546.jpg
อภ.ผลิตได้แล้ว  ‘โมลนูพิราเวียร์’รักษาโควิด  เร่งจัดส่งให้ทุกรพ.สิ้นธ.ค.นี้

อภ.ผลิตได้แล้ว ‘โมลนูพิราเวียร์’รักษาโควิด เร่งจัดส่งให้ทุกรพ.สิ้นธ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2565, 07.00 น.
Tag :

อภ.ประสบผลสำเร็จในการวิจัยพัฒนายาหลักที่ใช้รักษาโควิด “โมลนูพิราเวียร์” ชนิดแคปซูล 200 มิลลิกรัมโดยขึ้นทะเบียนและพร้อมผลิตกระจายยาไปยังสถานพยาบาลรัฐ-เอกชนปลายเดือนธันวาคม ผู้ติดเชื้อที่มีใบสั่งยาจากแพทย์ซื้อได้ที่ร้านยา อภ. ขณะที่สายพันธุ์โควิดโลก “โอมิครอน”ยึดพื้นที่เบ็ดเสร็จ แตกหน่อเป็นสายพันธุ์ย่อยแล้วกว่า 653สายพันธ์ ที่ดื้อภูมิคุ้มกัน-แพร่เร็ว ขณะที่รัฐบาลจับตาจีนผ่อนมาตรการโควิด ไฟเขียวเปิดประเทศให้ปชช.ออกท่องเที่ยวได้

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2565 ภญ.นันทกาญจน์ สุวรรณปิฎกกุล รองผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม (อภ.) กระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยว่าจากสถานการณ์โควิด-19 อภ.ได้วิจัยพัฒนายาสำหรับนำมาใช้กับผู้ป่วยชาวไทยเป็นผลสำเร็จ ล่าสุดอภ.ได้พัฒนายาต้านไวรัสโควิด-19 รายการใหม่สำเร็จชื่อ ยาโมโนเวียร์หรือชื่อสามัญทางยาคือ ยาโมลนูพิราเวียร์ (Molnupiravir) ในรูปแบบแคปซูล ขนาด 200 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นรายการยาหลักที่ใช้รักษาโควิด-19 ที่มีประสิทธิภาพ ตามแนวทางรักษาของไทยขณะนี้ จากเดิมต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด ปัจจุบันการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ประมาณวันละ 1-2 แสนแคปซูล ที่ผ่านมา อภ.จัดหาสำรองยาเพียงพอ ขณะนี้เริ่มผลิตยาโมโนเวียร์แล้ว เพื่อให้เกิดความมั่นคงและผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น


รอง ผอ.อภ.กล่าวต่อว่า อภ.วิจัยพัฒนาและผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ เพื่อให้ประเทศไทยพึ่งตนเองได้ โดยคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาสูตรตำรับ จนขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ยาดังกล่าวมีคุณภาพ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลและมีผลศึกษาชีวสมมูล (Bioequivalence study) ซึ่งเป็นการศึกษาระดับยาในเลือดเทียบเท่ายาต้นแบบ อภ.เตรียมความพร้อมเริ่มผลิตและกระจายยาไปยังสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนปลายเดือนธันวาคม สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยและมีใบสั่งยาจากแพทย์ซื้อยาได้ที่ร้านยาของ อภ.ทั้ง 8 สาขา สอบถามรายละเอียดได้ที่ GPO Call Center 1648

ด้านรศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ว่า ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 368,543 คน ตายเพิ่ม 622 คน รวมแล้วมีผู้ติดเชื้อสะสม 662,445,284 คน เสียชีวิตรวม 6,687,862 คน โดย 5 อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุดคือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา

สำหรับสายพันธุ์ย่อยของโอมิครอนที่กำลังระบาดทั่วโลก ข้อมูลจาก Rajnarayanan R มหาวิทยาลัยอาร์แคนซัสสเตท สหรัฐอเมริการะบุว่า โควิดโอมิครอนแตกหน่อต่อยอดกลายพันธุ์ไปมากกว่า 653 สายพันธุ์ย่อยแล้ว ส่วนการระบาดในออสเตรเลีย มีหลากหลายสายพันธุ์ย่อยกระจายไปในแต่ละพื้นที่ เช่น BR.2.1 พบ 18%, โดยเฉพาะในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ และแทสมาเนีย XBF พบ 22% ในรัฐวิคตอเรีย เซาธ์ออสเตรเลีย และแทสมาเนีย, BQ.* พบ 21% กระจายทั่วไป CH.1.1 พบ 9% โดยเพิ่มขึ้นเร็วในควีนสแลนด์

ขณะเดียวกัน มีงานวิจัยจากญี่ปุ่นเกี่ยวกับความเสี่ยงหลังติดโควิด-19 จาก Nagoya Institute of Technology ประเทศญี่ปุ่น วิเคราะห์ความเสี่ยงหลังเกิดการติดเชื้อโควิดในประชากรประมาณ 1.25 ล้านคน ตลอดช่วงการระบาด 6 ระลอกว่า คนที่มีประวัติติดโควิด จะเพิ่มความเสี่ยงเกิดการเจ็บป่วยจากโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเรื้อรัง สูงกว่าประชากรทั่วไปที่ไม่ติดเชื้อหลายเท่า ทั้งกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ และเบาหวาน

“สถานการณ์ระบาดปัจจุบันและอนาคตนั้น ทราบกันดีว่าสายพันธุ์ย่อยที่เกิดขึ้นมาดื้อภูมิคุ้มกันมากกว่าเดิมอย่างยิ่ง และระงับยับยั้งภูมิคุ้มกันระดับเซลล์อย่าง CD8 T cells ด้วย ทำให้เกิดการแพร่ระบาดได้มากและง่ายขึ้น” รศ.นพ.ธีระกล่าว และย้ำว่า วัคซีนที่แต่ละประเทศควรพิจารณานำมาใช้ จึงควรอัพเดตให้ทันสายพันธุ์ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งสหรัฐฯ ยุโรป สิงคโปร์ นำวัคซีน Bivalent มาใช้นานหลายเดือนแล้ว เพื่อหวังจะเป็นพื้นฐานทำให้ประชากรในประเทศยืนหยัดอยู่กับโควิดไปได้ควบคู่กับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งวัคซีนสองสายพันธุ์ดังกล่าวช่วยกระตุ้นระดับแอนติบอดี้ต่อสายพันธุ์ย่อยใหม่ๆ ได้ดีกว่าวัคซีนรุ่นเก่า นอกจากนี้ข้อมูลจากประเทศต่างๆ ที่ใช้วัคซีนใหม่นี้ก็ยืนยันถึงประสิทธิภาพในการป้องกันการป่วยได้ดี

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด ยกเลิกมาตรการกักตัวผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศ มีผลเดือนมกราคม 2566ว่า ขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ติดตามข้อมูล รายละเอียดและความคืบหน้ามาตรการที่ทางการจีนคาดว่าจะประกาศออกมาเป็นลำดับ เพื่อเตรียมรับนักท่องเที่ยวได้ทันที

วันเดียวกันนี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เดินทางไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเพื่อตรวจเยี่ยมการเตรียมการรองรับผู้โดยสารในเทศกาลปีใหม่ 2566 รวมถึงประชุมผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามการดำเนินการตามข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในการอำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางผ่านท่าอากาศยาน โดยเฉพาะช่วงเร่งด่วน รวมถึงหารือความพร้อมรับการเปิดประเทศของจีนด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจีนประกาศผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด ภาคเอกด้านการท่องเที่ยวของไทยตื่นตัวมาก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาคาดการณ์ว่านโยบายของจีนครั้งนี้จะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2566 จากเดิมประมาณการไว้ 20 ล้านคน จะเพิ่มเป็น 25 ล้านคน

สื่อต่างประเทศรายงานสถานการณ์ระบาดโควิด-19 ในประเทศจีนเมื่อวันพุธตามเวลาในประเทศไทยว่า โรงพยาบาลหลายแห่งในจีนกำลังเผชิญภาวะตึงตัวอย่างหนัก เนื่องจากพบผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายใหม่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังตัดสินใจผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิดเกือบทั้งหมด

เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหัวซี โรงพยาบาลขนาดใหญ่ในนครเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวนเผยว่า เจ้าหน้าที่ต้องทำงานหนักเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโควิด รพ.หัวซีกำลังเผชิญกับภาวะตึงตัวครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้งผู้ป่วยที่โรงพยาบาลเป็นผู้ป่วยติดเชื้อโควิดเกือบทั้งหมด ตอนนี้โรงพยาบาลกำลังขาดแคลนยาต้านเชื้อโควิด และทำได้เพียงจ่ายยารักษาตามอาการ เช่น เจ็บคอ ให้แก่ผู้ป่วยเท่านั้น เช่นเดียวกับ โรงพยาบาลปักกิ่งเฉาหยางในกรุงปักกิ่งของจีน ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยและผู้มีโรคประจำตัวจนทำให้มีอาการป่วยรุนแรง ตัวเลขผู้ป่วยโควิดที่ต้องรักษาตัวที่แผนกดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินเพิ่มขึ้นสูงถึงวันละ 450-550 คน จากเดิมเพิ่มขึ้นวันละ 100 คนเท่านั้น

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top