‘เฉลิมชัย’ย้ำเกษตรกรไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยน ฝากขรก.กระทรวงช่วยพลิกโฉมคุณภาพชีวิต

‘เฉลิมชัย’ย้ำเกษตรกรไทยถึงเวลาต้องเปลี่ยน ฝากขรก.กระทรวงช่วยพลิกโฉมคุณภาพชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2564, 16.46 น.

วันที่ 28 ตุลาคม 2564 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวปาฐกาหัวข้อ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” ในงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change: เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (บางเขน) ว่า ตนเกิดและเติบโตมาในครอบครัวเกษตรกร ทำให้เข้าใจความรู้สึกของเกษตรกรเป็นอย่างดี 

อาทิ ตนเคยเห็นแม่ต้องไปหลบอยู่หลังบ้านเพราะไม่อยากเจอหน้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เนื่องจากไม่มีเงินชำระหนี้ แต่ไม่มีความคิดที่จะโกงหรือเบี้ยวหนี้ ซึ่งตนเชื่อว่าเกษตรกรก็คิดแบบนี้เช่นกัน เพราะเกษตรกรนั้นมีเกียรติและศักดิ์ศรี แต่ความจำเป็นในบางเรื่องทำให้ไม่สามารถทำในสิ่งที่คิดอยากจะทำได้  และนี่คือปัญหาที่สะสมมาในประเทศไทยหลายสิบปี


“ปัญหาในภาคเกษตรกรรมที่ผ่านมา เราจะเห็นกันอยู่ เป็นภาพเก่าๆ ถ้าเห็นเมื่อไวๆ หรือที่ชัดเจนขณะนี้ก็คือุทกภัย น้ำท่วม นับจากนี้อีก 3 เดือนก็จะมีปัญหาเรื่องภัยแล้ง ซึ่ง 2 ส่วนปัญหาตรงนี้เป็นสิ่งที่เป็นภัยซ้ำซากของพี่น้องเกษตรกรไทย กี่สิบปีมาก็เป็นแบบนี้ เสร็จแล้วปัญหาที่สะสมมาก็คือเรื่องของตลาด เรื่องของราคาสินค้า เรื่องของผลผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน เรื่องของผลผลิตที่ไม่ได้ปริมาณที่จะอยู่ในจุดคุ้มทุน” นายเฉลิมชัย กล่าว

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อไปว่า ภาคเกษตรของไทยมีสัดส่วนผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) อยู่ที่ร้อยละ 8 แต่ตนเชื่อว่าในสถานการณ์โควิด-19 GDP ภาคเกษตรน่าจะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคเกษตรนั้นมีผู้ที่เกี่ยวข้องถึง 30 ล้านคน เพราะเป็นภาคที่เชื่อมโยงกับภาคส่วนอื่นๆ แต่ GDP ที่ระบุว่าร้อยละ 8 นั้น น่าจะไม่ได้นับรวมการใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตร เช่น นำไปแปรรูป ส่งออก ซึ่งต้องให้ความเป็นธรรมกับภาคเกษตร ต้องนำส่วนเหล่านี้มาคิดด้วยเพราะเป็นผลผลิตจากภาคเกษตรทั้งหมด 

ทั้งนี้ การปล่อยให้ภาคที่มีผู้เกี่ยวข้องถึงครึ่งประเทศ มี GDP เพียงร้อยละ 8 ประเทศชาติย่อมไม่สามารถเดินหน้าไปได้ จะต้องทำให้ GDP เพิ่มขึ้นโดยวิธีคิดที่มองความเป็นจริง และดึงภาคธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการเกษตรเข้ามาร่วมด้วย เพราะจะมีผลต่อการจัดสรรงบประมาณ เกษตรกรจะต้องถูกให้ความสำคัญขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เปรียบกับกับคน 10 คน ถ้า 5 คนง่อยเปลี้ยเสียขาก็ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ ซึ่ง 5 คนนี้คือเกษตรกร แต่ถ้าทำให้ 5 คนนี้แข็งแรง ก็จะพยุงอีก 5 คนให้พากันเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ขณะเดียวกัน ผู้เกี่ยวข้องกับการเกษตรก็จะต้องปรับเปลี่ยน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต้องเข้าไปขับเคลื่อนร่วมกัน แต่ต้องบูรณาการอย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำงานแบบต่างคนต่างอยู่ตัวใครตัวมัน ตนเชื่อในจุดแข็งของคนไทย จะเห็นว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติครั้งใดคนไทยจะช่วยเหลือกันตามกำลังมากบ้างน้อยบ้าง ซึ่งมีไม่กี่ประเทศที่เป็นแบบนี้ แต่ก็ต้องทำให้สังคมไทยตระหนักว่าวันนี้ถึงจุดที่ต้องเปลี่ยน หากไม่สามารถเปลี่ยน วันข้างหน้าอาจะเจอวิกฤติที่หนักกว่าปัจจุบัน แม้จะไม่มีโรคระบาดโควิด-19 

“เมื่อมีการพัฒนา สิ่งหนึ่งที่เข้ามาคืองานวิจัย เทคโนโลยี แล้วก็นวัตกรรม วันนี้ภาคเกษตรต้องนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด และให้เกษตรกรเรียนรู้และรับรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ด้วย ไม่ใช่เฉพาะทำในส่วนภาครัฐกับภาคเอกชน นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่เราจะสร้างความมั่นคงให้พี่น้องเกษตรกรได้ ในเรื่องของการเพิ่มรายได้ การลดต้นทุน การหาผลิตภัณฑ์แปลกๆ ใหม่ๆ เพื่อที่จะนำเสนอสู่ตลาด การรักษาอัตลักษณ์ของสินค้าท้องถิ่น นี่คือจุดดี จุดขายเราทั้งหมด บวกกับรองรับภาคการท่องเที่ยวและบริการ ที่กำลังจะกลับฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง” รมว.เกษตรและสหกรณ์ ระบุ

นายเฉลิมชัย ย้ำว่า ภาคเกษตรต้องเชื่อมกับทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ นอกจากนี้ ต้องดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยทำให้รู้สึกว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่มีเกียรติในสังคม เป็นกระดูกสันหลังของสังคม ขณะเดียวกันต้องเป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่น้อยหน้าใครในสังคม เพราะต้องยอมรับความจริงว่าแม้จะมีเกียรติ แต่ไม่มีอาหาร ไม่มีเงินทอง ไม่มีกินมีใช้ ก็คงไม่มีใครมาประกอบอาชีพนี้ ดังนั้นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ภาพดังกล่าวปรากฎขึ้นได้

อนึ่ง หลายรัฐบาลที่ผ่านมาพยายามเปลี่ยนแปลง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความเคยชินของเกษตรกรได้ ซึ่งตนเชื่อว่าหากสามารถทำให้ดูและชี้ให้เห็นว่าหากเปลี่ยนแปลงแล้วจะเกิดประโยชน์กับเกษตรกรจริง เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้น ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นอย่ามองว่าทำไมได้ หากวันนี้นับหนึ่ง ผ่านไป 2-3 ปีข้างหน้าต้องทำให้สำเร็จ สิ่งไหนทำไม่ได้ก็ถือเป็นความท้าทาย ข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงถือเป็นหัวใจหลัก เป็นกลไกสำคัญที่สุด หากทำงานด้วยหัวใจ ปัญหาและอุปสรรคก็เป็นเรื่องเล็ก แต่หากทำเพียงตามหน้าที่ อีกสิบชาติก็แก้ปัญหาไม่ได้

“ขอฝากพี่น้องข้าราชการในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วันนี้ถ้าท่านสามารถที่จะพลิกโฉมเกษตรกรของเราได้ ท่านสามารถยกระดับความเป็นอยู่ ความมั่นคงของพี่น้องเกษตรกรได้ ผมว่าท่านจะเป็นคนที่มีคุโณปการกับประเทศชาติมาก และถ้าเราสามารถเปลี่ยนในวันนี้ได้ นั่นคือโอกาสในวิกฤติที่เกิดขึ้นจากภาวะวิกฤติโควิด-19 ในครั้งนี้ ถึงแม้ภาคเกษตรเราจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตินี้น้อยที่สุด แต่มันก็ไม่เพียงพอที่จะเดินต่อไปในอนาคตข้างหน้า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นายเฉลิมชัย กล่าว

สำหรับงานสัมมนาวิชาการ “Disruptive Change: เกษตรไทย ต้องเปลี่ยนโฉม” นั้นจัดโดยสมาคมเศรษฐศาสตร์เกษตรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top