วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
คลินิกสิ่งแวดล้อม
สิทธิของจำเลยชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ในคดีอาญา
ในคดีอาญาที่ราษฎรหรือผู้เสียหายเป็นผู้ยื่นฟ้องคดีเองต่อศาลนั้น ระบบกฎหมายในประเทศไทยกำหนดให้คือการไต่สวนมูลฟ้องซึ่งเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162 "ถ้าฟ้องถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้ศาลจัดการสั่งต่อไปนี้
(1) ในคดีราษฎรเป็นโจทก์ ให้ไต่สวนมูลฟ้อง แต่ถ้าคดีนั้นพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยโดยข้อหาอย่างเดียวกันด้วยแล้ว ให้จัดการตามอนุมาตรา (2)..."
ซึ่งเดิมในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นจำเลยจะมีเพียงสิทธิ์ในการแต่งตั้งทนายความเพื่อถามค้านพยานโจทก์ ต่อมาปี พ.ศ. 2562 ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 165/2 เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2562 "มาตรา 165/2 ในการไต่สวนมูลฟ้อง จำเลยอาจแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล และจะระบุในคำแถลงถึงตัวบุคคล เอกสาร หรือวัตถุที่จะสนับสนุนข้อเท็จจริงตามคำแถลงของจำเลยด้วยก็ได้ กรณีเช่นว่านี้ ศาลอาจเรียกบุคคล เอกสาร หรือวัตถุดังกล่าวมาเป็นพยานศาลเพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามที่จำเป็นและสมควร โดยโจทก์และจำเลยอาจถามพยานศาลได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาล"
สิทธิ์ของจำเลยที่เพิ่มมาในชั้นไต่สวนตามมาตรา 165/2 นั้นมีหลายประการ อาทิ
1. แถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล ซึ่งในทางปฏิบัติจะนิยมทำเป็นคำแถลง ซึ่งมีลักษณะและทิศทางเดียวกับทำให้การหรือคำแถลงการณ์เป็นคดีโดย เน้นที่จะเขียนข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติ ล้อกับข้อกฎหมายเพื่อให้ศาลเห็นว่าคำฟ้องในคดีอาญาของโจทก์นั้นไม่มีมูล หรือไม่ครบองค์ประกอบความผิด
2. ศาลอาจเรียกบุคคล เอกสาร หรือวัตถุดังกล่าวมาเป็นพยานศาล
เพื่อประกอบการวินิจฉัยสั่งคดีได้ตามที่จำเป็นและสมควร ซึ่งในขั้นตอนนี้ทางปฏิบัติเมื่อทนายความจำเลยยื่นแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูลต่อศาล ใครจำเลยสามารถที่จะ ยื่นบัญชีพยานและคำร้องขอออกหมายเรียกพยานเอกสารหรือพยานบุคคล เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องได้เช่นกัน
ภายหลังจากที่มีการปรับแก้ไขกฎหมายดังกล่าวเพื่อเพิ่มสิทธิ์จำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ประธานศาลฎีกาได้ลงนามในคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการไต่สวนมูลฟ้อง พ.ศ.2562 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรา 165/2 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 33) พ.ศ. 2562 โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้
1. การไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาที่สำคัญตามระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกาและการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษา
ภาค พ.ศ. 2562 ผู้รับผิดชอบราชการศาลพึงจัดให้มีองค์คณะผู้พิพากษานั่งพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องอย่างน้อยสองคน เพื่อร่วมปรึกษาและทำคำสั่งด้วยกัน
2. กำหนดให้ตั้งทนายความให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165/1 ไม่ว่าจำเลยจะมาศาลในวันนัดไต่สวนมูลฟ้องนัดใดก็ตาม แต่ไม่มีผลให้การไต่สวนและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ได้กระทำไปแล้วต้องเสียไป
3. กำหนดแนวปฏิบัติและหน้าที่ของศาลในกรณีที่ศาลเรียกพยานบุคคล เอกสาร หรือวัตถุมาเป็นพยานศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 165/2
4. กำหนดให้คำสั่งของศาลที่ว่าคดีมีมูลให้แสดงข้อเท็จจริงและข้อ
กฎหมายพร้อมเหตุผลประกอบโดยย่อ
5. ศาลพึงไต่สวนมูลฟ้องให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่คู่ความหากคดีมีความล่าช้า
6. ผู้รับผิดชอบราชการศาลพึงร่วมเป็นองค์คณะในการไต่สวนมูลฟ้องหรือร่วมปรึกษาหารือในกรณีคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือมีผู้เกี่ยวข้องในคดีจำนวนมาก
ซึ่งสิทธิ์ของจำเลยในชั้นไต่สวนมูลฟ้องทั้ง วิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165/2 ประกอบกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกา เกี่ยวกับการไต่สวนมูลฟ้อง ได้เพิ่มสิทธิ์ให้กับจำเลยนอกจากแต่งตั้งทนายความในการถามค้านหรือนำเอกสารประกอบการถามค้านยังสามารถที่จะ เรียกพยานหลักฐานรวมถึงพยานบุคคลเข้ามาประกอบการไต่สวนได้ ซึ่งไม่ต้องรอให้ถึงขั้นตอนการสืบพยานหลังจากศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแต่อย่างใด
แน่นอนแม้ประเด็นที่ศาลจะพิจารณาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องนั้นจะไม่ลงรายละเอียด เพียงพิจารณาว่าข้อเท็จจริงที่โจทก์นำมาฟ้องนั้นมีมูลหรือครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ แต่ฝ่ายจำเลยสามารถใช้กลไกรวมถึงช่องทางทางกฎหมายดังกล่าวเรียกพยานหลักฐานเข้ามาในสำนวนเพื่อต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ตั้งแต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโดยไม่ต้องไป ลุ้นในชั้นสืบพยานและไม่ต้องเป็นภาระในการประกันตัว
036
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี