546.jpg
สธ.จ่อลดระดับเตือนภัย  โควิดเริ่มทรงตัว  ชงศบค.ผ่อนคลายมาตรการ

สธ.จ่อลดระดับเตือนภัย โควิดเริ่มทรงตัว ชงศบค.ผ่อนคลายมาตรการ

วันเสาร์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

สธ.จ่อลดระดับเตือนภัย

โควิดเริ่มทรงตัว


ชงศบค.ผ่อนคลายมาตรการ

เร่งฉีดเข็ม3พื้นที่แซนด์บ็อกซ์

ลดเวลากักตัวจาก14เหลือ10วัน

ชลบุรีป่วยโควิดพุ่ง825คนขึ้นที่1

คลัสเตอร์ร้านเหล้าโผล่หลายจว.

ไทยติดเชื้อใหม่พุ่ง8,158/ตาย15

 

ไทยติดเชื้อพุ่ง 8,158 พ่วง ATK อีก 2 พันราย ตาย 15 ศพ ชลบุรีแซง กทม. ขึ้นที่1ส่วนใหญ่ระบาดในร้านอาหารกึ่งผับหลายจังหวัด ทำให้ต้องเลื่อนเปิดสถานบันเทิง หลังปีใหม่ 14 วันคลัสเตอร์ใหม่โผล่อื้อ หละหลวมมาตรการป้องกัน-ไม่ตรวจ ATK สธ.แถลงสถานการณ์โอมิครอน หวังลดตื่นตระหนก ชี้ติดง่ายแต่ไม่แรงเท่าเดลต้า ภาพรวมติดเชื้อเริ่มทรงตัว-เสียชีวิตลดลง แนวโน้มดีขึ้นต่อเนื่องพร้อมเสนอศบค.ผ่อนคลายมาตรการ-ลดระดับเตือนภัยโควิด สั่งฉีดเข็ม 3พื้นที่แซนด์บ็อกซ์ให้ได้ 50% ใน 1-2 เดือนปท.ปลอดภัย เตรียมวางระบบกักรักษาตัวที่บ้าน–ชุมชน ขยายเตียงรองรับป่วยหนักกว่า 5 หมื่น ส่วนอาการสีเขียวเน้นรักษาที่บ้าน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม พญ.อภิสมัย ศรีรังสรรค์ ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. แถลงสถานการณ์การระบาดและผู้ติดเชื้อในประเทศไทยรายวัน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน

ติดเชื้อใหม่8,158/จากตปท.242คน

โดยไทยพบผู้ติดเชื้อใหม่ 8,158 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 7,905 ราย มาจากระบบเฝ้าระวังและระบบบริการ 7,807 ราย มาจากการค้นหาเชิงรุก 98 ราย มาจากเรือนจำ 11 ราย เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ 242 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยันตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,308,615 ราย หายป่วยเพิ่มขึ้น 3,942 ราย ทำให้มียอดหายป่วยสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 2,211,922 ราย อยู่ระหว่างรักษา 74,795 ราย อาการหนัก 510 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 105 ราย

ตายเพิ่ม15-ตรวจหาเชื้อเจอนับหมื่น

เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 15 ราย เป็นชาย 8 ราย หญิง 7 ราย เป็นผู้เสียชีวิตที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป 9 ราย มีโรคเรื้อรัง 4 ราย ทำให้มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่ปี 2563 จำนวน 21,898 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก มียอดผู้ติดเชื้อสะสม 320,875,420 ราย เสียชีวิตสะสม 5,538,771 ราย อย่างไรก็ตาม สำหรับการตรวจ ATK ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 มกราคมตรวจทั้งสิ้น 116,906 ราย ผลเป็นบวก 2,719 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 2 หากรวมผู้ติดเชื้อแบบ RT-PCR และ ATK จะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่น เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้

ฉีดวัคซีนทะลุ108ล.โดส-เร่งเข็ม3

ส่วนยอดผู้เข้าฉีดวัคซีนของไทยเมื่อวันที่ 13 มกราคม ฉีดวัคซีนเพิ่ม 542,689 โดส รวมยอดฉีดวัคซีนสะสมตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 108,313,948 โดส ทั้งนี้ อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าวย้ำว่าปัจจุบันวัคซีนทุกยี่ห้อมีคุณภาพสูง หากใครฉีดครบ 2 โดสแล้ว เวลาผ่านไปภูมิอาจลดลงต่ำ การฉีดเข็มที่สามจะเพิ่มภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้น ใครที่ถึงกำหนดฉีดเข็มที่สามได้แล้ว ขอให้ไปรับเข็มกระตุ้น เพราะจากคลัสเตอร์กาฬสินธุ์ ข้อมูลชัดเจนว่าการฉีดเข็มกระตุ้นป้องกันโอมิครอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชลบุรีขึ้นที่1-คลัสเตอร์ร้านเหล้าอื้อ

พญ.อภิสมัยกล่าวต่อว่า สำหรับ 10 จังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดวันที่ 14 มกราคม ได้แก่ ชลบุรี 825 ราย กรุงเทพมหานคร (กทม.) 766 ราย สมุทรปราการ 735 ราย ภูเก็ต 441 ราย นนทบุรี 368 ราย ขอนแก่น 299 ราย อุบลราชธานี 269 ราย ปทุมธานี 191 ราย เชียงใหม่ 189 ราย สมุทรสาคร 181 ราย โดยคลัสเตอร์ที่ยังพบผู้ติดเชื้อจำนวนมากคือ ร้านอาหารที่จ.เลย ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี อุดรธานี ร้านฮอมบาร์ที่ จ.เชียงใหม่ และที่ขอนแก่นเป็นร้านเหล้าคือ ร้านเหล้าสุขสันต์ และร้าน 99Vintage ที่เปิดโดยฝ่าฝืนข้อกำหนด ศบค. จึงขอย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเข้มงวดเรื่องเหล่านี้ เพราะสถานบันเทิงหลายแห่งตั้งใจทำตามมาตรการ แต่เมื่อเกิดเหตุระบาดเช่นนี้การเปิดสถานบันเทิง จึงต้องชะลอออกไป

หลายคลัสเตอร์ปีใหม่ลามต่อหลายจว.

พญ.อภิสมัยกล่าวอีกว่า ขณะที่คลัสเตอร์ปีใหม่แม้จะมาถึงวันที่ 14 มกราคมแล้ว แต่ยังพบต่อเนื่องที่ จ.อุดรธานี อำนาจเจริญ คลัสเตอร์พิธีกรรมทางศาสนา พบที่จ.ลพบุรี เลย สงขลา นอกจากการรับประทานอาหารร่วมกันแล้ว ในคลัสเตอร์พิธีกรรมยังพบเดินทางข้ามพื้นที่ที่อาจนำพาเชื้อด้วย นอกจากนี้ ยังพบคลัสเตอร์โรงงาน สถานประกอบการที่ จ.อุดรธานี สมุทรปราการ ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ร้อยเอ็ด ส่วนใหญ่ที่พบเป็นเพราะพนักงานไม่ทำตามมาตรการ หลายบริษัททำได้ดี แต่บางแห่งหละหลวมไม่ตรวจ ATK คนที่มีอาการไม่กักตัว อธิบดีกรมควบคุมโรคย้ำว่าหากใครมีอาการและมีพฤติกรรมเสี่ยงขอให้รีบตรวจด้วย ATK ระหว่างรอผลขอให้แยกกักตัว ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขเตรียมความพร้อมเตรียมพื้นที่รักษา ทั้งโฮมไอโซเลชั่น คอมมูนิตี้ไอโซเลชั่น และขอให้มั่นใจกระทรวงสาธารณสุขรับมือได้

ย้ำเข้าไทยต้องตรวจRT-PCR

ผู้สื่อข่าวถามถึงการเดินทางเข้าประเทศไทยในรูปแบบเทสแอนด์โก หลังวันที่ 15 มกราคมยังเข้าได้หรือไม่ พญ.อภิสมัยชี้แจงว่า การเดินทางเข้าราชอาณาจักรช่วงนี้สอบถามถึงการลงทะเบียนผ่านไทยแลนด์พลัส ยกเลิกRT-PCR หรือไม่ ขอเน้นย้ำว่าสาธารณสุขกำหนดมาตรการที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ผู้ที่จะเดินทางเข้าราชอาณาจักรจำเป็นต้องมีผลตรวจ RT-PCR ก่อนขึ้นเครื่องบินมาไทย เป็นมาตรการที่ใช้ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่เน้นย้ำคือ เมื่อมาถึงหรือเรียกเป็นเดย์ 0 ต้องตรวจ RT-PCR ซ้ำในทันที และที่เป็นมาตรการเพิ่มเติมคือ ในเดย์ที่ 5-6 จำเป็นต้องตรวจRT-PCR ครั้งที่สองด้วย เป็นสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขเน้นย้ำ เพราะการตรวจเป็นช่วงนั้นจำเป็น ไม่ได้ยกเลิก ในส่วนการติดตามผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศตอนนี้ ศปก. ท่องเที่ยวรายงานว่าตอนนี้บังคับให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นหมอชนะ ซึ่งทำได้ 100% จะทำให้เราติดตามบุคคลเหล่านั้นมาตรวจ RT-PCR ครั้งที่สอง

เข้าไทย หลัง15ม.ค.ยังทำได้

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1-13 มกราคม มียอดผู้เดินทางเข้าไทย ทั้งเทสแอนด์โกที่ลงทะเบียนไว้ก่อนหน้าวันที่ 22 ธันวาคมรวมกับแซนด์บ็อกซ์และควอรันทีน รวมแล้ว 103,665 ราย มีรายงานการติดเชื้อ 3,424 รายหรือคิดเป็น 3.30% โดยประเทศที่มีรายงานการติดเชื้อสูงสุดคือ นักท่องเที่ยวจากประเทศออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร อเมริกา สวีเดน เยอรมันนี ในส่วนนี้ต้องเน้นย้ำว่ากระทรวงสาธารณสุข ดูแลผู้เดินทางเข้าราชอาณาจักรใกล้ชิด 24 ชั่วโมง หากมีการติดเชื้อต้องตรวจให้พบและนำเข้าสู่กระบวนการรักษาที่มาตรฐานและปลอดภัย เพราะสิ่งสำคัญคือ ประชาชนไทยในประเทศต้องปลอดภัย อย่างไรก็ตาม สรุปว่าการเดินทางเข้าราชอาณาจักรหลังวันที่ 15 มกราคมยังทำได้ คนที่ลงทะเบียนไว้แล้ว จนกว่าจะมีการประชุมศบค.ชุดใหญ่ในครั้งถัดไป ว่าจะพิจารณาเพิ่มเติมอย่างไร

โอมิครอนติดง่ายไม่แรงเท่าเดลตา

ที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เปิดแถลงข่าวด่วนถึงความคืบหน้าการติดตามสถานการณ์ระบาดไวรัสโควิด -19 ในประเทศ โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอน รวมถึงมาตรการรองรับว่า ตนต้องการรายงานข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน โดยตั้งแต่ปีใหม่ถึงปัจจุบัน ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น มีโอมิครอนระบาดในไทย แต่เรื่องการรักษาพยาบาล ตลอดจนความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยอาการหนักต้องอยู่ไอซียู ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจไม่ได้เพิ่มขึ้น ผู้เสียชีวิตแต่ละวันตั้งแต่ปีใหม่ถึงขณะนี้ค่อนข้างขาลง อยู่ในจำนวนไม่เกิน 20 รายมาระยะหนึ่งแล้ว ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจ ประกอบกับข้อมูลวิชาการไปแนวเดียวกันว่า เชื้อโอมิครอน แม้จะติดเชื้อง่ายแต่ความรุนแรงไม่เท่าเดลตา

แนวโน้มดี สธ.ชง ศบค.คลายล็อค

“ขอยืนยันต่อประชาชนว่า ผม นายกฯ และคณะรัฐมนตรี พร้อมสนับสนุนข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ที่เสนอโดยคณะแพทย์ จากสถานบันวิจัย สถาบันการศึกษาต่างๆอย่างเต็มที่ เพื่อให้มีมาตรการทำให้ประชาชนได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขที่สุด ส่วนมาตรการต่างๆหากทุกอย่างมีแนวโน้มดีขึ้น ทางสธ.จะทำการเสนอ ศบค.ให้ผ่อนคลายมาตรการมากที่สุด และเร็วที่สุดเท่าที่ทำได้ และขณะเดียวกันหากมีเหตุใดสุ่มเสี่ยง ทางสธ.ก็พร้อมชี้แจงและเสนอมาตรการเพื่อย้ำความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก” นายอนุทิน กล่าว

ติดเชื้อเริ่มทรงตัวป่วยหนักลดลง

ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขแถลงเพิ่มเติมว่า เท่าที่ติดตามสถานการณ์ระบาดทั่วโลกสะสมเกือบ 320 ล้านคน แต่ผู้เสียชีวิตเริ่มลดลง เสียชีวิตสะสมประมาณ 5.5 ล้านคน สำหรับไทยมีผู้ติดเชื้อวันนี้ในประเทศ 7,916 คน จากต่างประเทศ 242 คน มีผู้เสียชีวิต 15 ราย เป็นกลุ่ม 608 จำนวน 13 ราย ส่วนผู้ป่วยอาการหนัก ปอดอักเสบมี 510 ราย ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ 105 ราย อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการติดเชื้อในประเทศ 14 วัน เพิ่มขึ้นรวดเร็วช่วงแรกของสัปดาห์ในเดือนมกราคม แต่ขณะนี้ค่อนข้างทรงตัว และอาจลดลงได้ ส่วนผู้ป่วยหนักมีแนวโน้มลดลงเช่นกัน ผู้ป่วยหนักใส่ท่อช่วยหายใจก็ลดลงมากเท่าที่เรามี เหลือ 105 รายด้วยกัน

ลดวันกักตัวผู้ป่วยHIเหลือ10วัน

นพ.เกียรติภูมิยังกล่าวถึงการระบาดในประเทศว่า ช่วงแรกการรักษาผู้ติดเชื้อจะเน้นให้ทุกรายเข้ารักษาในสถานพยาบาล หรือโรงพยาบาล (รพ.)สนามหรือฮอสปิเทล 14 วัน ป้องกันอาการที่อาจรุนแรงขึ้น เพราะปีที่ผ่านมา การฉีดวัคซีนยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ แต่ขณะนี้ฉีดวัคซีนมากขึ้นเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ประสิทธิภาพป้องกันความรุนแรงของโรคได้กว่าร้อยละ 90 และด้วยโรครุนแรงน้อยลง ทำให้ สธ.ปรับระบบรักษา โดยให้ผู้ติดเชื้อแยกกักที่บ้านหรือศูนย์พักคอยในชุมชน (Home and community Isolation) และลดจำนวนวันรักษาผู้ติดเชื้อที่รับวัคซีนแล้ว มีอาการน้อย หรือไม่มีอาการเหลือ 10 วัน

ปรับนิยามเสี่ยงสูง/กักตัว7-3วันเฝ้าระวัง

“สำหรับการพิจารณาปรับนิยามกลุ่มเสี่ยงสูง และระยะเวลากักตัว เรื่องนี้หารือแล้ว เบื้องต้นคือ กรณีกลุ่มเสี่ยงสูงให้กักตัวอยู่ที่พัก 7 วัน ตรวจ ATK วันที่ 5, 6 ของวันกักตัว หากผลเป็นลบ สามารถออกมาใช้ชีวิตได้ แต่ต้องสวมหน้ากากอนามัย ไม่พบปะผู้คนมากเป็นระยะเวลา 3 วัน จนเมื่อครบ 10 วัน ตรวจ ATK อีกครั้ง หากผลเป็นลบ ถือว่าพ้นมาตรการกักตัว แต่ใช้ชีวิตโดยมีมาตรการป้องกันตัวสูงสุด จากนี้ กรมควบคุมโรคจะจัดทำขั้นตอน และออกเป็นมาตรการประกาศให้ทราบทั่วกันอีกครั้ง” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

เล็งลดระดับการเตือนภัยโควิด

ส่วนการเตือนภัยการระบาดโควิดขณะนี้ ปลัดสาธารณสุขเผยว่า อยู่ในระดับ 4 คือ ให้ประชาชนนอกจากการป้องกันตัวเองแบบครอบจักรวาล ให้ลดเข้าสถานที่เสี่ยง และชะลอการเดินทาง ซึ่งจะพิจารณาในระยะถัดไปว่า หากสถานการณ์ดีขึ้นจะลดระดับการเตือนภัยลง ทั้งนี้ จากสถานการณ์แนวโน้มคาดการณ์โดยกรมควบคุมโรค การระบาดช่วงแรกค่อนข้างเร็ว ตามเส้นกราฟสีเทา ซึ่งเราไม่อยากให้เกิดขึ้น คือ มาตรการหย่อนยาน หรือไม่ได้ผล ส่วนสีเขียว มาตรการดี ส่วนสีแดง คือ มาตรการปานกลาง ที่ผ่านมาเราอยู่เส้นสีเขียว แต่ตัวโอมิครอน เมื่อระบาดจะรวดเร็วมาก ทำให้ช่วงแรกระบาดเป็นไปตามเส้นสีดำ แต่หลังจากเตือน ได้รับความร่วมมือดีจากทุกภาคส่วน การระบาดค่อนข้างคงที่ ลดลงบางคน จึงมาแตะเส้นสีแดง ซึ่งเส้นสีน้ำเงินที่เป็นการรายงานปกติทุกวันนี้ไปเจอเส้นสีเขียวได้โดยเร็ว เราก็พยายามควบคุม ส่วนอัตราตายอยู่อันดับต่ำกว่าเส้นสีเขียว ถือว่าดีมาก เป็นผลจากตัวโรคความรุนแรงน้อยลง ภูมิต้านทานประชาชนดีขึ้น เพราะร่วมมือฉีดวัคซีน บางคนบูสเตอร์เข็ม 3 และกลุ่มเสี่ยงก็บูสเข็ม 4 ซึ่งเมื่อภูมิฯดีโรคจะอ่อนแอ และอยู่กับโรคได้ปลอดภัยขึ้น

ฉีดเข็ม3แซนด์บ็อกซ์50%.o1-2เดือน

ความคืบหน้าการฉีดวัคซีนสะสมวันนี้อยู่ที่ 108,594,507 โดส ถือว่าฉีดได้มาก โดยต้นปีปรับฐานประชากรใหม่จากกระทรวงมหาดไทย โดยเข็มที่ 1 ครอบคลุมประชากร 76.92% ส่วนเข็ม 2 ครอบคลุม 70.32% เข็ม 3 ครอบคลุม 13.63% ซึ่งเข็มสามขึ้นเร็วมาก เมื่อวันที่ 13 มกราคม ฉีดมากถึง 337,033 โดส โดยเข็มที่ 3 ในจังหวัดท่องเที่ยวหรือแซนด์บ็อกซ์ อยากให้ถึง 50% โดยเร็วใน 1-2 เดือนนี้ เราพยายามเร่งฉีดวัคซีน หากทำได้ถือว่าประเทศปลอดภัยอีกระดับหนึ่ง

ยังไม่พบกลายพันธุ์-เน้นตรวจATK

สำหรับกระทรวงสาธารณสุข วางมาตรการรับมือโอมิครอน 4 ส่วนคือ 1.มาตรการสาธารณสุข ต้องชะลอการระบาด เนื่องจากโอมิครอนติดเร็ว หากเร็วมากอาจส่งผลต่อระบบสาธารณสุข แม้ไม่รุนแรง แต่ถ้าระบาดซ้ำ เราเกรงว่าจะเกิดในเดลตา อาจเกิดกลายพันธุ์ได้ แต่ที่ทำมา 14 วันแผนชะลอการระบาดถือว่าควบคุมได้ดี อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือฉีดวัคซีน และเน้นให้คัดกรองตัวเองด้วย ATK หากใครมีความเสี่ยงมากให้ตรวจ ATK สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เสี่ยงน้อยคัดกรองสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือ 2 สัปดาห์ครั้ง เพราะส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ติดตามการกลายพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบ

90%อาการน้อยใช้รักษาตัวที่บ้าน

2.มาตรการการแพทย์ มีระบบสายด่วนประสานผู้ติดเชื้อ เน้นดูแลที่บ้าน เพราะโรคไม่ร้ายแรง อาการน้อยมากเกือบ 90% และเรามีระบบติดตาม คอยดูแลจากโรงพยาบาล โดยให้ติดต่อ 1330 หรือคอลเซนเตอร์ระดับจังหวัด ถ้าดูแลที่บ้านไม่ได้ดูแลผ่านศูนย์ระดับชุมชน หากอาการรุนแรงขึ้นก็จะส่งรพ.

3.มาตรการสังคม ให้ประชาชนป้องกันตัวเองขั้นสูงสุด หรือ Universal Prevention สถานบริการปลอดความเสี่ยงโควิด โดยการทำ Covid Free Setting ซึ่งทั้งผู้ให้บริการ และผู้รับบริการต้องได้รับวัคซีนอย่างน้อย 2 เข็ม ที่สำคัญขอให้ชะลอเดินทางช่วงนี้ ส่วน4.มาตรการสนับสนุน เรื่องค่าบริการรักษาพยาบาล ค่าตรวจต่างๆ รัฐบาลสนับสนุนเต็มที่ และสุดท้ายขอประชาชนช่วยกันทำ VUCA ประกอบด้วย V- Vaccine, U-Universal Prevention, C- Covid-19 free setting และ A- ATK สำหรับชุดตรวจ ATK ที่ขาดแคลน ขณะนี้องค์การเภสัชกรรม ได้จัดหาและเตรียมไว้สัปดาห์ละ 1 ล้านเทส ราคา 35 บาท

มค.ฉีดวัคซีนได้เกิน50%ตามเป้า

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการฉีดวัคซีนว่า ฉีดวัคซีนสะสมไปแล้วกว่า 108 ล้านโดส และเดือนมกราคมตามแผนที่ สธ.เสนอ ศบค. จะฉีดอย่างน้อย 9 ล้านโดส ซึ่งผ่านไปครึ่งทางเป็นไปตามเป้า จากข้อมูลจะเห็นว่าประสิทธิผลการป้องกันป่วยหนักและเสียชีวิต ทุกสายพันธุ์ได้คล้ายคลึงกัน ไม่ว่าจะฉีดสูตรปกติ ฉีดสูตรไขว้ หรือบูสเตอร์ได้ประมาณ 90-100% ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ประสิทธิภาพป้องกันติดเชื้อ จะเห็นว่าแต่ละสูตรมีประสิทธิภาพป้องกันติดเชื้อได้ดีพอสมควร แต่บางสูตรเห็นว่าน้อย ปัจจัยหนึ่งคือ ระยะเวลาฉีด โดยช่วง 2-3 เดือนแรกค่อนข้างสูง ผ่าน 3 เดือนไปจะลดลง แต่เมื่อสังเกตว่า เมื่อฉีดกระตุ้นเข็ม 3 หรือเข็ม 4 ประสิทธิภาพป้องกันติดเชื้อจะสูงขึ้น

ยันฉีดทุกสูตรทุกลดตาย-โคมาได้ถึง90%

นพ.โอภาสกล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นระยะ พบว่า การฉีดวัคซีนทุกประเภท ทุกสูตรมีประสิทธิผลสูงมาก 90-100% การฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มประเภทเดียวกันหรือสูตรไขว้ มีประสิทธิผลสูงพอสมควรในการป้องกันติดเชื้อ โดยประสิทธิผลจะลดลง ส่วนการฉีดเข็มสามในผู้รับวัคซีนครบ 2 เข็ม หรือสูตรไขว้เพิ่มประสิทธิผลป้องกันติดเชื้อสูงขึ้น ช่วยควบคุมการระบาดได้มีประสิทธิภาพ การฉีดวัคซีนเข็ม 3 ในผู้ได้วัคซีนเชื้อตายมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นซิโนแวคหรือซิโนฟาร์ม การกระตุ้นด้วยแอสตร้าฯ หรือไฟเซอร์ มีประสิทธิผลป้องกันติดเชื้อและเสียชีวิตได้สูงไม่ต่างกัน ส่วนผู้ได้รับวัคซีนเข็ม 3 กระตุ้น ทั้งสูตรแอสตร้าฯหรือไฟเซอร์ ป้องกันโอมิครอนได้ถึง 80-90% ดังนั้น การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจึงเป็นนโยบายสำคัญ

ขณะนี้มีวัคซีนเพียงพอและกระจายให้ถึงรพ.สต. ประชาชนสามารถสอบถาม รพ.สต.หรือรพ.ใกล้บ้านได้

ย้ำไทม์ไลน์เร่งการฉีดบูสเตอร์

“ขอย้ำว่า คนที่ฉีดวัคซีนครบเข็ม 2 ตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กันยายน 2564 ที่ผ่านมา ให้ไปฉีดกระตุ้นเดือนธันวาคม 2564 ส่วนคนที่ฉีดกันยายน-ตุลาคม 2564 ให้กระตุ้นเดือนมกราคม และคนที่ฉีดครบเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมาให้ฉีดกระตุ้นเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนคนฉีดครบเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ให้ฉีดเดือนมีนาคม จะทำให้ควบคุมการระบาด โดยเฉพาะสายพันธุ์โอมิครอนได้” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

เข็ม3เป็นแอสตร้าฯ-ไฟเซอร์ผลไม่ต่างกัน

และย้ำการฉีดวัคซีนโควิดจะไล่เรียงจากวัคซีนชนิดเชื้อตายคือ ซิโนแวค หรือซิโนฟาร์ม จากนั้นจะฉีดวัคซีนชนิดไวรัลแวกเตอร์ เป็นเข็มกระตุ้นหรือเข็มแรกคือ แอสตร้าเซนเนก้า และค่อยมาเป็นชนิด mRNA อย่างไฟเซอร์ หรือโมเดอร์นา ที่ผ่านมา สธ.ฉีดตามสูตรที่แจ้งไปแล้ว ทั้งสูตรปกติ สูตรไขว้ หรือเข็มกระตุ้น โดยปี 2565 รัฐบาลอนุมัติให้สธ.จัดซื้อวัคซีน 90 ล้านโดส ในจำนวนนี้มีไฟเซอร์ 30 ล้านโดส ซึ่งมีเพียงพอ และขอให้มั่นใจว่า การฉีดเข็มกระตุ้นด้วยแอสตร้าฯ หรือไฟเซอร์ ประสิทธิภาพไม่แตกต่างในการป้องกันโรค และลดการเสียชีวิต ขอให้ฉีดตามสูตร หรือวิธีการที่ สธ.กำหนด

สธ.ขยายกว่า5หมื่นเตียงรับผู้ป่วยหนัก

ขณะที่ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่า ล่าสุดได้บริหารจัดการเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด โดยประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ารับการรักษา และได้ขยายเตียงจากโรงพยาบาล (รพ.) เอกชนไปสู่โรงแรม (ฮอสปิเทล) เพื่อให้ประชาชนที่มีอาการรุนแรงขึ้นเข้ารับการรักษาได้ ล่าสุดขยายเตียงรองรับผู้ป่วยได้ถึง 50,000 เตียง ข้อมูลจนถึงนที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา รพ.สนาม ที่ได้รับการอนุมัติทั้งหมด 162 แห่ง และอนุมัติได้เตียงทั้งหมด 49,137 เตียง เปิดดำเนินการในขณะนี้ มีทั้งหมด 145 แห่ง จำนวนเตียงรวม 30,240 เตียง ส่วนผู้ป่วยระดับที่ 1 อาการไม่รุนแรง มีเตียงรวมทั้งหมด 28,645 เตียง และมีผู้ป่วยครองเตียงทั้งหมด 14,979 เตียง คงเหลือ 13,666 เตียง

ส่วนจำนวนเตียงของผู้ป่วยอาการหนัก แต่ไม่หนักมาก หรือสีเหลืองมีเตียงทั้งหมด 1,187 เตียง มีผู้ป่วยครองเตียง 472 เตียง คงเหลือ 715 เตียง และที่ต้องการเครื่องช่วยหายใจชนิดไฮโฟลว์มี 352 เตียง มีผู้ป่วยครองเตียงอยู่ 55 เตียง คงเหลือ 297 เตียง ส่วนเตียงสีแดง ยังเหลืออยู่ 52 เตียง เป็นเตียงที่ต้องการความช่วยเหลือสูงสุด ยังรองรับได้อยู่ อย่างไรก็ตาม ขอย้ำให้ทำโฮมไอโซเลชั่น (HI) หรือรักษาตัวที่บ้านก่อน ถ้าไม่มีอาการรุนแรงอยากให้อยู่บ้านกักตัว เพราะเป็นการรักษาพยาบาลที่ช่วยภาครัฐได้เป็นอย่างดี

ขายATK35บ./ชุดวันแรก-17มค.ขายออนไลน์

วันเดียวกัน องค์การเภสัชกรรม (อภ.)เปิดขายชุดตรวจหาเชื้อด้วยตัวเองหรือ ATK ราคาต้นทุนเป็นวันแรก โดยภญ.ศิริกุล เมธีวีรังสรรค์ รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม ให้สัมภาษณ์หลังเปิดจำหน่ายชุดตรวจ ATK ว่า ขณะนี้เรามีของในสต๊อก 3 ล้านชุด วันนี้เป็นวันแรกที่เปิดขายในร้านขายยาขององค์การฯทั้ง 8 สาขา ทั้งนี้ 1 กล่องมีชุดตรวจ 20 ชิ้น ราคาชิ้นละ 35 บาท อย่างไรก็ตาม วันจันทร์ที่ 17 มกราคม เราจะเปิดให้ซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซต์องค์การฯ ดังนั้น ผู้ที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถกดซื้อออนไลน์ได้ โดยเราขอความร่วมมือตัวแทนองค์การฯ ทั่วประเทศว่าหากนำไปขายต้องขายในราคา 35 บาท นอกจากนี้ เราลงนามซื้อไปอีก 3.5 ล้านชิ้น คาดว่าต้นสัปดาห์หน้า สินค้าจะเข้ามาก่อน 1 ล้านชิ้น และทยอยเข้ามาเพิ่มเติม ส่วนสินค้าล็อตอื่นๆ เราก็พยายามตรึงราคาให้ได้ราคา 35 บาทต่อไป เพื่อให้เราขายราคานี้ต่อไป

อีก1เดือนไทยติดโอมิครอนก้าวกระโดด

ขณะที่นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธโพสต์เฟซบุ๊ก “หมอมนูญ ลีเชวงวงศ์ FC” ระบุ โควิดสายพันธุ์โอมิครอน

ติดกันง่ายมาก ตั้งแต่ระบาดของโอมิครอน บุคลากรทางการแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาติดเชื้อเป็นจำนวนมากทั้งๆที่ใส่หน้ากากอนามัยทางการแพทย์ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐอเมริกา หรือ CDC กำลังปรับคำแนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์ทุกคนใส่หน้ากากชนิด N95 (ดูรูป) แทนหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ทำงาน ซึ่งเป็นเรื่องยาก เพราะถ้าใส่นาน 8-10 ชั่วโมง จะเจ็บที่ใบหน้า ใบหู อึดอัด หายใจลำบาก องค์การอนามัยโลก (WHO) คาดการณ์มากกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรประเทศในทวีปยุโรปจะติดเชื้อโอมิครอนในอีก 6-8 สัปดาห์ข้างหน้า ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อในประเทศไทยคงก้าวกระโดดใน 1 เดือนข้างหน้า ขอให้ทุกคนทำใจ ไม่ต้องตกใจ โรคนี้ไม่รุนแรง แล้วเราจะก้าวผ่านโรคโควิด-19 ใน 3-4 เดือนข้างหน้าไปด้วยกัน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top