'บิ๊กโจ๊ก'ส่งทนายฟ้อง'บิ๊กเต่า'กับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ระบุ ตร.เพิ่มอำนาจตัวเอง

'บิ๊กโจ๊ก'ส่งทนายฟ้อง'บิ๊กเต่า'กับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ม.157 ระบุ ตร.เพิ่มอำนาจตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 13.32 น.

เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอลกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ตลิ่งชัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.มอบอำนาจให้ นายสัญญา ภัชระ สามารถ ทนายความ มาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต. ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และคณะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือโดยทุจริต ตามความผิดมาตรา 157

กรณีสืบเนื่องจากวันที่ 21 มกราคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติคืนสำนวนการสอบสวน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในกรณีการให้ทรัพย์สิน (ทองคำแท่ง) แก่เจ้าพนักงานของรัฐ (กรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อช่วยเหลือในทางคดี ให้พนักงานสอบสวนเพื่อส่งให้ดำเนินการตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป


นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนถือว่าไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง รวมทั้ง ป.ป.ช.ด้วย ฉะนั้น การกระทำของพนักงานสอบสวนจึงถือว่าเกินขอบเขต เป็นการกระทำที่ผิดหลักของกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งกรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น แม้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.แต่ข้อกล่าวหานั้นระบุถึงพฤติการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือให้ทรัพย์สินแก่กรรมการ ป.ป.ช.เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกันและต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อพิจารณาแล้วกรณีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติกระบวนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช.ไว้เป็นการเฉพาะ ระบุว่า หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ผู้มีสิทธิกล่าวหาคือ ส.ส. , ส.ว.หรือประชาชน 20,000 คน โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ด้วยเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ.2561 ซึ่งระบุว่าคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน และอำนาจในการไต่สวนกรณีนี้ต้องผ่านประธานรัฐสภาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ

"เรื่องนี้ตนเคยกล่าวไว้แต่แรกว่าต้องไปเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น ส่วนการออกมาฟ้องพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อประวิงเวลา และอยากฝากถึงตำรวจให้ศึกษาโครงสร้างของอำนาจดีๆ ต้องทำให้ถูกต้อง ท่านเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแต่ท่านก็ทำผิดกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนว่าท่านพยายามเพิ่มกรอบอำนาจตัวเอง โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตรอง ผบ.ตร.หรือไม่" ทนายความ กล่าว

ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมายิ่งเฉพาะกับลูกความของตน (พล.ต.อ.สุรเชษฐ์) ท่านขยันเหลือเกิน ขยันมาก ท่านพยายามตีความว่ามีอำนาจ แต่บางคดีความท่านกลับไม่เห็นมีความเร่งรีบ ฉะนั้น ตามขั้นตอนของกฎหมายมีคนผิดก็ต้องผิด คนถูกก็ต้องถูก แต่ทุกอย่างอยู่ในกรอบของอำนาจทุกอย่างมีขั้นตอนวิธีการ ถ้าท่านไม่เคารพกรอบอำนาจชาวบ้านจะหวังพึ่งอย่างไร ท่านที่เป็นตำรวจนั่งสอบสวน ไม่รู้กฎหมายก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี

ส่วนแนวทางที่ออกมาของ ป.ป.ช.วานนี้ ตนไม่ได้มองว่าเป็นการชนะในยกแรกแต่มองว่าตนทราบแนวทางการดำเนินคดีทางระบบยุติธรรมมากกว่าด้วยซ้ำ เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพยายาม จะจัดการทุกอย่างเอง ย้อนกลับไปในวันที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางไปรายงานตัว ตนจำได้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พยายามแจ้งข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทันที ทั้งที่ตนเองและอดีตรอง ผบ.ตร.ทักท้วงว่าตำรวจมีอำนาจหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ที่อดีตรอง ผบ.ตร.ระบุก่อนหน้านี้ว่าจะมีการดำเนินการฟ้องกลับทุกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจหมายรวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้ที่ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีของตนเองด้วย

เมื่อถามถึงกรณที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ยอมรับว่าตนเองเริ่มรู้จักอดีตรอง ผบ.ตร.ได้ไม่ถึง 1 เดือนก็เริ่มทำงานให้ ขณะนั้นทำให้ได้เจอกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นผู้ประสานส่งข้อมูลต่างๆให้ระหว่างตนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนเรื่องของคดียืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหลักฐานว่าไม่ได้ทำร้าย พ.ต.ท.คริษฐ์ ตามที่ร้องทุกข์กล่าวโทษแน่นอน

ช่วงท้ายของการแถลงข่าวทนายความได้เปิด ประวัติการสนทนากับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ว่ามีการเป็นคนกลางส่งมอบข้อมูลหลักฐานทางคดีหลายๆ อย่าง ได้ส่งข้อความคุยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 และจากนั้นได้พบกันอีก

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top