วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569
แฉเขมรดอดซุ่ม‘สไนเปอร์’
‘วีระ’ยอมถอย
รอบุกบ้านหนองจาน17พ.ย.
กองทัพยันไม่เปิดด่าน
ถกRBCเร่งถอนอาวุธ
กห.เผยถ้า‘เขมร’เบี้ยว
อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
“วีระ สมความคิด”นำมวลชนบุกทวงคืนพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ตำรวจ ทหารขอร้องให้ถอยระบุเขมรซุ่มสไนเปอร์พร้อมส่องเกรงเกิดอันตราย นัดรวมพลใหม่ 17 พฤศจิกายน ด้าน “บิ๊กดุลย์”รมช.กลาโหม เผยโอกาสสุดท้าย หากเขมรเบี้ยว ไม่ยอมถอนอาวุธ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ยันไม่มีการเปิดด่าน เดินหน้ากู้ระเบิดคืนพื้นที่ให้ชาวบ้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานจากบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เมื่อเช้าวันที่ 31 ตุลาคม นายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น ได้นำมวลชนพร้อมรถแบ็กโฮ 1 คัน รถไถ 4 คัน เตรียมเข้าไปที่บริเวณพื้นที่ 64 ไร่ของศูนย์อพยพบ้านหนองจานเก่า เพื่อรื้อถอนและขับไล่ชาวกัมพูชาที่เข้ามาอาศัยอยู่บริเวณหมู่บ้านดังกล่าว โดยจะทำการเคลื่อนย้ายรถแบ็กโฮและรถไถ เข้าไปในพื้นที่ในช่วงบ่าย
ขณะที่ตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วได้เตรียมกำลังกองร้อยควบคุมฝูงชน (คฝ.) 1 กองร้อย จำนวน 170 นาย เข้าควบคุมและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่
นายวีระ ได้เปิดใจกับทีมสื่อมวลชนว่า ตนพร้อมที่จะให้เจ้าหน้าที่จับกุม แต่ยืนยันว่าก่อนที่เจ้าหน้าที่จะจับกุม เจ้าหน้าที่จะต้องดำเนินการขับไล่ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 64 ไร่ของศูนย์อพยพบ้านหนองจานเก่าให้หมดเสียก่อน
อย่างไรก็ตาม ก่อนถึงเวลา 13.00 น. เจ้าหน้าที่ได้ยึดกุญแจรถแบ็กโฮและรถไถที่นาวีระนำมา ไม่ให้นำเข้าไปในพื้นที่ แต่นายวีระยืนยันว่าถึงไม่มีรถแบ็กโฮและรถไถก็ยังมีมือมีเท้า และยืนยันว่าจะนำมวลชนเข้าไปในพื้นที่ 64 ไร่ดังกล่าว
แฉเขมรซุ่มสไนเปอร์
ต่อมา เวลาประมาณ 13.00 น.นายวีระพร้อมวลชนได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทยตามด้วยเพลงสรรเสริฐพระบารมี จากนั้นได้พากันเดินฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ผ่านไปถึงแนวของตำรวจควบคุมฝูงชน
หลังจากนั้นได้เดินไปถึงด่านที่สาม มีตำรวจและทหารประมาณ 100 กว่าคน ตรึงกำลังอยู่ ไม่ยอมให้ผ่าน และขอเจรจากับนายวีระ พร้อมแจ้งว่าฝ่ายกัมพูชาได้เตรียมสไนเปอร์เอาไว้ หากฝ่าเข้าไปอาจจะไม่ปลอดภัย จึงขอความร่วมมือให้นายวีระและมวลชนออกจากพื้นที่ หลังจากนั้นกลุ่มวลชนจึงเดินกลับออกมา และเชิญนายวีระ ไปพูดคุยที่ สภ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อทำความเข้าใจ
ต่อมา นายวีระ ได้ออกมาจาก สภ.โคกสูง และเปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า เจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือ และทางกองทัพภาคที่ 1 จะให้นายวีระเป็นตัวแทนของมวลชนเข้าร่วมตรวจสอบการดำเนินการเพื่อผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ได้ทุกครั้ง เริ่มตั้งแต่การร่วมกันปักหมุดเขตแดนในวันที่ 17 พ.ย.นี้ ซึ่งนายวีระยอมให้ความร่วมมือ พามวลชนกลับ และจะกลับมาอีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย.นี้
พบหน่วยสอดแนมเขมร
เมื่อช่วงเช้า ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านอำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาได้จัดกำลังออกตรวจสอบพื้นที่บริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว โดยใช้โดรนขึ้นบินสำรวจแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของฝั่งกัมพูชา หลังจากเมื่อช่วงเย็นของวันที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับรายงานว่ามีกลุ่มชาวกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ออกมารวมตัวกันจำนวนหนึ่ง และมีพฤติการณ์คล้ายสอดแนมมายังฝั่งไทย
จากภาพมุมสูงที่ได้จากโดรนของกองกำลังบูรพาในช่วงเช้าวันนี้ พบว่า บริเวณแนวชายแดนยังคงสงบเรียบร้อย ไม่พบการรวมกลุ่มของชาวกัมพูชาเพิ่มเติม หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติใด ๆ ขณะที่ฝั่งกัมพูชายังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารประจำจุดตามแนวรั้วชายแดน โดยบางส่วนยังคงใช้กล้องส่องทางไกลและอุปกรณ์สื่อสารรายงานความเคลื่อนไหวมายังผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนในเขตหมู่บ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดน พบว่าประชาชนชาวกัมพูชาส่วนใหญ่ยังคงดำเนินชีวิตประจำวันตามปกติ ทั้งการออกทำงาน เก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร และสัญจรภายในหมู่บ้าน ไม่มีท่าทีตึงเครียดหรือรวมตัวเพิ่มเติมแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่กองกำลังบูรพาเปิดเผยว่า หลังจากได้รับรายงานความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวกัมพูชาในช่วงเย็นที่ผ่านมา หน่วยได้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าตรวจพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงเช้าและช่วงเย็น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มักเกิดความเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน พร้อมทั้งจัดเวรยามลาดตระเวนร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิด
เบื้องต้นสถานการณ์ชายแดนด้านอำเภอโคกสูงยังถือว่าสงบเรียบร้อยดี ไม่มีเหตุเผชิญหน้า หรือการกระทบกระทั่งระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายยังคงติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเที่ยงถึงช่วงเย็นของวันนี้ ซึ่งอาจเป็นช่วงเวลาที่ต้องจับตาการเคลื่อนไหวของฝั่งตรงข้ามเพิ่มเติม
บรรยากาศทั่วไปบริเวณบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้วในเช้าวันนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ ทั้งสองหมู่บ้านยังคงมีการตั้งจุดตรวจและลาดตระเวนตามปกติของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน.
ถกRBCแก้ไขปัญหา
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเดินหน้าสันติภาพชายแดน หลังจากเมื่อวันที่ 29 ต.ค.68 ทางด้านเสนาธิการกองทัพภาค 2/เลขานุการ RBC ฝ่ายไทย และรองเสนาธิการ ภูมิภาคทหารที่ 4/เลขาฯ RBC ฝ่ายกัมพูชา ได้มีการประชุมฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค (regional border committee-RBC) ที่ช่องจอม จ.สุรินทร์ - โอร์เสม็ด โดยเป็นการหารือแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ในการปรับกำลังและถอนอาวุธหนัก ตามมติการประชุม GBC สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ที่มาเลเซีย
โดยวันที่ 31 ตุลาคม มีการประชุมในรายละเอียด ระหว่างแม่ทัพภาค 2 และผู้บัญชาการทหารภูมิภาคที่ 4 บริเวณ จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม - โอร์เสม็ด
โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นตามผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปสมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 (2nd Special General Border Committee - GBC) เมื่อวันที่ 23 ต.ค.68 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
โดยมีเจตนารมณ์ตาม “ปฏิญญาร่วม (Joint Declaration)” ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค.68 โดยนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ไทย และมาเลเซีย พร้อมด้วยประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อแสดงเจตจำนงร่วมกันของทั้ง4ประเทศในการส่งเสริมความโปร่งใส ความไว้วางใจ และการบริหารจัดการกำลังทางทหารอย่างมีความรับผิดชอบในภูมิภาค
กองทัพทำตามข้อตกลง
ทั้งนี้ กองทัพไทยพร้อมเดินหน้าสันติภาพชายแดน โดยพิจารณาจากความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาในการถอนอาวุธหนัก ที่มีความร้ายแรงต่อพลเรือนของไทยออกจากพื้นที่ชายแดน
กองทัพภาคที่ 2 พร้อมปฏิบัติตามบันทึกการลงนามปรับกำลัง โดยการถอนอาวุธหนักที่มีความร้ายแรงออกจากพื้นที่ชายแดน ให้เพียงพอต่อการดูแลรักษาความสงบในพื้นที่ เพื่อลดความตึงเครียด ลดความหวาดระแวง และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ ภายใต้การสังเกตการณ์ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (AOT) กองทัพไทย ยืนยันว่า ทุกก้าวแห่งการปฏิบัติ อยู่บนพื้นฐานของ “อธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนไทย”
ย้ำอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงความคืบหน้าการหารือระหว่างกองทัพบกไทยและกัมพูชา ว่า วันนี้กองทัพภาคที่ 2 ของไทย ได้เดินทางไปพูดคุยกับภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา ซึ่งเป็นผลของการปฏิบัติ ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา โดยนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ลงนามร่วมกันไว้ก่อนหน้านี้ ในกรอบของรัฐบาล
ขณะที่กองทัพบกก็มอบให้กองทัพภาคที่2หารือ 4 ประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะการขนย้ายอาวุธที่มีอานุภาพร้ายแรง ซึ่งจะดำเนินการเป็น 3 เฟส เริ่มจากการถอนอาวุธประเภทจรวดและปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรขึ้นไป ภายในระยะเวลา 21 วัน โดยจะมีคณะผู้แทนจากทั้งสองฝ่าย หรือ คณะผู้แทนอาเซียน (AOT) ไปตรวจสอบว่าทําตามข้อตกลงหรือไม่ และหากดําเนินการแล้ว จะมีรายละเอียดออกมาทั้งหมดว่าได้ถอนอะไรไปแล้วบ้าง และอยากให้เชื่อมั่นว่าทหารก็ทําตามนี้ หากไม่เชื่อก็ไม่รู้จะทําอย่างไร
เมื่อถามว่า ประชาชนไม่ได้ไม่เชื่อมั่นทหารไทยแต่ไม่เชื่อมั่นฝ่ายกัมพูชา พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ต้องเชื่อ เพราะเป็นโอกาสสุดท้าย ที่เราจะคุยกัน ตนยืนยันได้เลยว่า ถ้าคุยกันในระดับนี้แล้ว หากไม่ทําก็ไม่มีทางอื่น
เมื่อถาม หากฝ่ายกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามจะดําเนินการอย่างไร พลโท อดุลย์ กล่าวว่า ให้คอยดู ตนก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในเมื่อคุยกันในระดับรัฐบาล ลงไปถึงระดับแม่ทัพภาค ในการกําหนดขั้นตอนการถอนอาวุธ ที่มีอานุภาพร้ายแรงสูงสำหรับเฟสที่ 2 จะเป็นการถอนอาวุธที่มีอานุภาพลดหลั่นลงมา และเฟสที่ 3 จะครอบคลุมถึงการถอนรถถัง ซึ่งจำนวนและขั้นตอนกำลังอยู่ระหว่างการหารือกับแม่ทัพภาคที่ 2
ยืนยันไม่มีการเปิดด่าน
ทั้งนี้ รมช.กลาโหม ยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีการเปิดด่านแน่นอน ไม่ต้องกลัว หลังจากการถอนอาวุธแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะต้องประเมินร่วมกันอีกครั้งว่า ความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างกันได้สิ้นสุดลงจริงหรือไม่ เพื่อก้าวสู่ความร่วมมือและสันติสุขอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชายแดน
เมื่อถามว่าในส่วนของกําลังทหาร จะปรับลดลงไปด้วยหรือไม่
พลโท อดุลย์ กล่าวว่า อาวุธจะมีพลประจําปืน หากถอนอาวุธก็ต้องปรับลดคนไปด้วย ก็ไปพร้อมกัน แต่ไม่เกี่ยวกับกําลังรบหลักทหารม้าหรือทหารราบ พร้อมทั้งย้ําว่า การเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ มีขั้นตอน การจัดเก็บ ซึ่งการขนย้ายก็ต้องอิงกับระเบียบราชการ ไม่เช่นนั้น ก็จะหาว่าไปแอบ ต้องมีการจ้างเหมา ถ้ามีรถอยู่แล้วก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าเกินไปจากนี้ ก็ต้องจ้างของเอกชนเข้ามา
เมื่อถามว่ากองทัพรับศึกหลายด้านนอกจาก ต่างประเทศแล้วยังมีภายในประเทศด้วย พลโท อดุลย์ กล่าวว่า อาชีพทหารมีกรรม
รมช.กลาโหม ยังขอร้องไปทางนายวีระ สมความคิด ว่าอย่ากดดันทหาร เพราะมีกลไกในการแก้ไขปัญหาอยู่แล้ว
เดินหน้าสร้างรั้วชายแดน
ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.ต.วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย (โฆษก ทท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการสร้างรั้วชายแดนไทย - กัมพูชา ว่า การสร้างรั้วชายแดนในปัจจุบันนั้น เราสร้างในจุดที่เป็นพื้นราบ ซึ่งพื้นที่บริเวณชายแดนจะมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ พื้นที่สันปันน้ำ พื้นที่ราบ และพื้นที่แนวลำห้วยตามธรรมชาติ
พล.ต.วิทัย กล่าวต่อว่า บริเวณพื้นราบนั้นมีความยาวระหว่างชายแดนไทย - กัมพูชา รวมกัน 57 กิโลเมตร รวมถึงรอยต่อระหว่างจุดหลักเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ตกลงกันได้แล้ว 45 หลักเขต และที่ตกลงกันไม่ได้ 25 หลักเขต ซึ่งหากมีช่วงไหนที่เห็นตรงกันแล้ว เราก็มีการลงพื้นที่ไปสำรวจก่อน โดยเราได้ลงพื้นที่ไปสำรวจที่ จ.จันทบุรี ที่เป็นหลักเขต 52 - 59 ที่มีความยาวต่อเนื่อง 8 กิโลเมตร หากสำรวจเสร็จแล้วขั้นตอนต่อไปคือทำให้พื้นที่ปลอดภัย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ทีเอ็มเอซี) จะเข้าไปเคลียร์ทุ่นระเบิด อีกทั้งที่ จ.จันทบุรี ก็ยังมีการตรวจพบระเบิดสังหารที่ยังมีการเข้ามาฝังอยู่เช่นกัน
พล.ต.วิทัย กล่าวอีกว่า แต่ละหลักเขตมีความยาวห่างกัน 1 กิโลเมตร ซึ่งมองไม่เห็นแนวเส้นตรง ก็ต้องลงพื้นที่ไปสำรวจด้วยเครื่องมือพิเศษเช่นกัน เพื่อที่จะลากเส้นตรง รวมถึงต้องมีการปักท่อพีวีซีให้เป็นหลักหมุดชั่วคราว มีความยาวห่าง 50 เมตร เพื่อให้เห็นเส้นแนว หลังจากนั้นเราจะเชิญกัมพูชาให้เข้ามาดูในพื้นที่ ซึ่งหากลงพื้นที่แล้วเห็นตรงกัน จึงจะสามารถสร้างรั้วได้ แต่การสร้างรั้วจะสร้างในเขตอธิปไตยของไทย และขอบของรั้วนั้นต้องติดกับสุดเขตอธิปไตยของไทยเช่นกัน
เชื่อไม่มีปัญหาอะไร
พล.ต.วิทัย กล่าวว่า ตนมองว่าที่ จ.จันทบุรี ไม่น่ามีปัญหา สามารถสร้างได้ และ จ.สระแก้ว หลักเขตที่ 49 - 50 ก็สามารถสร้างได้เช่นกัน และในพื้นที่ช่องจอม หลักเขตที่ 14 - 15 เป็นพื้นที่ราบที่สามารถสำรวจพื้นที่สร้างได้ แต่พื้นที่บ้านหนองจาน หรือบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว หลักเขตยังไม่ตรงกัน เพราะฉะนั้นการที่จะสร้างรั้วคิดว่าคงเป็นไปได้ยาก อาจจะทำในเรื่องของการปักหมุดชั่วคราวไปก่อน เพื่อเป็นการมาร์คจุดให้เห็นว่าเป็นเส้นแนวอ้างอิง และสิ่งใดที่ล้ำออกมาจากแนวนี้จะถือว่าเป็นเป็นการรุกล้ำ เราก็ต้องผลักดันสิ่งปลูกสร้างของกัมพูชาที่รุกล้ำออกไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีจังหวัดใดที่มีการสร้างรั้วชายแดนคืบหน้า 100 เปอร์เซ็นต์ แล้วหรือไม่ พล.ต.วิทัย กล่าวว่า เรามีการสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ชายแดนไทย - กัมพูชา ต้นแรกบริเวณด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ในหลักกิโลที่ 50 กำลังมีการขยายขึ้นไป ส่วนรั้วที่เป็นกำแพงกำลังจะมีการเริ่มสร้าง แต่ต้องเริ่มสร้างจากพื้นที่ที่ไม่มีปัญหาก่อน หรือพื้นที่ที่เคลียร์กันลงตัวแล้ว โดย จ.จันทบุรี จะเป็นจุดแรก ในหลักเขตที่ 52 - 54 ที่มีความยาวประมาณ 1.3 กิโลเมตร คงเป็นจุดแรกและเฟสแรกที่เราจะดำเนินการสร้าง
กู้บึ้มคืนพื้นที่ให้ชาวบ้าน
พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.12 กองกำลังบูรพา ชี้แจงกรณีปรากฏข่าวทางสื่อมวลชนว่า ชาวบ้านหนองจานผิดหวังที่ไม่สามารถเข้าไปในที่ดินของตนเองได้ว่า กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ซึ่งกองกำลังบูรพาโดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 และกองพันทหารช่างที่ 2 ได้เข้าเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งในวันดังกล่าวมีทหารและชาวบ้านกัมพูชามาสังเกตการณ์ จึงเกรงอันตรายจะเกิดกับราษฎรไทย ซึ่งผลการปฏิบัติในวันดังกล่าวไม่มีเหตุการณ์รุนแรง และได้พบทุ่นระเบิด 1 ทุ่น จึงขอยืนยันว่าหากเก็บกู้ทุ่นระเบิดเรียบร้อยแล้ว ก็จะส่งคืนให้ประชาชนเจ้าของที่ดินได้เข้าใช้จากที่ดินต่อไป เหมือนที่ได้ดำเนินการมาแล้วในพื้นที่บ้านหนองสระแก้ว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี