เปิดคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุด ยกฟ้อง บิ๊กต่าย กรณีให้ บิ๊กโจ๊ก ออกจากราชการไว้ก่อน

เปิดคำพิพากษา ศาลปกครองสูงสุด ยกฟ้อง บิ๊กต่าย กรณีให้ บิ๊กโจ๊ก ออกจากราชการไว้ก่อน

วันศุกร์ ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.07 น.

ฉบับเต็ม!! เปิดคำพิพากษาศาลปค.สูงสุด "คดีบิ๊กโจ๊ก" ยกฟ้อง ปม"บิ๊กโจ๊ก" ขอเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ชี้เจ้าตัวต้องคดีอาญาร้ายแรงกระทบความเชื่อมั่นองค์กรตำรวจ "บิ๊กต่าย"มีอำนาจออกคำสั่งแม้เป็นรักษาการ ผบ.ตร. โดยไม่จำเป็นต้องรอผลการสอบสวน

วันที่ 9 มกราคม 2569 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ยื่นฟ้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.), นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-3 กรณีที่มีคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน


โดยศาลฯเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3มีคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 106/2567 ลงวันที่ 20มีนาคม 2567 ให้ มาปฏิบัติราชการสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ยังคงดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ อยู่เช่นเดิมและยังคงเป็นข้าราชการตำรวจตามนิยามในมาตรา 4 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์จึงยังอยู่ในบังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามมาตรา 63 (2) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีอำนาจออกคำสั่งให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการไว้ก่อน และแม้พลตำรวจเอก กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ จะดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีอาวุโสสำดับที่ 2 ถัดจาก

จากพล.ต.อ.สุรเชษฐ์และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 อาจเสนอชื่อให้ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่ในการคัดเลือกข้าราช การตำรวจผู้มีคุณสมบัติดังกล่าว นอกจากจะต้องคำนึงถึงลำดับอาวุโสแล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ยังต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะประสบการณ์ในงานสืบสวนสอบสวนหรืองานป้องกันปราบปรามประกอบ ทั้งยังต้องพิจารณาผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติประกอบกันและยังต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.ตร. อีกชั้นหนึ่ง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงยังไม่พอที่จะทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ รักษาราชการแทนผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะทำการพิจารณาทางปกครองเพื่อมีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยไม่เป็นกลาง ดังนั้น พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ จึงเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจพิจารณาทางปกครองเรื่องดังกล่าวได้โดยไม่ต้องห้ามตามมาตรา 16 พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 และคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนเป็นคำสั่งตามข้อ (1) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 2(พ.ศ.2540) ออกตามความในพ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง 2539 จึงเป็นกรณีเข้าข้อยกเว้น ที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ไม่จำต้องให้โอกาส พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนก่อนออกคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 30วรรคสอง (6) แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว

การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 178/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน2567 ให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อน ไม่ใช่การดำเนินการที่ต้องมีข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมการสอบสวนก่อนตามมาตรา 120 วรรคสี่ แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2565

 แต่เป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ที่บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 มีอำนาจสั่งให้ข้าราชการตำรวจออกจากราชการไว้ก่อนได้ ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีข้อเสนอแนะของ คณะกรรมการสอบสวนก่อนก็ตาม 

ส่วนกรณีที่ผู้ฟ้องคดีที่ 1 มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 177/2567 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน โดยไม่ได้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนนั้น ตามมาตรา 117 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 ประกอบกับ กฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ. 2556 ข้อ 3 และข้อ 31 กำหนดให้ หากผู้บังคับบัญชาเห็นว่ามีพฤติการณ์หรือพยานหลักฐานเพียงพอจะเชื่อได้ว่า ข้าราชการตำรวจผู้ใดมีมูลอันควรถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย ผู้บังคับบัญชาย่อมมีดุลพินิจในการที่จะดำเนินการทางวินัยโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยข้าราชการตำรวจผู้นั้น โดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อนก็ได้ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลอาญาออกหมายจับผู้ฟ้องคดี หมายจับที่ 1396/2567 ลงวันที่ 2 เมษายน2567 ระบุข้อความว่าพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต้องหาว่ากระทำผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงิน ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงตามสมควรแก่การตั้งเรื่องกล่าวหาในความผิดทางวินัย อันเป็นกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยไม่ต้องดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงก่อน

"เมื่อพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นข้าราชการตำรวจระดับสูง มีหน้าที่และอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยของประชาชน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา แต่กลับตกเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำผิดอาญาในฐานความผิดดังกล่าวเสียเอง ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นศรัทธาของประชา ชนและภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างร้ายแรง อันถือเป็นความผิดเกี่ยวกับความประพฤติหรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจ แม้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จะไม่ได้ปฏิบัติราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ยังดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถึงจะไม่มีอำนาจบังคับบัญชาสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาโดยตรงแต่ยังคงมีอำนาจเหนือผู้ใต้บังคับบัญชา และอาจเข้าไปมีอิทธิพลต่อการพิจารณาทางวินัยและในคดีอาญาหรือเข้ายุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐานในทางคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงมีเหตุผลอันสมควรเชื่อได้ว่า หากให้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการ ซึ่งถือเป็นเหตุที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จะพิจารณาสั่งพักราชการพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ได้ตามข้อ 3 (1) ของกฎ ก.ตร.ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547 ประกอบกับเมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่เป็นเหตุให้มีการสอบสวนทางวินัยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์

แล้วเห็นได้ว่า กรณีดังกล่าวมีข้าราชการตำรวจที่เกี่ยวข้องหลายนาย โดยอยู่ต่างสังกัดกันและข้อเท็จจริงในคดีที่เกี่ยวข้องมีความสลับซับซ้อนจึงย่อมเห็นได้ว่า การสอบสวนพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะไม่แล้วเสร็จไปโดยเร็ว อันเป็นกรณีที่ผู้บังคับบัญชาจะสั่งให้ข้าราชการตำรวจผู้ถูกกล่าวหาออกจากราชการไว้ก่อนก็ได้ ตามข้อ 8วรรคหนึ่ง ของกฎ ก.ตร. ดังกล่าว คำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยระบุเหตุผลประการหนึ่งว่า ถ้าให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการอาจเกิดความเสียหายแก่ราชการได้ จึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ข้อ 3 ของกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน พ.ศ.2547แล้ว และยังฟังไม่ได้ว่ามีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนโดยไม่สุจริต ดังนั้น คำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 178/2567ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เรื่องแดงที่ อธ. 33/2567 ลงวันที่ 5 สิงหาคม 2567 ซึ่งอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเช่นเดียวกันกับคำสั่งดังกล่าว รวมทั้งประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้าราชการตำรวจพ้นจากตำแหน่ง ลงวันที่ 15สิงหาคม 2567 อันเป็นผลสืบเนื่องจากคำสั่งดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน"

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอ่านคำพิพากษาครั้งนี้พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้มอบหมายให้ทนายความเดินทางมารับฟังคำพิพากษาแทน และเมื่อฟังคำพิพากษาแล้วเสร็จทนายความก็ได้หลบผู้สื่อข่าวออกอีกทางประตูหนึ่งทันที

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top