วันอังคาร ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569
รองจเร ตร.ไม่หวั่นทนาย “บิ๊กโจ๊ก” เดินสายร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ย้ำคดีสินบนทองคำ เดินหน้าตามก.ม.ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิต่อสู้คดี ด้านทนายบิ๊กโจ๊ก ยื่นหนังสือป.ป.ช.แจง 6 ข้อ ให้ทบทวนอำนาจสอบคดีชี้ขั้นตอนสืบสวนสอบสวนผิดมาตั้งแต่แรก เหตุมีกรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วย
เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษก ตร.กล่าวถึงการที่ทนายของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือบิ๊กโจ๊ก อดีตรอง ผบ.ตร.เดินสายร้องขอความเป็นธรรมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรณีสินบนทองคำ ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหา รวม 6 คน ว่า การร้องเรียนถือเป็นสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา เนื่องจากเป็นการต่อสู้ในมุมข้อกฎหมายที่ต่างฝ่ายพยายามหาความชอบธรรม โดยพนักงานสอบสวนไม่ได้กังวลในเรื่องนี้
ส่วนเรื่องที่มีนักวิชาการและผู้ที่เกี่ยวข้อง ออกมาให้ความเห็นและตั้งข้อสังเกต ว่าทำไมถึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหากับ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ลูกน้องคนสนิทของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น รองโฆษก ตร.กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย สำหรับกรณีนำพยานหลักฐานในชั้น ป.ป.ช.มาแถลงต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นหลักฐานที่อยู่ในสำนวน จะหมิ่นเหม่มีความผิดหรือไม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องมีการชี้แจงเรื่องนี้ เพราะสังคมปัจจุบันมีเพจอวตาร และแอคหลุม ที่ให้ข้อมูลที่บิดเบือน จึงต้องออกมาชี้แจงเท่าที่ทำได้ โดยไม่กระทบต่อการสืบสวนสอบสวน
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ระบุว่าสำนวนจาก บก.ปปป.ส่งไปให้ ป.ป.ช.แล้ว ควรจะเดินหน้าส่งไปยังประธานรัฐสภา ตามขั้นตอน เพราะมีเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.เป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ตำรวจทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช.มาตรา 61
อย่างไรก็ตาม ตามที่หลายคนเป็นห่วงเรื่องที่ตำรวจมีพยานหลักฐานทั้งหมด แต่กลับมาตายน้ำตื้นนั้น รองโฆษก ตร.กล่าวว่า เรื่องนี้มีการชี้แจงไปหลายครั้งแล้ว และสำนวนดังกล่าวถูกส่งให้ ป.ป.ช.ดำเนินการแล้ว หาก ป.ป.ช.ส่งสำนวนกลับมาให้ตำรวจทำ ก็พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนจะมีการกล่าวหาชอบหรือมิชอบ เป็นสิทธิในการต่อสู้ของผู้ถูกกล่าวหา จะให้การอย่างไรก็ได้ เพื่อให้ตัวเองพ้นผิด รวมถึงจะแสดงออกอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องสนว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เงียบผิดปกติ มีการประเมินหรือไม่ ว่ามีการหลบหนีออกนอกประเทศ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ไม่ขอออกความเห็น
เวลา 13.00 น.วันเดียวกัน ที่ ป.ป.ช.นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ยื่นหนังสือต่อนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อขอให้พิจารณาทบทวนอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการรับคำกล่าวหาและดำเนินการคดีสินบนทองคำ ที่มีกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้ถูกกล่าวหา
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า การยื่นหนังสือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอความเป็นธรรม และให้การดำเนินคดีเป็นไปตามขั้นตอนและช่องทางที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด โดยในหนังสือเสนอให้ ป.ป.ช.พิจารณา 6 ประเด็น ดังนี้ 1.พิจารณาวินิจฉัยเขตอำนาจและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในคดีนี้เป็นเบื้องต้น ก่อนการดำเนินกระบวนการใดๆ ในเนื้อหาคดีโดยเคร่งครัด ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้อง
2.มีมติหรือคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร วินิจฉัยโดยชัดแจ้ง ว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช.มี หรือไม่มีอำนาจรับคำกล่าวหาและดำเนินการในคดีที่มีลักษณะเป็นการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.เป็นผู้กระทำความผิด และมีบุคคลอื่นถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ให้ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติ ธรรมและความชัดเจนของกระบวนการยุติธรรม 3.หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าคดีดังกล่าวอยู่ในเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ขอให้มีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหาและสำนวนคดีนี้ไว้พิจารณา และดำเนินการตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ
4.ระหว่างที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยเขตอำนาจตามข้อ (1) และ (2) ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช งดเว้นการดำเนินการใดๆ ในสาระของคดี ไม่ว่าจะเป็นการไต่สวน การตั้งคณะอนุกรรมการ การเรียกบุคคลให้ถ้อยคำ หรือการมีมติใดๆ ที่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยไม่อาจเยียวยาได้ในภายหลัง
5.กรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ขอให้มีคำสั่งคืนสำนวนให้พนักงานสอบสวน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมระบุเหตุผลแห่งคำสั่งโดยชัดแจ้ง ว่าเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการตามกลไกและเขตอำนาจเฉพาะตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง และ 6.ขอให้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาและคำสั่งตามข้อ (1) ถึง (5) แก่ผู้กล่าวหา พนักงานสอบสวน และข้าพเจ้าในฐานะทนายความ หรือ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นลายลักษณ์อักษรโดยเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินการตามสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม
นายสัญญาภัชระ ยืนยันว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ใช่การประวิงคดี แต่เป็นการขอให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามขั้นตอนและกรอบอำนาจตามกฎหมาย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอยคดีในอดีต ที่ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐจากการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้นายสัญญาภัชระ ยังชี้ให้เห็นว่า การดำเนินการสอบสวนตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวน อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นคดีที่มีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ทำให้ไม่สามารถแยกการดำเนินคดีออกเป็นส่วนๆ ได้ หากมีการกล่าวหาว่ามีการกระทำความผิดร่วมกันในลักษณะตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน คดีทั้งหมดต้องเข้าสู่กลไกตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ หาก ป.ป.ช.วินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจ ต้องแจ้งให้ชัดเจนว่าไม่สามารถมอบหมายหรือส่งกลับให้ดำเนินการต่อได้ เพราะจะเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อกฎหมาย และหากยังมีการดำเนินการต่อไป อาจต้องมีการใช้สิทธิทางกฎหมายกับหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง
นายสัญญาภัชระ กล่าวอีกว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยืนหยัดต่อสู้ในทุกขั้นตอนตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ไม่หลบหนีและจะใช้สิทธิดำเนินการทางกฎหมายกับบุคคลหรือองค์กรใดๆ ที่กระทำให้ได้รับความเสียหาย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี