วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
เหยื่อพุ่ง9พัน
ทยอยแจ้งเอาผิด‘ดิไอคอน’
เสียหายเฉียด3พันล้าน
ตร.โอนสำนวนให้DSI
แต่ยังเปิดรับแจ้งความ
ผู้เสียหายแห่แจ้งความเอาผิด “ดิไอคอน กรุ๊ป” ไม่หยุดหย่อน รวมกว่า 9,469 ราย มูลค่าเสียหายยอดรวมแตะ 3,000 ล้านบาท ด้านผู้ช่วย ผบ.ตร.เผย 28 ตุลาคมนี้ ตำรวจโอนสำนวนคดีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษแต่ยังรับแจ้งความในช่วงนี้ให้ก่อน ส่วนผู้เสียหายทั่วโลกกว่า 20 ประเทศ มีตัวแทนรับมอบอำนาจแจ้งความ
เมื่อวันที่ 27ตุลาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาผู้เสียหายจากการร่วมลงทุนกับบริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป ยังคงทยอยกันเดินทางเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าว โดยทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ผบ.ตร.มีนโยบายให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายจากกรณีของบริษัทแห่งนี้ สามารถเข้าร้องทุกข์ได้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศ และศูนย์รับแจ้งความของทุกจังหวัด เพื่ออำนวยความสะดวก อำนวยความยุติธรรม โดยสรุปยอดผู้เสียหายที่เข้าแจ้งความจากทุกศูนย์รับแจ้งความและทุกสถานีตำรวจนครบาล,สถานีตำรวจภูธร ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 10-26ตุลาคม2567มีประชาชนผู้ได้รับความเสียหายเข้าแจ้งความแล้ว 9,469ราย ยอดเงินที่ได้รับความเสียหาย 2,916,896,685.29 บาท
พล.ต.ท.อัคราเดช พิมลศรี ผู้ช่วยผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานคลี่คลายคดีของบริษัทดังกล่าว เปิดเผยว่า ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จะโอนสำนวนคดีของบริษัท ดิไอคอนกรุ๊ป ให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งการโอนสำนวนครั้งนี้เป็นไปตาม พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ สำหรับผู้เสียหายที่จะเข้ามาแจ้งความในคดีนี้ หลังจากมีการโอนสำนวนไปให้ดีเอสไอ แล้ว เท่าที่คุยกันไว้ทางตำรวจจะยังช่วยในเรื่องของการรับแจ้งความให้อยู่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดสุญญากาศ โดยประชาชนสามารถเดินทางมาแจ้งความที่ บช.ก.ต่อไปได้ จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง จากนั้นตำรวจจะส่งเรื่องการแจ้งความไปให้ดีเอสไอ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนของ บช.ก.ทุกนาย อยู่ระหว่างเร่งรัดสรุปข้อมูลทั้งจากการสอบปากคำผู้เสียหาย ข้อมูลจากฝ่ายสืบสวนและข้อมูลจากวัตถุพยานต่างๆ ตลอดจนรับข้อมูลการสอบปากคำผู้เสียหายจากศูนย์รับแจ้งความร้องทุกข์ทั่วประเทศ
ขณะที่นายอิทธิเดช ธเนศวัฒนะ ตัวแทนผู้รวบรวมผู้เสียหายของบริษัท ดิ ไอคอน กรุ๊ป ในต่างประเทศ ได้พา น.ส.นิด (นามสมมติ) ผู้เสียหายชาวไทยจากฮ่องกง เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน บก.ปคบ.โดย น.ส.นิด เปิดเผยว่า เห็นโฆษณาของบริษัทแห่งนี้ผ่านทางโซเชียล จึงทักไปและได้รับการชักชวนผ่านแม่ข่ายที่ชื่ออักษรย่อ จ.ให้ร่วมลงทุน นอกจากนี้ยังเห็นป้ายโฆษณาในประเทศไทยหลายป้ายตามทางด่วน เป็นโฆษณาของบริษัทฯ ทำให้เห็นว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ มีแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ และตนมีอาชีพเปิดร้านขายของชำ รับสินค้าจากประเทศไทยไปขายที่เกาลูน ฮ่องกง อยู่แล้ว จึงตัดสินใจเปิดบิลสินค้าคอลลาเจนเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว รวม 2บิล มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท อีกทั้งยังชักชวนเพื่อนชาวไทยอีก 3 คนในฮ่องกงมาร่วมลงบิลด้วย รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท
น.ส.นิดเปิดเผยอีกว่า เป็นคนลงทุนเบิกสินค้าข้ามน้ำข้ามทะเลจากประเทศไทยไปฮ่องกง แต่ไม่สามารถขายสินค้าดังกล่าวได้เลย เนื่องจากมีราคาที่สูงและไม่เป็นที่นิยมของคนฮ่องกง ขายได้แต่เพียงแค่คนไทยด้วยกันเองเท่านั้น และเมื่อบริษัทฯ เกิดปัญหา ทำให้ไม่สามารถเบิกสินค้าจากคลังของบริษัทได้ อีกทั้งคดีความที่เกิดขึ้นส่งผลให้สินค้าของบริษัทฯ ขาดความน่าเชื่อถือ ยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายและไม่สามารถคืนทุนได้ จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความร้องทุกข์ เพราะถือเป็นการฉ้อโกง ทำให้ตนและเพื่อนคนอื่นที่เปิดบิลกับบริษัทฯ ได้รับความเสียหายรวมกว่า 2 ล้านบาท
ด้านนายอิทธิเดช กล่าวว่า ขณะนี้ได้รวบรวมผู้เสียหายจากต่างประเทศได้มากกว่า 20 ราย ทั้งจากประเทศจีน เมียนมา ลาว กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมนี เอสโตเนีย สวีเดน ลักเซมเบิร์ก แคนาดา สหรัฐอเมริกา มาเก๊าและฮ่องกง ผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวไทยที่แต่งงานกับชาวต่างชาติและพำนักอยู่ที่นั่น รวมทั้งยังได้ชักชวนญาติชาวต่างชาติให้ร่วมเปิดบิลลงทุนกับบริษัท ดิไอคอน กรุ๊ป รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งนอกจากตนได้พาผู้เสียหายจากฮ่องกงมาแจ้งความแล้ว ยังได้รับมอบอำนาจจากผู้เสียหายชาวอังกฤษและคนไทยที่อยู่ในลักเซมเบิร์กเอสโตเนียและอิตาลี เข้าแจ้งความร้องทุกข์แทนด้วย
ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กิจการกองเงินนอกระบบ ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม สั่งการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับไม้ต่อในคดีดิไอคอนกรุ๊ป เพื่อให้เป็นคดีพิเศษว่า คดีนี้เป็นคดีใหญ่ ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติกับกรมสอบ สวนคดีพิเศษได้ร่วมดำเนินการสอบสวนกันตั้งแต่ต้น ดังนั้น การที่โอนคดีมาให้ดีเอสไอ จึงเป็นเพียงการเปลี่ยนเจ้าภาพเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการสืบสวน สอบสวนไปเยอะแล้ว มีการสอบปากคำผู้เสียหาย ตามยึดทรัพย์สิน จับกุมผู้ถูกกล่าวหา ดีเอสไอเพียงรับมาดำเนินการต่อ และต้องดำเนินการให้รวดเร็วที่สุด สำหรับขั้นตอนของกฎหมายที่เข้ากฎเกณฑ์เป็นคดีพิเศษ มี 2 ช่องทาง ช่องทางแรก อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้เลยหลังพิจารณาแล้วเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เป็นคดีอาญาที่มีความผิดซับซ้อน จำเป็นต้องใช้วิธีการสืบสวนสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเป็นพิเศษ คดีความผิดทางอาญาที่มีผลกระทบรุนแรงต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ช่องทางที่ 2 ถ้าคดีนี้ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่อธิบดีฯจะรับเป็นคดีพิเศษ จะมีการพิจารณาในรูปแบบของคณะกรรมการ ซึ่งที่กล่าวมาเป็นขั้นตอนการดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น ที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ประสานงานกันทางด้านข้าง จากนี้ดีเอสไอ รอการส่งมอบคดีในรูปแบบของลายลักษณ์อักษร เมื่อมีการส่งมอบคดีแล้ว ทางดีเอสไอจะดำเนินการทางคดีต่อยอดคดีตามแนวทางที่ร่วมกันมา และจะดำเนินการให้เร็วที่สุด
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี