วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
สั่งสอบ‘จนท.คุก’บริการจีนเทา
ฟันวินัย-อาญา!
ตรวจเส้นทางการเงินผุด‘ฮาเร็ม’
เช็คใบลาไปนอกอดีตผบ.คุก
หึ่งปีเดียวบินตปท.80เที่ยว
“โฆษกกรมราชทัณฑ์-รองโฆษกกรมราชทัณฑ์” แท็กทีมเปิดใจปฏิบัติการและที่มาตรวจค้นจู่โจม “เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร” พร้อมเผยคืบหน้าปมตรวจสอบคุก VIP จีนเทา แย้มไล่กวดเอกสารลาพักร้อน “อดีต ผบ.คุกฯ” - เอกสารการเงินปรับปรุงห้องลับใต้บันได
บ่ายวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ โฆษกกรมราชทัณฑ์ รักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงประเด็นคุกVIPบริการผู้ต้องขังจีนเทาแบบครบวงจรนั้น
จากนี้ไปจะขยับไปสอบ สวนเรื่องวินัยร้ายแรง และโทษทางอาญา ซึ่งตอนนี้มีเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ มหานคร ได้ถูกคำสั่งย้ายไปแล้วรวมทั้งสิ้น 20 ราย ประกอบด้วย ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เลขานุการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หัวหน้าฝ่ายควบคุมแดน และเจ้าหน้าที่ผู้คุม แต่จะมี ผบ.เรือนจำฯ และเลขานุการ ผบ.เรือนจำฯ ที่ถูกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อไม่ให้มายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือมามีส่วนได้ส่วนเสียต่อคำให้การของเจ้าหน้าที่ตัวเล็ก เพื่อที่เขาจะได้กล้าตอบคำถามของพนักงานสืบสวนดีเอสไอ และหลักฐานเอกสารต่าง ๆ จะได้ไม่ถูกซุกซ่อนด้วย
นายยุทธนา เล่าถึงไทม์ไลน์การเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจู่โจมเมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 พ.ย.68 ว่า ตนได้มีการเปิดปฏิบัติการตรวจค้นจู่โจมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในเวลา 10.45 น. จนถึงเวลา 18.30 น. และในตอนเย็นของวันเดียวกัน ก็ปรากฏเอกสารคำสั่งย้าย 20 เจ้าหน้าที่เรือนจำฯ ไปปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำต่างจังหวัด รวมถึงคำสั่งแต่งตั้งให้ตนเป็นรักษาการ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ประเด็นพัศดีเวรที่มีการตั้งข้อสังเกตกันว่า เหตุใดใน 20 รายชื่อเจ้าหน้าที่เรือนพิเศษกรุงเทพฯ จึงไม่มีชื่อของเจ้าหน้าที่พัศดีเวรนั้น เนื่องด้วยในวันตรวจค้นจู่โจมพัศดีเวรดังกล่าวไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้น ส่วนการเปิดปฏิบัติการนั้น ตนได้เตรียมชุดพิเศษที่ขอรับการสนับสนุนจาก ผบ.เรือนจำต่างจังหวัด ให้รอสแตนด์บายไว้ยังจุดโดยรอบเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
ขณะที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์จะมอนิเตอร์อยู่ในห้องวอร์รูม จากนั้นเมื่อถึงเวลาตนได้นั่งรถ ผบ.เรือนจำชุดอื่น เข้าไปด้านในเรือนจำพิเศษกรุง เทพฯ เพื่อไม่ให้รู้ทันไหวตัวและเดินเข้าประตูภายในอาคารสำนักงานผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนเดินขึ้นบันไดเวียนจากชั้น 1 ไปชั้น 2 ที่เป็นห้องทำงานของ ผบ.เรือนจำฯ ซึ่งก็พบว่า ในห้องทำงานของ ผบ.เรือนจำฯ มีกล้องวงจรปิด มีโต๊ะ 1 ตัว และเมื่อเดินเข้าไป ตนก็เเจ้ง การตรวจค้นแก่ ผบ.เรือนจำฯ และพบว่า ผบ.เรือนจำฯอยู่กับเจ้าหน้าที่ 2 คน แล้วตนก็เดินลงชั้น 1 เพื่อเข้าแดนด้านในเรือนจำฯ อย่างไรก็ตาม ในการเข้าตรวจค้นจู่โจมเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เรือนจำอื่นๆกว่า 100 นาย โดยมีการตรวจทุกแดน ยกเว้น แดน 3 และแดน 5 เนื่องจากกำลังไม่เพียงพอ ซึ่งในการเข้าตรวจค้นแดนขัง จึงทำให้พบสิ่งของต้องห้ามและสิ่งของเกินความจำเป็น จนนำมาสู่คำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จำนวน 20 ราย
ทั้งนี้ ในวันอังคารที่ 18 พ.ย.68 ตนได้มีการตรวจค้นจู่โจมอีกครั้ง โดยเน้นเฉพาะแดนที่มีผู้ต้องขังจีนเทาอยู่ และจัดระเบียบเรือนจำ เอาสิ่งของเครื่องใช้ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ไม่อนุญาตตามกฎหมายราชทัณฑ์ออกมาให้หมด ทั้งตู้เย็น พัดลม เนื้อ อาหารสด ไฟแช็ค เหล็กแหลม มีดดัดแปลง มีดคัตเตอร์ เป็นต้น ซึ่งเจอสิ่งของต้องห้ามเหล่านี้ในแดนใดก็ต้องโยกเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแดนนั้นออกไป
นายยุทธนา กล่าวอีกว่า สำหรับโทษทัณฑ์ของผู้ต้องขังระหว่าง หากถูกวินัยของผู้ต้องขัง จะมีเพียงการภาคทัณฑ์ และงดเยี่ยม แต่ถ้าจะย้ายเรือนจำฯ ต้องเป็นอำนาจศาลเท่านั้น นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มีจำนวน 270 กว่าราย และที่ระบุว่าเป็นเรือนจำพิเศษฯ ก็พิเศษจริง เพราะต้องมีการควบคุมผู้ต้องขังระหว่าง และมีส่วนที่ต้องไปขึ้นศาล ซึ่งผู้ต้องขังระหว่างในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ มหานคร จะต้องถูกเบิกตัวไปศาลถึง 18 ศาล ดังนั้น เมื่อผู้ต้องขังต้องถูกเบิกตัวออกไป เรือนจำฯ จะส่งเจ้าหน้าที่ไป 3 ราย และถ้าหนึ่งวันมีหลายคน เราก็ต้องใช้เจ้าหน้าที่เรือนจำออกไปจำนวนมาก ซึ่งก็จะทำให้เหลือเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำฯจำนวนน้อย
นายยุทธนา กล่าวด้วยว่า หลักของการเดินทางไปยังต่างประเทศของข้าราชการ มีดังนี้ หากเป็นผู้บริหารระดับต่ำกว่า C9 จะต้องขออนุญาตอธิบดีฯ แต่ถ้าระดับสูงกว่า ซี 9 จะต้องขออนุญาตปลัดกระทรวงฯ เพราะอาจเป็นการละเว้น ปล่อยปละ ละเลยการปฎิบัติหน้าที่ได้ เพราะถ้าหากไม่ใช่การไปราชการหรือการประชุม จะต้องขออนุญาตทุกครั้ง เพราะถ้าหากส่วนกลางสั่งการใดมาแล้วตัวผู้บังคับบัญชาไม่อยู่ ก็จะมีเหตุความผิดได้ จึงต้องไปตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ที่เดินทางไปต่างประเทศนั้น มีจุดหมายปลายทางไปที่ใด ไปที่ซ้ำ ๆ หรือไปที่ใหม่ เราจะดูในเชิงของการใช้ตรรกะ ถ้าไปพื้นที่เดิมซ้ำๆ ปกติหรือไม่ เพราะถ้าเราไปเที่ยว เราคงไม่เที่ยวที่เดิมซ้ำ ๆ ถ้าจะซ้ำ จะใช้วิธีเที่ยวปีหน้าแทน
ทั้งนี้ กรณีที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่านายมานพ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ได้มีการเดินทางไปยังต่างประเทศประมาณ 70-80 ครั้งใน 1 ปี ส่วนนี้ตนยังไม่มีข้อมูล แต่ตนเชื่อว่าข้อมูลที่สื่อได้มาคือแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ แต่อย่างไรแล้ว ตนจะต้องไปตรวจสอบแฟ้มข้อมูลการแจ้งขอลาพักร้อนของนายมานพ ซึ่งส่วนนี้ก็ยังไม่ได้รับข้อมูลเช่นเดียวกัน แต่ตามหลักการแล้วในเวลาหนึ่งปี จะสามารถขอลาพักร้อนได้ 20 วัน ซึ่งไม่นับรวมวันหยุด เพราะหากเดินทางไปในวันหยุด ก็ไม่ถือว่าเป็นการลางาน แต่ตอนนี้ก็ยังติดปัญหาเรื่องการค้นหาเอกสาร เนื่งจากขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่ดูแลเอกสารเหล่านี้ก็ถูกโยกย้ายเช่นกัน ทำให้การตรวจสอบเอกสารล่าช้า
ขณะที่ นายกลยุทธ พานาสันต์ ผอ.กองทัณฑวิทยา ระบุว่าการปรับปรุงซ่อมแซมเรือนจำฯ จะต้องมีการขออนุญาตกรมราชทัณฑ์ทุกครั้ง ส่วนเหตุการณ์ว่าใครเป็นคนไปเบิกตัวผู้ต้องขังจีนเทาออกจากแดนขัง เพื่อไปยังห้องลับใต้บันไดนั้น พบข้อมูลว่า คนที่ไปรับเป็นคนใกล้ชิดของนายมานพ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่สามารถเดินผ่านได้ทุกแดนในเรือนจำฯ และเป้าหมายคือแดน 4 ซึ่งปัจจุบันหัวหน้าควบคุมแดน 4 รายนี้ก็ได้ถูกคำสั่งโยกย้ายไปแล้วอยู่ใน 20 รายชื่อก่อนหน้านี้ ซึ่งในคำให้การของพยาน มีการระบุว่าเจ้าหน้าที่รายนี้ อ้างว่า “นายสั่งให้มาเบิกตัวผู้ต้องขัง” ซึ่งในวันดังกล่าว นายมานพ ก็อยู่ในเรือนจำจริง เจ้าหน้าที่พัศดีเวรจึงเชื่อ แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าผลสอบบอกว่าพัศดีรู้เห็น ก็ต้องถูกตรวจสอบด้วยเช่นกัน
นายกลยุทธ บอกด้วยว่า สำหรับเงินที่ถูกนำมาใช้สร้างห้องลับใต้บันไดซึ่งเป็นห้องเกิดเหตุนั้น ตนยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นเงินจากแหล่งใด เพราะเงินในเรือนจำฯ ในการปรับปรุงอาคารสถานที่เพื่อประโยชน์บริหารงานมี 3 ส่วน 1.เงินงบประมาณ (ต้องดูแบบแปลนคำขอตั้งงบ) 2.เงินสวัสดิการร้านค้า เพราะในเรือนจำมีร้านสงเคราะห์ผู้ต้องขัง จัดสวัสดิการระบบน้ำดื่ม เสื้อผ้า 3.เงินทุนฝ่ายฝึกวิชาชีพ เวลาผู้ต้องขังทำโต๊ะเก้าอี้จำหน่าย จะมีการคืนให้ผู้ต้องขังและสามารถใช้เป็นทุนหมุนเวียนได้ ฉะนั้น จึงต้องมีการตรวจสอบจากระบบหนังสือเอกสาร เพราะถ้าเป็นเงินจากงบประมาณมันก็จะถูกบันทึกลงในระบบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นเงินจากร้านค้าสวัสดิการสงเคราะห์ผู้ต้องขังหรือส่วนฝึกวิชาชีพ มันก็ต้องมีมีการเสนอเรื่องมา แต่ตอนนี้ยืนยันได้ว่าไม่ได้เป็นงบจากร้านค้าสวัสดิการผู้ต้องขังและส่วนฝึกวิชาชีพแน่นอน เรื่องนี้จึงต้องอาศัยวิธีการสืบสวนของทางดีเอสไอ
นายกลยุทธ กล่าวอีกว่า เงินที่ใช้ในการปรับปรุงห้องเยี่ยมญาติของเรือนจำนั้น เราก็เพิ่งจะได้งบประมาณการปรับปรุงจุดเยี่ยมญาติมา 30 ล้านบาทของปีงบประมาณ 2569 จึงเป็นไปไม่ได้ที่เงินดังกล่าวจะถูกนำมารีโนเวทห้องลับใต้บันไดตามที่เป็นข่าวแน่นอน เพราะเวลาไม่สอดคล้องกัน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี