสามารถฉีดให้กับเยาวชนที่อายุ 12 -17 ปี 11 เดือน 29 วัน หรือ 18 ปีบริบรูณ์ได้ โดยจะเริ่มฉีดวัคซีนให้กับนักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) จำนวน 29 จังหวัดก่อน
ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า โดยกลุ่มเป้าหมาย คือนักเรียน นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า ให้ดำเนินการพร้อมกัน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร โดยมีรูปแบบการดำเนินงาน ดังนี้ กำหนดให้บริการวัคซีนไฟเซอร์ ผ่านสถานศึกษา เป็นหลัก ทั้งนี้ ตนได้ประสานไปยังกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) หากสถานศึกษามีพื้นที่จำกัด ก็จะขอให้มหาวิทยาลัยเป็นฐานในการฉีดให้กับนักเรียนด้วย
นายสุภัทร กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการให้บริการวัคซีนไฟเซอร์ สำหรับนักเรียน นักศึกษา ของแต่ละหน่วยงาน มีดังนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและกรุงเทพมหานคร จะบริหารจัดการวัคซีนภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือคณะอนุกรรมการการบริหารจัดการการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) กรุงเทพมหานคร ภายใต้คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร พร้อมกับประสานงาน ศธ. ศธจ. หรือหน่วยงานต้นสังกัดของสถานศึกษาในพื้นที่ เพื่อเตรียมการดำเนินงานให้วัคซีนนักเรียน สำรวจเป้าหมาย จัดทำแผนจัดสรร และกำหนดช่วงเวลาเข้ารับวัคซีน กำหนดสถานบริการฉีดวัคซีนให้กับแต่ละโรงเรียน โดยประสานผู้บริหารโรงเรียนเพื่อนำนักเรียนเข้ารับวัคซีน พร้อมกับกำกับติดตามรายงานผลการให้บริการในระบบ MoPH IC
ปลัด ศธ. กล่าวอีกว่า กรมควบคุมโรค จะทำหน้าที่จัดส่งวัคซีนไฟเซอร์และอุปกรณ์การฉีดแผนการฉีดวัคซีนที่ได้จากสาธารสุขจังหวัด ส่วน ศธ. จะกำกับติดตามการดำเนินงานให้วัคซีนนักเรียน ตามนโยบายของประเทศ พร้อมกับรวบรวมข้อมูลนักเรียนจากแต่ละสถานศึกษาและแจ้งแก่สำนักงานสาธารสุขจังหวัด ด้านสถานศึกษา มีหน้าที่ชี้แจงผู้ปกครองเพื่อสร้างความเข้าใจก่อนวันรับวัคซีน และจัดส่งคำแนะนำการฉีดวัคซีนและใบยินยอมให้นักเรียนฉีดวัคซีน แจ้งจำนวนนักเรียนที่จะเข้ารับวัคซีนแก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ผ่านระบบที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด กำหนดไว้ และสถานพยาบาล มีหน้าที่จัดระบบให้บริการตามมาตรฐาน ได้แก่ ตรวจสอบใบยินยอม คัดกรอง ฉีดวัคซีน นัดหมาย ออกเอกสารรับรอง เฝ้าระวัง และบันทึกผลการให้บริการในระบบ MoPH IC และมีหน้าที่รับ-จ่ายวัคซีน จัดเก็บวัคซีนและรายงานสถานะคงคลัง
“สำหรับไทม์ไลน์ในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียน ของ ศธ. มีดังนี้ วันที่ 10-17 กันยายน สถานศึกษา จัดเตรียมรายชื่อและจำนวนนักเรียน ระหว่างนี้ ศธ.และสธ.จัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมความเข้าใจการฉีดวัคซีนและการทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ส่วนระหว่างวันที่ 17-22 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษา จัดประชุมทำความเข้าใจ ให้ข้อมูลกับผู้ปกครองในการฉีดวัคซีนให้เด็ก 12-18 ปี วันที่ 2-24 กันยายน สถานศึกษาเชิญผู้ปกครองลงนามแจ้งความประสงค์ (ยินยอม) ให้นักเรียนเข้ารับวัคซีน อย่างไรก็ตามหาก สธ.จัดทำแบบสำรวจและใบยินยอมบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 สำหรับนักเรียน/นักศึกษาเสร็จแล้ว ศธ.จะเร่งเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เพื่อให้สถานศึกษานำไปให้ผู้ปกครองกรอกต่อไป” นายสุภัทร กล่าว
ปลัด ศธ. กล่าวต่อว่า ในวันที่ 25 กันยายน โรงเรียน สถานศึกษา นำส่งบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ประสงค์รับวัคซีนไฟเซอร์ แก่ ผู้อำนวยการ สพท. หรือ อศจ. แล้วนำส่ง ศธจ. วันที่ 26 กันยายน ศธจ. ,ผู้อำนวยการ สพท. ,อศจ. ,ผู้แทนหน่วยงานการศึกษาในจังหวัดประชุมสรุปจำนวนและรายชื่อนักเรียนเพื่อนำส่งสาธารสุขจังหวัด วันที่ 28-30 กันยายน สาธารสุขจังหวัดวางแผนการรับวัคซีนและกำหนดการฉีดวัคซีนรายโรงเรียน วันที่ 1 ตุลาคม โรงเรียน สถานศึกษา รับทราบกำหนดการและจัดเตรียมสถานที่ และวันที่ 4 ตุลาคม เริ่มการฉีดวัคซีนแก่นักเรียน
“ในเดือนกันยายน และตุลาคม จะมีวัคซีนเพียงพอให้เด็กอายุ 12-18 ปี ที่อยู่ในระบบการศึกษาทั้งในและนอกสังกัด ศธ. ประมาณ 4.3 ล้านคน ดังนั้น วัคซีนที่ได้รับมาเพียงพอสำหรับการฉีดทั้ง 2 เข็มให้กับนักเรียน หากเด็กได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 วันช่วงสัปดาห์ที่ 1 ของเดือนตุลาคม จะสามารถฉีดเข็มที่ 2 ในช่วงสิ้นเดือนตุลาคมได้ ซึ่งจะทำให้การเปิดเรียน On-Site ในภาคเรียนที่ 2 วันที่ 1 พฤศจิกายน มีความเป็นไปได้มากขึ้น” นายสุภัทร กล่าว
นายสุภัทร กล่าวต่อว่า นอกจากฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนแล้ว ศธ.ประสานขอให้ สธ.เร่งฉีดวัคซีนให้ครูครบทุกคน จากข้อมูลขณะนี้พบว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา ในสักัดรัฐและเอกชน ได้รับวัคซีนไปแล้ว 72% เหลือประมาณ 1.7 แสนคน ที่รอฉีดวัคซีนอยู่ โดย น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิกาน หารือกับกรมควบคุมโรคไปแล้ว โดยขอให้กรมควบคุมโรคจัดสรรการฉีดวัคซีนให้ครูควบคู่กับการฉีดวัคซีนให้กับนักเรียนไปด้วย เพื่อให้ทุกคนในโรงเรียนมีความปลอดภัย
ด้านนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน ต้องการให้เปิดเรียน On-Site หรือเรียนที่โรงเรียนได้ จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะครูสร้างความเข้าใจให้ผู้ปกครอง เพื่อให้นักเรียนได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ยิ่งฉีดได้มากเท่าไหร่โอกาสที่เด็กจะได้รับความปลอดภัยก็จะมีมากเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนให้เด็กต้องได้รับความสมัครใจจากผู้ปกครองด้วย เชื่อว่าถ้าเด็กรุ่นแรกที่ได้ฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ และได้รับเข็ม 2 ช่วงสิ้นเดือนตุลาคม ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเปิดเรียน On-Site ที่โรงเรียนในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ได้ และจะสามารถทยอยเปิดเรียนแบบ On-Site ได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เมื่อโรงเรียนเป็นฐานในการฉีดวัคซีน และจังหวัดเป็นผู้ออกแบบวางแผนการจัดสรรวัคซีน จึงทำให้หน่วยงานระดับจังหวัดมีความสำคัญอย่างมาก ต้องเชื่อมโยงจัดสรรการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด หากจังหวัดไหนทำได้อย่างมีแประสิทธิภาพ จังหวัดนั้นก็จะควบคุมการระบาดของโรคได้ง่าย การเรียน On-Site ก็จะเกิดได้เร็วมากขึ้น ดังนั้น จึงขอฝากทุกหน่วยงานร่วมมือกันให้ความรู้ความเข้าใจและรณรงค์ให้ผู้ปกครองผลักดันให้เด็กได้รับวัคซีนมากที่สุดเพื่อให้เด็กได้กลับมาเรียนที่โรงเรียนอย่างปลอดภัย” นายอัมพร กล่าว
นายอัมพร กล่าวต่อว่า ส่วนเด็กที่ต่ำกว่า 12 ปี จะมีโอกาสได้ฉีดวัคซีนหรือไม่นั้น ขณะนี้ ตนทราบว่ามีการทดลองอยู่ เชื่อว่าในอนาคตเด็กกลุ่มนี้จะได้รับการจัดสรรวัคซีนต่อไป อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ติดตามอาการของเด็กหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนด้วย ส่วนที่มีคำถามว่าถ้าจะเปิดเรียนแบบ On-Site ครูและนักเรียนต้องได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคนหรือไม่ การฉีดวัคซีนเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น และหากโรงเรียนใดยังไม่ถึงคิวฉีดวัคซีน แต่โรงเรียนเหล่านี้สามารถประเมินตนเองได้ เช่น อยู่ในพื้นที่ไม่มีการระบาด นักเรียนมีความปลอดภัย ก็ต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดก่อน จึงจะเปิดเรียน On-Site ตามปกติได -007
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี