9 พ.ย. 2564 นายสิทธิพล ชูประจง หัวหน้าโครงการผู้ป่วยข้างถนน มูลนิธิกระจกเงา ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงประเด็นที่สังคมเรียกร้องให้จัดระเบียบคนไร้บ้าน หรือคนเร่ร่อน เนื่องจากที่ผ่านมามีข่าวหลายกรณีพบคนไร้บ้านก่อความเดือดร้อนรำคาญ ไปจนถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ว่า ในความเป็นจริงคนไร้บ้านเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคู่กับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลก และไม่สามารถทำให้คนไร้บ้านหายไปได้ แต่จะทำอย่างไรให้การใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะของคนกลุ่มนี้ไม่ก่อความเดือดร้อนกับคนทั่วไป
เช่น ปัจจุบันที่มีคนไร้บ้านจำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง หากไปขับไล่ไม่ให้อยู่สุดท้ายคนกลุ่มนี้ก็จะย้ายไปอยู่ในจุดอื่นอยู่ดี ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้ที่เมื่อมีการจัดระเบียบท้องสนามหลวง ทำให้คนไร้บ้านที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวย้ายมารวมกันที่หัวลำโพง แต่สามารถจัดระบบบริการต่างๆ ที่จำเป็นกับคนกลุ่มนี้เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ อาทิ การตั้งจุดแจกอาหาร
“เราทำจุดรับแจกข้าวเป็นจุดเฉพาะเลยเพื่อให้เป็นระบบระเบียบ แล้วก็ให้คนไร้บ้านมารับที่นั่น มันก็จะเกิดความเป็นระเบียบขึ้น ไม่ใช่ว่าใครมาแจกก็แจกกัน เพราะมันจะทำให้มีกลุ่มที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์ขึ้นมา ผมเรียกคล้ายๆ มาเฟีย เป็นพวกคนมีบ้าน คนในชุมชน เขามาสร้างกลุ่มแก๊ง รวบรวมสมัครพรรคพวก เอาคนไร้บ้านไปเป็นพวก แล้วมาทำเรื่องของการจัดระเบียบนู่นนี่นั่น หมายถึงจัดแถวคนไร้บ้านที่มารับข้าวที่มาแจก แต่จะมีการเรียกรับผลประโยชน์บ้าง เอาของไปแจกอะไรอย่างนี้ บางทีก็มีทำร้ายร่างกาย กลุ่มมาเฟียนี้ก็จะมีปัญหา เขาก็จะกร่างๆ กินเหล้า อะไรแบบนี้” นายสิทธิพล ระบุ
นายสิทธิพล กล่าวต่อไปว่า สำหรับคนไร้บ้านที่มีพฤติกรรมก่อความเดือดร้อนรำคาญกับคนทั่วไป เช่น ตั้งวงดื่มสุราส่งเสียงดัง คนกลุ่มนี้ถือเป็นส่วนน้อย ซึ่งตำรวจสามารถดำเนินการภายใต้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายได้ และตนสนับสนุนให้ทำเช่นนั้นด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่กดดันมากๆ พฤติกรรมย่อมลดลง และเมื่อนำคนเหล่านี้ออกไปก็จะเหลือแต่คนที่มีความยากลำบากในการใช้ชีวิตจริงๆ โดยจากข้อมูลที่ปรากฏในงานวิจัย พบว่าคนไร้บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งคนวัยนี้มีศักยภาพในการก่ออาชญากรรมลักวิ่งชิงปล้นหรือทำร้ายร่างกายมีน้อย
ส่วนประเด็นคนไร้บ้านที่มีอาการทางจิต หรืออาการที่เกิดจากการใช้สารเสพติด เช่น สารระเหย ที่มีรายงานข่าวว่าก่อความเดือดร้อนแล้วตำรวจไม่รู้จะจัดการอย่างไรสุดท้ายทำได้เพียงจับๆ ปล่อยๆ ประเด็นนี้จริงๆ แล้วมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องครอบคลุมอย่างครบวงจร เช่น พ.ร.บ.สุขภาพจิต ที่ผู้พบเห็นคนไร้บ้านที่น่าจะมีอาการทางจิต สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานำตัวไปเข้ากระบวนการรักษาได้โดยไม่ต้องมีญาติพาไป รวมถึงกระบวนการบังคับบำบัดผู้ติดยาเสพติดก็เช่นกัน สามารถทำได้หากเห็นว่าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อตนเองหรือผุ้อื่น
นอกจากนี้ หลังผ่านกระบวยการบำบัดรักษาแล้วเมื่อออกมาสู่สังคมแล้วไม่มีผู้ดูแลและอาการก็ยังไม่ได้ดีขึ้นในระดับที่สามารถดูแลตนเองได้ สิ่งที่ทำได้คือการส่งต่อไปอยู่ในการดูแลของสถานสงเคราะห์ เพียงแต่ที่ผ่านมาการปฏิบัติตามกฎหมายยังมีปัญหา เช่น ตำรวจควบคุมตัวไปส่งโรงพยาบาลแต่โรงพยาบาลไม่รับไว้เพราะเข้าใจว่าต้องมีญาติพามาด้วย ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าไม่ต้องมีญาติก็ได้ หรือสถานสงเคราะห์ที่ต้องรับผู้ป่วยต่อจากโรงพยาบาลไปฟื้นฟู ยังไม่สามารถดูแลเพื่อการฟื้นฟูได้ เป็นต้น
“อยากให้สังคมเข้าใจว่ามันถามได้นะ เป็นคำถามใหญ่ๆ จะทำอย่างไรไม่ให้คนไร้บ้านเกิดขึ้น อันนี้มันได้ แต่ว่าเราจะทำอย่างไรที่จะทำให้คนไร้บ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นลำดับขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ผมว่ามันเป็นคำถามใหญ่ที่เรารู้สึกว่าเราต้องช่วยกันคิด คนในสังคมต้องช่วยกันคิด เพราะไม่ใช่คนไร้บ้านทุกคนที่ต้องการมีบ้าน เราไม่สามารถบอกได้ว่าวิธีการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือต้องหาที่อยู่อาศัยให้กับคนไร้บ้าน เพราะมันเป็นไปไม่ได้ บางคนเขายังอยากอยู่พื้นที่สาธารณะ แต่จะทำอย่างไรให้การอยู่มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีระบบระเบียบอยู่บ้าง ไม่ไปทำให้เกิดความวุ่นวาย” นายสิทธิพล กล่าว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี