วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569
งบประมาณการรบไทย–กัมพูชา: คิดอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่
เมื่อวันที่ 6 ม.ค.2569 ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา อดีตหัวหน้าโครงการวิจัยปกป้องรักษาผลประโยชน์ชาติตามแนวชายแดน กองทัพบก ปี 2554 อดีตผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก กรมกิจการพลเรือนทหารบก กองทัพบก ปี 2557
ศิษย์เก่าด้านยุทธศาสตร์ หลักสูตรเรียนร่วมคณะนายทหารหัวหน้าเสนาธิการทหารร่วม (Joint Chiefs of Staff, JCS) เพนตากอน กระทรวงสงคราม สหรัฐอเมริกา และศิษย์เก่าวิทยาการข้อมูล (Data Science & Methodology) มหาวิทยาลัย มิชิแกน สหรัฐอเมริกา ได้โพสต์บทความเรื่อง “งบประมาณการรบไทย–กัมพูชา: คิดอย่างไร คุ้มค่าหรือไม่“ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “มิสเตอร์ จิม” โดยเนื้อหา ระบุว่า ในช่วงปลายปี 2568 ประชาชนจำนวนไม่น้อยตั้งคำถามด้วยความห่วงใยว่า
“ประเทศไทยใช้งบประมาณเท่าใดในการปฏิบัติการทางทหารกับกัมพูชา และคุ้มค่าหรือไม่?”
คำถามนี้ ไม่ใช่คำถามที่ผิด ตรงกันข้าม นี่คือคำถามของสังคมประชาธิปไตยที่ประชาชนต้องการความโปร่งใส และต้องการมั่นใจว่า เงินภาษีของตนถูกใช้เพื่อปกป้องประเทศอย่างสมเหตุสมผล
บทความนี้จึงขออธิบายอย่างตรงไปตรงมา ว่า งบประมาณการรบถูกคำนวณอย่างไร ใช้หลักอะไร และทำไมการใช้จ่ายครั้งนี้จึงถือว่า “คุ้มค่าในเชิงยุทธศาสตร์”
1) งบประมาณการรบ ไม่ใช่ “ค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน” แต่คือ “ต้นทุนการป้องกันความเสียหายขนาดใหญ่”
ในทาง เศรษฐศาสตร์การทหาร (Military / Defense Economics) งบการรบของกองทัพไทย ไม่ได้ถูกคิดแบบ “อยากใช้เท่าไหร่ก็ใช้” แต่คำนวณจาก ต้นทุนที่รัฐต้องจ่ายเพื่อป้องกันความเสียหายที่รุนแรงกว่าในอนาคต
หลักคิดสำคัญของกองทัพไทยที่ผมศึกษามา คือ Cost of Action < Cost of Inaction (ต้นทุนของการลงมือ ต้องต่ำกว่าต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย)
หากกองทัพไทยและทุกหน่วยงานรัฐความมั่นคง “ไม่ปฏิบัติการ” ในช่วงวิกฤตชายแดน
ต้นทุนที่ตามมาอาจรวมถึง
• การสูญเสียอธิปไตยหรือพื้นที่อ้างสิทธิ์
• คดีระหว่างประเทศที่ใช้เวลาหลายสิบปี
• ความไม่มั่นคงชายแดนถาวร
• ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นของทั้งคนไทยและต่างชาติต่อประเทศไทย ซึ่งในทางวิชาการ ต้นทุนเหล่านี้ สูงกว่างบการรบหลายเท่า
2) หลักการคำนวณงบประมาณการรบตามมาตรฐานสากล ที่ผมเคยศึกษาในหลักสูตรเรียนร่วมกับคณะนายทหารหัวหน้าฝ่ายเสนาธิการทหารร่วม ณ เพนตากอน กระทรวงสงคราม สหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วอชิงตัน ดีซี ผมได้คำนวณประมาณการงบการรบของไทย อยู่ที่ราว 2 - 3 หมื่นล้านบาท อ้างอิงกรอบเดียวกับที่ใช้ใน NATO และประเทศอาเซียนขั้นสูง เช่น ไข่ F16 มีหลายแบบ ถ้านำวิถี ลูกละประมาณ 1.5 ล้านบาท ถ้าทำลายเป้าหมายอาคาร ลูกละประมาณ 10 ล้านบาท และยังมีแบบอากาศ สู่ อากาศระยะสั้น ระยะไกล แล้วแต่ว่าจะใช้ไข่เบอร์อะไร อย่างไรก็ตาม เวลาคำนวณงบทำสงครามตามหลักสากลจะแบ่งเป็น 5 หมวดหลัก ได้แก่
(1) ค่าเคลื่อนกำลังและลอจิสติกส์ (Operational Deployment)
• การเคลื่อนย้ายกำลังพล
• เชื้อเพลิง เสบียง การแพทย์สนาม
• การรักษาความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง
(2) ค่าเสื่อมและการซ่อมบำรุงยุทโธปกรณ์ (Depreciation & Overhaul)
• รถหุ้มเกราะ ปืนใหญ่ อากาศยาน
• ค่า “overhaul” ไม่ใช่ของใหม่ แต่คือการยืดอายุการใช้งาน
(3) ค่า readiness และ deterrence
• การคงสภาพพร้อมรบ เพื่อ “ป้องปราม” ไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
• ตรงนี้คือหัวใจที่ทำให้ การรบไม่ขยายพื้นที่ขัดแย้ง ไม่ลุกลามเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
(4) ค่า Command, control, Intelligence (CCI)
• การข่าว การสื่อสาร การควบคุมบัญชาการ
• ลดความผิดพลาด ลดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น
(5) ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost)
• งบที่ใช้แทนการสูญเสียทางเศรษฐกิจหากปล่อยสถานการณ์ยืดเยื้อ
ทั้งหมดนี้รวมกันแล้ว จึงได้ตัวเลขในระดับ “หมื่นล้าน” ไม่ใช่ “แสนล้าน”
3) ทำไมงบ 2 - 3 หมื่นล้านบาท จึงถือว่า “คุ้มค่า” ในเชิงยุทธศาสตร์
หากประเมินผลลัพธ์ปลายปี 2568 อย่างเป็นธรรม จะเห็นว่า
???????? ไทย ควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ได้จริง
???????? ไม่เกิดสงครามเต็มรูปแบบ
???????? ไม่ต้องใช้กำลังต่อเนื่องยาวนาน
???????? ไม่ถูกบังคับเข้าสู่การเจรจาในสถานะเสียเปรียบเฉียบพลัน
???????? รักษาความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงของประเทศไว้ได้
ในทางเศรษฐศาสตร์การทหาร นี่เรียกว่า High Strategic Return with Limited Fiscal Exposure
ผลตอบแทนเชิงยุทธศาสตร์สูง ด้วยต้นทุนที่ควบคุมได้
4) สิ่งที่ประชาชนคนไทยควรมั่นใจต่อการใช้จ่ายงบแประมาณการสู้รบกับกัมพูชาครั้งที่ผ่านมา
ประชาชนควรมั่นใจว่า
• งบประมาณการรบไม่ได้ถูกใช้สุรุ่ยสุร่าย
• ถูกคำนวณตามหลักสากล ไม่ใช่อารมณ์
• เป้าหมายคือ ยุติวิกฤตให้เร็วที่สุด ด้วยต้นทุนต่ำที่สุด
• และปกป้องผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว
กล่าวโดยสรุป งบประมาณการรบไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่ “การไม่ยอมจ่ายต้นทุนเพื่อปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของประเทศไทย” คือสิ่งที่ทำให้ประเทศต้องจ่ายแพงกว่านั้นในอนาคต
ปลายปี 2568 ที่ผ่านมา เราเห็นได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยจ่ายต้นทุนการสู้รบในระดับที่ควบคุมได้ เพื่อรักษาอธิปไตย เสถียรภาพ ความมั่นคงของชาติ ความปลอดภัยของประชาชน และลดการสูญเสียในชีวิตของทหารซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์การทหารของกองทัพไทย นี่คือการตัดสินใจใช้งบการรบที่มีเหตุผล คุ้มค่า และจำเป็น
หมายเหตุสำคัญ
ไทย ไม่เคยเปิดงบการรบจริงแบบแยกรายการ ต่อสาธารณะ ดังนั้นตัวเลขข้างต้นคือ Policy-grade estimate ใช้เพื่อ “วิเคราะห์หลักความคุ้มค่า / ผลกระทบเชิงรัฐ” ไม่ใช่ตัวเลขบัญชีราชการแต่ประมาณการตามหลักเศรษฐศาสตร์ทหารสากล"
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี