533.jpg
ศบค.ยกระดับควบคุมโควิดทั่วประเทศ ไม่ล็อกดาวน์! เลื่อนเปิด‘ผับบาร์-สถานบันเทิง’

ศบค.ยกระดับควบคุมโควิดทั่วประเทศ ไม่ล็อกดาวน์! เลื่อนเปิด‘ผับบาร์-สถานบันเทิง’

วันเสาร์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

ศบค.ยกระดับควบคุมโควิดทั่วประเทศ

ไม่ล็อกดาวน์!

เลื่อนเปิด‘ผับบาร์-สถานบันเทิง’

8จังหวัดสีฟ้า/ดื่มในร้านถึง3ทุ่ม

ขยายเวลาทำงานที่บ้านอีก14วัน

ย้ำปชช.ยกการ์ดสูงชี้เดลต้ายังแรง

ไทยติดเชื้อพุ่งพรวด7,526/ดับ19

ไทยติดโควิดวันเดียวพุ่งพรวด7,526 ราย ตาย 19 ศพ มติศบค.เคาะยกระดับมาตรการสกัดระบาด โดยปรับเพิ่มพื้นที่สีส้ม 69 จังหวัด คง 8 จังหวัดสีฟ้านำร่องท่องเที่ยว–18 อำเภอในบางจว.นั่งดื่มในร้านได้ถึง 3ทุ่ม ยังไม่พิจารณาเปิดสถานบันเทิงผับ-บาร์ แนะอยากเปิดต้องปรับรูปแบบเป็นร้านอาหารก่อน15ม.ค.โดยต้องเคร่งมาตรการโควิด ฟรีเซตติ้ง ฮึ่ม!ฝ่าฝืนสั่งปิด-พักใบอนุญาต พร้อมขยายเวลาเวิร์ก ฟรอม โฮมถึง 31ม.ค.ทุกมาตรการดีเดย์ 9ม.ค.เป็นต้นไป ไฟเขียวเบรกลงทะเบียน‘เทสแอนด์โก’ล้างท่อวันสุดท้าย15 ม.ค.เผยแผนฉีดวัคซีนปี65ชี้ม.ค.ต้องได้ 9.3ล้านโดส อินไซด์ ศบค.ถกเดือดปมเทสแอนด์โก “อนุทินงัดสุพัฒนพงษ์” นายกฯต้องเบรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. เพื่อพิจารณาปรับเพิ่มมาตรการรับมือการระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน ที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด


ติดเชื้อพุ่งพรวด7,526/ตาย19ราย

หลังประชุม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ในที่ประชุมกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้รายงานสถานการณ์ระบาดในประเทศไทยว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 7,526 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 7,139 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 6,706 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 433 ราย มาจากเรือนจำ 39 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 348 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,252,776 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 2,895 ราย ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,188,397 ราย อยู่ระหว่างรักษา 42,580 ราย อาการหนัก 547 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 140 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 19 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 21,799 ราย

ฉีดวัคซีนสะสมกว่า105ล้านโดส

ส่วนยอดผู้ได้รับวัคซีนของประเทศไทยเมื่อวันที่ 6 มกราคม ฉีดวัคซีนเพิ่มเติม 874,435 โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งสิ้น 105,419,287 โดส ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 300,800,312 ราย เสียชีวิตสะสม 5,489,717 ราย

คาดปลายเดือนยอดป่วยพุ่ง3หมื่น/วัน

นพ.ทวีศิลป์กล่าวต่อว่า สธ.ยังได้รายงานการคาดการณ์การติดเชื้อของไทย ที่ปัจจุบันอยู่ในเส้นสีเทา ที่ประชาชนส่วนใหญ่หย่อนยานการปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข หากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของการติดเชื้อภายในปลายเดือนมกราคมหรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ตัวเลขผู้ติดเชื้อจะพุ่งไปถึง 3 หมื่นรายต่อวัน ประเด็นนี้นายกฯเป็นห่วงอย่างยิ่ง จึงใช้เวลาหารือประเด็นนี้เป็นเวลานาน แต่สิ่งที่ทำให้สบายใจได้บ้างคือ อัตราเสียชีวิตยังต่ำ ทำให้เรารู้ลักษณะของโอมิครอนว่าไม่ได้รุนแรงเหมือนเดลต้า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กระทรวงสาธารณสุขได้ปรับระดับการเตือนภัยเป็นระดับ 4 ที่มีข้อแนะนำออกมา แต่วิธีปฏิบัติขอให้ยึดตามมาตรการของศบค.

ขยายWFHถึง31มค.-เลื่อนเปิดผับบาร์

ส่วนข้อเสนอการปรับมาตรการป้องกันโควิดมีอีก 3 ข้อย่อยคือ 1.ขยายเวลาทำงานที่บ้าน (Work From Home)ไปจนถึง 31 มกราคม และปรับมาตรการสถานบันเทิง อย่างการสอบสวนโรคช่วงก่อนและหลังปีใหม่ที่ผ่านมา พบว่า สถานบันเทิงที่ปรับเป็นร้านอาหาร แต่กลับจำหน่ายสุรา ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามมาตรการจนมีการแพร่กระจายเชื้อ ดังนั้น เดิมจะทบทวนเปิดสถานบันเทิง จึงจำเป็นต้องขอเลื่อนออกไปก่อน ยังเปิดไม่ได้ตอนนี้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้ประกอบการสถานประกอบการที่มีลักษณะคล้ายสถานบริการ สถานบันเทิง ผับ บาร์ คาราโอเกะสามารถทำได้คือ สามารถปรับรูปแบบคือ เปลี่ยนเป็นร้านอาหารได้ แต่ต้องทำตามมาตรการโควิดฟรีเซตติ้งจริงๆ และต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือกรุงเทพมหานครก่อน 15 มกราคม

ยกระดับ69จว.เป็นพื้นที่สีส้มงดดื่มในร้าน

2.มอบหมายให้ปฎิบัติตามคำสั่ง ศบค.ฉบับที่ 15 หน่วยงานเกี่ยวข้อง คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือกทม.ให้ตรวจประเมินสถานบันเทิงอย่างเคร่งครัด โดยศบค.มีมติปรับระดับพื้นที่เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั่วราชอาณาจักร โดยยกระดับทั้งประเทศเป็นพื้นที่ควบคุม (สีส้ม) จากเดิม 39 จังหวัด เป็น 69 จังหวัด ส่วนกิจการและกิจกรรมในพื้นที่สีส้มนั้น ทำได้แทบทุกอย่าง เพียงแต่ห้ามจัดกิจกรรมรวมคนมากกว่า 500 คน ร้านอาหารเปิดดำเนินการได้ปกติ แต่ห้ามดื่มสุราและแอลกอฮอล์ในร้าน

ร้านอาหารพื้นที่สีฟ้าดื่มได้ถึง3ทุ่ม

สำหรับพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว (สีฟ้า) ยังคงไว้ 8 จังหวัดได้แก่ กทม. กาญจนบุรี กระบี่ ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี พังงาและภูเก็ต รวมถึงบางอำเภอใน 18 จังหวัดพื้นที่สีส้ม โดยมาตรการพื้นที่สีฟ้าจะทำกิจกรรมกิจการต่างๆ ได้เหมือนพื้นทีสีเขียว ดื่มสุราในร้านอาหารได้ไม่เกิน 21.00 น. แต่ต้องเป็นร้านอาหารที่ผ่าน SHA+ หรือ Thai Stop COVID 2Plus เท่านั้น กรณีไม่ดำเนินการต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย ส่วน 5 จังหวัดที่มีขอเพิ่มเป็นพื้นที่ฟ้านั้น ขอให้เลื่อนดำเนินการไปก่อน รอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

ผับปรับเป็นร้านอาหารฝ่าฝืนสั่งปิดทันที

“นายกฯย้ำว่าการมีส่วนร่วมรับผิดชอบเป็นเรื่องสำคัญ ร้านอาหารต้องการโอกาสเปิด ศบค.ผ่อนปรนให้เปิดได้ แต่ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือประมาณหนึ่ง ใครทำผิดขอให้ทำให้ถูกต้อง โดยให้ศปม.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ศบค.มท. ศบค.สธ. เข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจัง หากทำไม่ถูกให้ดำเนินคดี หรือสั่งพัก สั่งปิด พักใบอนุญาตอย่างจริงจัง ต้องปราบปรามไม่ให้ทำความผิด ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 9 มกราคม”นพ.ทวีศิลป์กล่าว

ยกเลิก 8 ประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้ว

และว่า ที่ประชุม ศบค.ยังได้ปรับมาตรการป้องกันควบคุมโรคในการเดินทางเข้าราชอาณาจักร โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ที่เข้ามาผ่านระบบเทสแอนด์โก ซึ่งพบผู้ติดเชื้อพอสมควร ศบค.จึงมีข้อสรุปเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศว่า ให้ยกเลิกการกำหนดกลุ่มประเทศเสี่ยง ซึ่งก่อนหน้านี้มี 8 ประเทศจากแอฟริกาใต้ออกไป เพราะเชื้อโอมิครอนกระจายไปหลายประเทศทั่วโลกแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มเสี่ยง

ไฟเขียวเพิ่มแซนด์บ็อกซ์อีก3จว.

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบเพิ่มพื้นที่แซนด์บ็อกซ์อีก 3 จังหวัด จากเดิมมีเพียง จ.ภูเก็ต โดยเพิ่ม จ.สุราษฎร์ธานี เฉพาะเกาะสมุย เกาะพงัน และเกาะเต่า รวมถึง จ.พังงาและจ.กระบี่ทั้งจังหวัด โดยกำชับให้ควบคุมการเดินทางเข้าพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ หากสายการบินนานาชาติสามารถบินตรงไปในพื้นที่ได้เลย ก็ให้ใช้ช่องทางนั้น แต่หากต้องมาลงที่สนามบินสุวรรณภูมิขอให้ควบคุมการเดินทาง ไม่ให้ปะปนกับประชาชนทั่วไปด้วยการระบบซีลรูท ป้องกันแพร่เชื้อ

นพ.ทวีศิลป์กล่าวอีกว่า ในส่วนระบบเทสแอนด์โกที่ยังเป็นช่องว่างการนำเชื้อเข้ามา เพราะเชื้อโอมิครอนหลบการตรวจจับนั้น ศบค.ขอให้ระงับการลงทะเบียนเทสแอนด์โกออกไปก่อน โดยจะรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับอนุมัติแล้ว และจะเดินทางเข้ามาภายหลังวันที่ 15 มกราคม นายกฯระบุว่าหากสถานการณ์ดีขึ้นสามารถปรับเปลี่ยนมาตรการได้อีก

ตั้งเป้าฉีดวัคซีนมค.9.3ล้านคน

สำหรับแผนให้บริการฉีดวัคซีนปี 2565 นั้น นพ.ทวีศิลป์เผยว่า กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุขเสนอแผนโดยมี 3 เป้าหมายคือ 1.ผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไปที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนเลย สามารถเข้าวอล์คอินได้ 2. เป็นผู้ที่ได้รับวัคซีนครบเกณฑ์แล้ว หรือผู้ที่เคยติดเชื้อแล้วให้ได้รับเข็มกระตุ้นตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข 3. กลุ่มอายุ 5-12 ปี นั้น ตอนนี้ให้ฉีดได้ตามความสมัครใจของเด็กและผู้ปกครอง ส่วนในกลุ่มผู้ที่ต้องได้รับเข็ม 4 คือ บุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มเสี่ยง คือประชาชนกลุ่มโรคเรื้อรัง โดยเป็นไปตามสูตรที่กรมควบคุมโรคกำหนด อย่างไรก็ตาม หากมีผู้ประสงค์จะฉีดเข้าใต้ผิวหนังให้เป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์และความสมัครใจของผู้รับวัคซีน ขณะเดียวกัน การฉีดวัคซีนกระตุ้นเข็มที่ 4 ในกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับวัคซีน สูตรอื่นให้เป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์และความสมัครใจของผู้ได้รับวัคซีน เรียกได้ว่าเป็นการเปิดกว้างมากขึ้นสามารถเลือกได้ ส่วนเป้าหมายของแผนการฉีดวัคซีนปี 2565 ตั้งเป้าไว้ในเดือนมกราคม ประมาณ 9.3 ล้านคน โดยเตรียมไว้ทั้งเข็ม 1-2-3-4

ไฟเขียวซื้อแพคโลวิด5หมื่นชุด

โฆษก ศบค.กล่าวด้วยว่า ในเรื่องแผนจัดหายารักษา โควิดคือ ยาต้านไวรัส แพคโลวิด (Paxlovid) ซึ่งเป็นยาที่มีคุณสมบัติใช้ในผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย ปานกลาง ที่มีความเสี่ยงเกิดอาการรุนแรง นำไปใช้ในการรักษา สธ.ขออนุมัติจัดซื้อจาก ศบค. 50,000 ชุด ถือเป็นความมั่นคงทางยา แต่ยาหลักยังอยู่ที่ยาฟาวิพิราเวียร์ ส่วน แพคโลวิด จะมาเสริมขึ้นมา โดย ขออนุมัติไว้ และนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศบค. อนุมัติให้ใช้เงินกู้มาซื้อยาดังกล่าวตามต้องการ

ย้ำไม่จำเป็นให้งดเดินทางข้ามจว.

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีสธ.ยกระดับเตือนภัยด้านสาธาณศุขเป็นระดับ 4 ขอให้งดเดินทางข้ามจังหวัดนั้น มีมาตรการชัดเจนอย่างไร นพ.ทวีศิลป์เผยว่า ข้อเสนอดังกล่าวของ สธ.ให้ออกมาว่าเป็นระดับการเตือนภัย และเป็นข้อแนะนำของประชาชน จะเห็นได้ว่ามีข้อย่อยหลายข้อที่ใช้คำว่า งด ซึ่งเป็นข้อคิดเห็นจากการประชุมของนักวิชาการสายทางการแพทย์ จึงเกิดมาตรการที่แตกต่างกัน และเป็นการยกระดับมาถึงระดับ 4 ที่ระบุว่างดเดินทาง แต่ไม่กระทบการเดินทาง การขนส่งด้านต่างๆ เพราะเป็นข้อแนะนำที่เกิดขึ้นจากทางกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเตือนบุคคลต่างๆว่าหากไม่จำเป็น ก็ไม่ต้องเดินทาง

ไม่ล็อคดาวน์-ไม่ปิดกิจการ

ส่วนข้อปฏิบัติหรือข้อกำหนดต้องเกิดขึ้นจากศบค.เท่านั้น ที่จะออกข้อกำหนดและสั่งให้ดำเนินการภาพรวมทั้งประเทศ และที่ประชุม ศบค.วันนี้ ไม่ได้มีข้อกำหนด หรือข้อคำสั่ง หรือมติที่ประชุมใดๆ ที่จะเป็นการปิดกิจการกิจกรรมใดๆ นอกนั้นการเดินทางยังเหมือนเดิม ขอให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขสำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องเดินทาง ใช้เป็นเกณฑ์ดูแลตัวเอง ใช้เป็นข้อเตือนภัย เช่นเดียวกับการเตือนภัยต่างๆ อาทิ วาตภัย อุทกภัย ด้านนี้ก็คล้ายกัน เพื่อใช้เป็นมาตรการ ยกระดับให้ประชาชนตื่นตัว พร้อมกับขอความร่วมมือให้ดูแลสุขอนามัยส่วนตัว เพื่อผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปด้วยกัน

ศบค.ถกเดือดปมเลิก เทสแอนด์โก

มีรายงานข่าวจากที่ประชุม ศบค.แจ้งว่า ศบค.ให้ความสนใจและใช้เวลาหารือ ประเด็นรับนักท่องเที่ยวเข้าไทยผ่านระบบเทสแอนด์โกนานมาก บรรยากาศค้อนข้างตรึงเครียด โดยกระทรวงสาธารณสุขเสนอขอให้ใช้ช่องทางนี้ถึงวันที่ 15 มกราคม เนื่องจากพบผู้ติดเชื้อจากช่องทางดังกล่าวค่อนข้างมาก บางคนตรวจหาเชื้อวันแรกไม่พบ แต่ไปพบเชื้อวันที่ 2-3 ขณะเดียวกัน การติดตามตัวนักท่องเที่ยวเหล่านี้ยังทำได้ยาก บางคนหนี แต่ปรากฎว่านายสุพัฒนพงษ์ พันธุ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงานไม่เห็นด้วย ระบุว่าประเทศอื่นไม่มีการเทสด้วยซ้ำ มีเพียงผลยืนยันว่าตรวจไม่พบเชื้อสามารถท่องเที่ยวได้เลย ไม่กักตัว เป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ จึงไม่อยากให้ยกเลิกเทสแอนด์โก นอกจากนี้ นายสุพัฒนพงษ์ยังเสนอให้แถลงข่าวสื่อสารประชาชนว่า เชื้อโอมิครอนไม่ได้รุนแรง ประชาชนจะได้เข้าใจ ไม่ตื่นตระหนกมากเกินไป เพื่อให้เปิดประเทศอย่างยั่งยืน นักท่องเที่ยวจะได้เข้ามา เศรษฐกิจจะได้ขับเคลื่อน ทำให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข อภิปรายว่า เข้าใจความห่วงใยด้านเศรษฐกิจของนายสุพัฒนพงษ์ แต่เรื่องนี้เป็นเพราะหมอกังวล บางทีตรวจหาเชื้อไม่เจอครั้งแรกแล้วเดินทางไปทั่ว และขณะนี้ในยุโรประบาดหนักมาก แม้โอมิครอนจะไม่มีอาการรุนแรง แต่อย่าลืมว่าสำหรับคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนยังเป็นอันตรายอยู่ รวมถึงขณะนี้เทสแอนด์โกเองก็ยกเลิกไปมากเหมือนกัน นักท่องเที่ยวเดินทางมาน้อยกว่าที่ขอไว้ ทำให้นายกฯต้องกล่าวแทรกขึ้นว่า “ผมเข้าใจรองนายกฯทั้งสองคน อีกคนฝ่ายเศรษฐกิจ อีกคนฝ่ายสุขภาพ อย่างไรขอให้ดูยอดติดเชื้อจะเป็นอย่างไร

โยนจว.ตัดสินใจเปิด-ปิดร้านเหล้า

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ในที่ประชุม ยังมีแพทย์รายหนึ่งเสนอให้ปิดร้านเหล้าในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และชลบุรี เพราะมีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก และตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งขึ้นมาส่วนใหญ่มาจากร้านเหล้า แต่นายกฯไม่เห็นด้วย โดยระบุว่า จะดูเป็นพื้นที่ๆไป ให้แต่ละพื้นที่ตัดสินใจเอง เหมือนการปิดโรงเรียนก็ไม่ได้กำหนดเปิด-ปิด แต่ให้พื้นที่ประเมินสถานการณ์ความรุนแรง

ย้ำปชช.ยกการ์ดสูง-เดลตายังแรงอยู่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุขกล่าวว่าต้องค่อยๆ ยกระดับมาตรการให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ หวังว่าจะไม่ต้องล็อกดาวน์ประเทศกันอีกรอบ การระบาดที่เกิดขึ้น ผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ไม่แสดงอาการไปจนถึงมีอาการน้อย ส่วนหนึ่งเพราะติดเชื้อสายพันธุ์โอมิครอนที่ไม่รุนแรงไปกว่าเดลต้า และคนไทยได้รับวัคซีนทั่วถึงแล้ว ปัจจุบันเดลต้าก็ยังระบาดและมีความรุนแรงอยู่ ประชาชนต้องยกการ์ดสูงเอาไว้ก่อน ปัจจุบันพยายามให้มีจุดวอล์กอินฉีดวัคซีนมากที่สุด เพื่ออำนวยความสะดวกประชาชน เพราะวัคซีนช่วยป้องกันป่วยหนัก และเสียชีวิต ส่วนการรักษาผู้ป่วย เรานำประสบการณ์มาปรับใช้ หากไม่แสดงอาการ หรือมีอาการน้อยมาก เรามีระบบกักตัวที่บ้าน และในชุมชน มีแพทย์คอยดูแลอาการผ่านระบบสื่อสารทางไกล หากมีอาการปานกลางให้เข้าระบบโรงพยาบาล (รพ.) สนาม แต่หากป่วยหนักส่งรพ. ที่มีเครื่องมือพร้อม ให้เป็นไปตามดุลพินิจของแพทย์

นายกฯขอประชาชนอย่าตระหนก

ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมฝากถึงประชาชนไม่ต้องตื่นตระหนกกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในประเทศที่ขยับตัวสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์โควิดที่กำลังระบาดทั่วโลก ตามที่องค์การอนามัยโลกเคยออกมาเตือนว่าโควิดสายพันธุ์โอมิครอนสามารถแพร่กระจายเชื้อ ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเร็ว วันเดียวกันนี้ ทั่วโลกมีผู้ยืนยันติดเชื้อแล้วมากกว่า 298,223,894 ราย โดยสหรัฐอเมริกามียอดผู้ติดเชื้อใหม่เพิ่มขึ้น 704,661 ราย ฝรั่งเศส มีผู้ติดเชื้อเพิ่ม 332,252 ราย สหราชอาณาจักร มีผู้ติดเชื้อใหม่ 194,747 ราย

นอกจากนี้ นายกฯ ขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการระบาดอย่างเคร่งครัด หลังสธ.ยกระดับเตือนภัยเป็นระดับ 4 ทั้งชะลอเดินทาง หรือชะลอเดินทางข้ามจังหวัด ลดการรวมตัว ทำงานที่บ้าน 50-80 % ปฏิบัติตามมาตรการ V – U – C – A อย่างเคร่งครัดคือ ได้รับวัคซีนตามที่กำหนด ป้องกันตนเองครอบจักรวาล ทุกที่ ทุกเวลา สถานประกอบการมีระบบ COVID – 19 Free Setting และ ตรวจ ATK อย่างสม่ำเสมอ

เอกชนขอบคุณไม่ล็อคดาวน์ทั้งปท.

ด้านนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยหลังศบค. มีมติยกระดับสกัดการระบาดสายพันธุ์โอมิครอน โดยปรับระดับพื้นที่สีให้ 69 จังหวัดเป็นพื้นที่สีส้มหรือพื้นที่ควบคุมไม่ล็อคดาวน์ทั้งประเทศว่า ต้องขอบคุณรัฐบาล ที่เข้าใจสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป จึงเห็นชอบให้ยกระดับมาตรการควบคุมโรคเข้มข้น ในพื้นที่เสี่ยงเพิ่มเติม ไม่ได้ล็อคดาวน์ทั้งประเทศ เพราะถ้าล็อคดาวน์ทั้งประเทศจะส่งผลกระทบรุนแรงกับเศรษฐกิจไทย รวมทั้งความเชื่อมั่นของประชาชน และผู้ประกอบการ ยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ ปัจจุบันทุกอย่างค่อยๆฟื้นตัว อย่างไรก็ตาม อยากให้ทุกภาคส่วนกลับมาเข้มข้นในการป้องกัน เช่น เร่งฉีดวัคซีนให้ประชาชนภาคอุตสาหกรรมเข้มงวดให้พนักงานตรวจเอทีเค ก่อนเข้าทำงาน ขยายเวลาทำงานที่บ้าน รวมทั้งเตรียมพร้อมมาตรการป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ (บับเบิล แอนด์ ซีล) มาใช้ในโรงงาน และสถานประกอบการอย่างเข้มข้น

กทม.ฉีดไฟเซอร์ให้นร.5-11 ปีเริ่มก.พ.

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า เพื่อป้องกันการระบาดของไวรัสโควิด-19 และความปลอดภัยของนักเรียน ข้าราชการครู และบุคลากรการศึกษา สำนักการศึกษา กทม. จึงปรับรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในสังกัด 109 โรงเรียน จากรูปแบบ ON-SITE เป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบ ONLINE ตั้งแต่วันที่ 7-16 มกราคมหรือจนกว่าสถานการณ์ดีขึ้น โดยกำหนดแผนและแนวทางจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมตามบริบทของแต่ละโรงเรียน และสถานการณ์ระบาดในพื้นที่ นอกจากนี้ เตรียมความพร้อมฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา กลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปที่ยังไม่ได้รับวัคซีน 16,391 คน ในเดือนมกราคมและกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี เดือนกุมภาพันธ์ โดยให้สำนักอนามัยดำเนินการตามแนวทางที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อนุมัติขยายขอบเขตข้อบ่งใช้ของวัคซีน สำหรับกลุ่มเด็กอายุ 5-11 ปี โดยการฉีดไฟเซอร์แก่เด็กอายุ 5-11 ปี ฉีดเข้ากล้ามเนื้อและลดปริมาณวัคซีนเหลือ 10 ไมโครกรัม หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนที่ฉีดในกลุ่มเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป โดยเว้นระยะ 21 วัน จากเข็มที่ 1 เพื่อฉีดเข็มที่ 2 ซึ่งการฉีดวัคซีนให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ต้องเป็นไปตามความสมัครใจของเด็กและผู้ปกครอง

ชลบุรีโควิดพุ่งป่วยใหม่ทะลุ1.3พัน

อีกด้านมีรายงานสถานการณ์ระบาดโควิด -19 ในหลายจังหวัดที่จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี รายงานว่า ในพื้นที่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 1,342 คน มากกว่าเมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่พบ 769 คน มีทั้งผู้ที่อาศัยในจังหวัด เข้ามารักษาใน จ.ชลบุรี ส่วนใหญ่เป็นคลัสเตอร์ตรวจเชิงรุกร้านอาหารและเครื่องดื่มที่จำหน่ายแอลกอฮอล์ คลัสเตอร์บริษัทเอกชน คลัสเตอร์มหาวิทยาลัยและบุคลากรรแพทย์ โดยเตือนการระบาดของสายพันธุ์โอไมครอนรวดเร็ว ขอให้ทุกภาคส่วนปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคของจังหวัด ค้นให้มาก กักให้ดี ชีวิตวิถีใหม่ ร่วมใจฉีดวัคซีน

กาฬสินธุ์ทรงตัว-งดจัดวันเด็กวันครู

นพ.อภิชัย ลิมานนท์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวถึงการระบาดในพื้นที่ว่า ขณะนี้ทรงตัว แต่ต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะยังพบผู้ติดเชื้อต่อเนื่อง ส่วนคลัสเตอร์โอมิครอนที่เชื่อมโยงกับสองสามีภรรยากลับจากต่างประเทศและร้านอาหารกึ่งผับในตลาดโรงสี ยังไม่พบผู้ป่วยเพิ่มเป็นวันที่สองแล้ว รวมผู้ติดเชื้อยังอยู่ที่ 254 ราย เชื่อมโยงไปยังการแสดงดนตรีหาดแสงจันทร์ อ.สหัสขันธ์ 17 รายเท่าเดิม และผลยืนยันทางการเป็นโอมิครอนจากคลัสเตอร์นี้ 233 รายเท่าเดิมเช่นกัน ส่วนคลัสเตอร์ที่โยงสถานศึกษา ต.สงเปือย อ.นามนพบผู้ป่วย 57 ราย เป็นเด็กนักเรียน 30 ราย ติดในชุมชน 27 ราย เร่งสอบสวนโรคและติดตามกลุ่มเสี่ยงครบทุกรายและคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่อยู่ระหว่างคัดกรองเชิงรุก โดยนำรถเก็บตัวอย่างชีวนิรภัย พระราชทานลงพื้นที่ตรวจคัดกรองเชิงรุกที่โรงเรียนสงเปือยวิทยายน ตรวจหาเชื้อให้ประชาชนใน ต .สงเปือย 7 หมู่บ้าน เป้าหมายกลุ่มเสี่ยงวันละ 300-350 คน และจากสถานการณ์ดังกล่าวสำนักงานสาธารณสุข จ.กาฬสินธุ์ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ให้แจ้งไปหน่วยงานทั้ง 18 อำเภอให้งดจัดงานวันเด็ก รวมถึงงดจัดงานวันครู 16 มกราคมด้วย เพราะอยู่ในช่วงเฝ้าระวัง

ด้านศูนย์อำนวยการต้านโควิด-19 จ.กาฬสินธุ์ รายงานพบผู้ป่วยใหม่ 102 ราย เป็นผู้ป่วยใน ต.ดงพยุง อ.ดอนจาน 3 ราย งานแต่งงานในต.ดงมูล อ.หนองกุงศรี 1 ราย ต.โคกเครือ 1 ราย อ.คำม่วง 2 ราย ติดในครอบครัว อ.ฆ้องชัย 4 ราย พบจากสัมผัสผู้ป่วยยืนยัน คัดกรองเชิงรุก ตรวจหาเชื้อกลุ่มเสี่ยงสูงรอบสอง 68 ราย มาจากพื้นที่เสี่ยง 20 ราย และเรือนจำโคกคำม่วง 3 ราย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top