533.jpg
อดีต ผกก.ภาคภูมิ ยื่นสภาทนาย ตรวจสอบมรรยาท ทนายความบิ๊กโจ๊ก

อดีต ผกก.ภาคภูมิ ยื่นสภาทนาย ตรวจสอบมรรยาท ทนายความบิ๊กโจ๊ก

วันจันทร์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.55 น.

"อดีต ผกก.ภาคภูมิ"ยื่นสภาทนาย ตรวจสอบมรรยาท"ทนายความบิ๊กโจ๊ก" ชี้เสียงในคลิปเป็นการสร้างพยานหลักฐานเท็จ เผยวันนี้ได้เจอ"บิ๊กโจ๊ก"ที่ศาล ยันความเป็นพี่เป็นน้องยังอยู่ แต่เรื่องคดีความก็ต้องว่ากันไป ขณะที่"นายกสภาทนายความ"เผยขั้นตอนหลังยื่นร้องมรรยาท"ทนายบิ๊กโจ๊ก"

20 เมษายน 2569 ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.พหลโยธิน พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.ได้ยื่นร้องเรียนให้ตรวจสอบมรรยาททนายความ ของทนายชื่อดังที่ปรากฏคลิปเสียงในการแถลงข่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เมื่อวันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา


กรณี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แถลงข่าวความคืบหน้าคดีสินบนทองคำ หนัก 246 ล้านบาท ภายหลังจากที่ส่งสำนวนไปให้อัยการ โดยมีการเปิดคลิปเสียงที่มีเสียงของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.อยู่ในคลิปเสียง

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า จากกรณีที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แถลงข่าวปรากฏว่า มีเสียงของทนายความคนหนึ่งในลักษณะมีการสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเพื่อใส่พระความตน และมีการจัดทำเอกสารคำฟ้องซึ่งเป็นเท็จ สิ่งเหล่านี้เป็นการกระทำที่ผิดมรรยาททนายความ จึงมายื่นร้องเพื่อให้กรรมการสภาทนายความพิจารณาเรื่องมรรยาทของทนายความคนนี้

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ทนายอู๊ด (ขอสงวนชื่อจริง) ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถ้าฟังจากในคลิปจะได้ยินว่า ครั้งแรกให้ตนไปยืมทองของนายสามารถ แต่ดูไม่แนบเนียน ก็เลยเป็นการไปฝากซื้อทองของนายสามารถ เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงคืออะไร ตกลงว่า เป็นการยืมหรือฝากซื้อ เพราะเหตุใดจะต้องมาตระเตรียมพยานหลักฐานขนาดนี้หรือข่มขู่ บังคับ ล่อลวงใครเพื่อให้คนที่เป็นผู้ต้องหาหรือพยานมาให้การเพื่อให้ตัวเองพ้นผิด และโยนความผิดให้ตนรับแทน

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า จากคลิปเสียงที่ตำรวจแถลงข่าวไป เห็นชัดอยู่แล้วว่า มีความพยายามโยนความผิด ให้คนอื่นรับผิดแทน สิ่งที่ปรากฏตามคลิปเสียงเป็นการสนทนาอย่างเป็นอิสระและไม่รู้ว่ามีการอัดเสียงอยู่หรือไม่ ในการพูดเป็นการพูดอย่างเป็นตัวตนของบุคคลนั้นอย่างแท้จริง ตนรู้จักกับทนายอู๊ดรู้ว่าเป็นทนายของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตนเคยให้ความนับถือเป็นทนายที่มีหลักการ มีคุณธรรมแต่พอได้ฟังคลิปเสียงรู้สึกว่า คนเรามันเปลี่ยนได้และสิ่งที่เขาทำมันมีผลกระทบต่อตนโดยตรง คือการให้ นายเอ็ดเวิร์ด จัดทำเอกสารทั้งคำฟ้อง คำให้การเพื่อที่จะให้ออกมาพูดว่า มีหลักฐานเด็ดมาพลิกคดี เอกสารฉบับนี้ พยานหลักฐานอยู่ที่ตำรวจและตนก็ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองปราบปรามไว้แล้ว ตนกับนายเอ็ดเวิร์ดไม่เคยสนิทสนมกัน กับนายสามารถไม่มีความสัมพันธ์กัน เคยพบเห็นที่สำนักงานของทนายอู๊ดเท่านั้น

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า การมายื่นร้องมรรยาททนายความถือว่า เป็นโทษรุนแรงสำหรับอาชีพทนายความ แต่ตนต้องทำเพื่อปกป้องตัวเอง เพราะในคำสนทนามีการพูดคุยกัน ระหว่าง นายเอ็ดเวิร์ดกับทนายอู๊ดนานถึง 2 ชั่วโมง และคลิปเสียงที่มีการอัดจริงๆแล้วมีถึง 13 - 14 ชั่วโมง ตนนำเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนมายื่นร้องเรียนเป็นหลักฐาน ส่วนคลิปจะเป็นการอัดด้วยวิธีใด ใครคุยกับใคร ต้องไปพิสูจน์กัน แต่ที่สำคัญคือตัวเนื้อหามีการกล่าวถึงบุคคลหลายคน และบุคคลบางท่านก็เกี่ยวข้องกับสำนวนคดีสินบนทองคำ ป.ป.ช.ต้องไปตรวจสอบว่า มีการนำเอาสำนวนในคดีอาญาไปเปิดเผยหรือไม่ และต้องมีการดำเนินการกับผู้พูด ส่วนตนกังวลหากมี คอนเน็คชัน ในลักษณะแบบนี้ทำให้จากขาวเป็นดำ จากผิดเป็นถูกหรือฟอกคนผิดแบบนี้เป็นอันตรายต่อกระบวนการยุติธรรม

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ตนยื่นร้องเรียนทนายความ 2 ราย คือ ทนายที่ปรากฏในคลิปเสียง และทนายอีกราย ที่มีแชทไลน์ส่งคำฟ้องเท็จไปให้เอ็ดเวิร์ด ลงนาม นอกจากนี้ ยังมีรายอื่นๆ อีกประมาณ 15 คน ตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัว พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 กลุ่มทนายความพวกนี้เข้ามาหลังจากนั้น แนะนำว่าต้องดำเนินการฟ้องร้องเพื่อเป็นการปิดปาก ซึ่งปรากฏตามในคลิปเสียงที่มีการแถลงข่าวไป ส่วนที่มีข้อสงสัยว่าจะเป็น AI หรือไม่ ตนมองว่า จะต้องมีการพิสูจน์ ถ้าเป็นการสร้างโดย AI คนที่แถลงข่าวก็ต้องรับผิดชอบ แต่ตนยืนยันว่า มีการจัดทำเอกสารไปแล้ว 1 ฉบับ คือตนไปยืมทองและมีการร่างคำในแชตไลน์ต่างๆ ปรากฏเป็นพยานหลักฐานในชั้นพนักงานสอบสวนแล้ว ซึ่งมีมากกว่าที่ปรากฏเป็นคลิปเสียง

ทั้งนี้ ถ้าฟังจากคลิปจะเห็นว่า เอ็ดเวิร์ด ซึ่งไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่ได้เต็มใจ บางช่วงถึงกับร้องไห้ เพราะเขาถูกกดดัน ถูกโน้มน้าว ชักจูง ตนฟังยังรู้สึกว่า เหมือนเป็นบทสนทนาของ Call Center เช่นคำว่า อย่าไปปรึกษาใครนะ ต้องเชื่อผมคนเดียวนะ อย่าไปปรึกษาลูกหลานนะ มันเป็นการชักจูงโน้มน้าวและกดดัน กระทั่งนายเอ็ดเวิร์ดต้องร้องไห้ออกมา วันนี้ตนนำข้อเท็จจริงมาให้ ส่วนจะมีบทลงโทษหรือมีข้อสรุปอย่างไรก็แจ้งให้ตนทราบเท่านั้นเอง

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า ตนได้เจอกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เมื่อช่วงเช้าที่ศาลอาญา ได้ยกมือสวัสดี ท่านมองหน้าแต่ท่านไม่รับไหว้ ตนอยากให้แยกแยะ ในส่วนความเป็นพี่เป็นน้องความเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยังคงอยู่ แต่ในส่วนเรื่องคดีความก็ต้องว่ากันไป เพราะถ้าตนถอยก็ตาย และถ้ากลัวก็คงไม่กล้าออกมา

ขณะที่ ดร.ธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ เปิดเผยขั้นตอน ภายหลังรับคำร้องคดีมรรยาททนายความ ว่า ในทุกคดีที่มีการร้องเรียนไม่ใช่เฉพาะคดีนี้ หลังเจ้าหน้าที่รับสำนวนจะนำเรื่องส่งประธานกรรมการมรรยาททนายความ เพื่อพิจารณามีคำสั่งรับคำกล่าวหา หรือไม่รับเป็นคำกล่าวหา หากมีคำสั่งรับเป็นคำกล่าวหาแล้ว จะจ่ายสำนวนไปให้คณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการสอบสวนซึ่งอาจจะเรียกพยานหลักฐานเพิ่มเติม หรือหลักฐานอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง เมื่อคณะกรรมการสอบสวนสรุปความเห็นเสนอคณะกรรมการมรรยาททนายความพิจารณาเพื่อมีคำสั่ง และเสนอประธานกรรมการมรรยาททนายความจะส่งสำนวนคดีมรรยาททนายความพร้อมความเห็นเสนอนายกสภาทนายความ ก่อนนำความเห็นสู่คณะกรรมการบริหารสภาทนายความที่มีตนเป็นนายกสภาทนายความ เป็นประธานเพื่อพิจารณาเเละมีความเห็น ว่าจะเห็นด้วยกับความเห็นกรรมการมรรยาททนายความหรือไม่ เช่น กรณีที่ประชุมกรรมการมรรยาทส่งมาว่ามีความผิด หรือไม่ผิดมรรยาท หรือเห็นว่ามีความผิดเเล้วควรลงโทษระดับไหน กรรมการบริหารสภาทนายความจะเป็นผู้พิจารณาก่อนมีคำสั่งต่อไป

ขณะเดียวกัน หากผู้ถูกร้องเรียนไม่เห็นด้วยกับคำสั่งของสภาทนายความ ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ ที่มี รมว.ยุติธรรม กำกับดูแลงานของสภาทนายความ และ รมว.ยุติธรรม เป็นผู้มีอำนาจสั่งยืน แก้ หรือกลับคำสั่งของคณะกรรมการสภาทนายความ ซึ่งคำสั่งของสภานายกพิเศษถือเป็นที่สุด และสุดท้ายแล้วหากผู้ถูกร้องมรรยาททนายความยังไม่พอใจ ก็ต้องใช้สิทธิ์ยื่นฟ้องศาลปกครองต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีมรรยาททนายความระดับการลงโทษแบ่งออกเป็น 3 สถาน ตามความร้ายแรง 1.ภาคทัณฑ์ (ตักเตือน) 2.ห้ามทำการเป็นทนายความ (พักใบอนุญาต) มีกำหนดไม่เกิน 3 ปี และ 3.ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความ (ถอนใบอนุญาต/หมดสภาพความเป็นทนายความ)

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top