วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอลกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ตลิ่งชัน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.มอบอำนาจให้ นายสัญญา ภัชระ สามารถ ทนายความ มาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต. ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ผบก.ปปป.) และคณะพนักงานสอบสวน เป็นจำเลยฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหาย หรือโดยทุจริต ตามความผิดมาตรา 157
กรณีสืบเนื่องจากวันที่ 21 มกราคม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติคืนสำนวนการสอบสวน ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ส่งคำกล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในกรณีการให้ทรัพย์สิน (ทองคำแท่ง) แก่เจ้าพนักงานของรัฐ (กรรมการ ป.ป.ช.) เพื่อช่วยเหลือในทางคดี ให้พนักงานสอบสวนเพื่อส่งให้ดำเนินการตาม พ.ร.ป.รัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 61 วรรคสอง และดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายที่ถูกต้องต่อไป
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า คณะพนักงานสอบสวนถือว่าไม่มีอำนาจในการดำเนินคดีดังกล่าวด้วยตัวเอง รวมทั้ง ป.ป.ช.ด้วย ฉะนั้น การกระทำของพนักงานสอบสวนจึงถือว่าเกินขอบเขต เป็นการกระทำที่ผิดหลักของกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งกรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลอื่น แม้จะเป็นบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.แต่ข้อกล่าวหานั้นระบุถึงพฤติการณ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือให้ทรัพย์สินแก่กรรมการ ป.ป.ช.เพื่อจูงใจให้กระทำการอันมิชอบด้วยหน้าที่ ซึ่งถือเป็นความผิดที่เกี่ยวข้องกันและต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน
ดังนั้น เมื่อพิจารณาแล้วกรณีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 236 ประกอบ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง กฎหมายบัญญัติกระบวนการตรวจสอบกรรมการ ป.ป.ช.ไว้เป็นการเฉพาะ ระบุว่า หากมีการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช.ว่าทุจริตต่อหน้าที่ หรือฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ผู้มีสิทธิกล่าวหาคือ ส.ส. , ส.ว.หรือประชาชน 20,000 คน โดยต้องยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา หากประธานรัฐสภาเห็นว่ามีเหตุอันควรสงสัย จะส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ด้วยเหตุผลทางกฎหมายดังกล่าว ตามมาตรา 28 (2) ประกอบมาตรา 30 และมาตรา 45 แห่ง พ.ร.ป.ป.ป.ช.พ.ศ.2561 ซึ่งระบุว่าคดีที่มีลักษณะการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันจะต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน และอำนาจในการไต่สวนกรณีนี้ต้องผ่านประธานรัฐสภาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ
"เรื่องนี้ตนเคยกล่าวไว้แต่แรกว่าต้องไปเริ่มที่รัฐสภาเท่านั้น ส่วนการออกมาฟ้องพนักงานสอบสวนและผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าไม่ได้ทำเพื่อประวิงเวลา และอยากฝากถึงตำรวจให้ศึกษาโครงสร้างของอำนาจดีๆ ต้องทำให้ถูกต้อง ท่านเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายแต่ท่านก็ทำผิดกฎหมาย สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นชัดเจนว่าท่านพยายามเพิ่มกรอบอำนาจตัวเอง โดยพุ่งเป้าไปที่อดีตรอง ผบ.ตร.หรือไม่" ทนายความ กล่าว
ทั้งนี้ ตนตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมายิ่งเฉพาะกับลูกความของตน (พล.ต.อ.สุรเชษฐ์) ท่านขยันเหลือเกิน ขยันมาก ท่านพยายามตีความว่ามีอำนาจ แต่บางคดีความท่านกลับไม่เห็นมีความเร่งรีบ ฉะนั้น ตามขั้นตอนของกฎหมายมีคนผิดก็ต้องผิด คนถูกก็ต้องถูก แต่ทุกอย่างอยู่ในกรอบของอำนาจทุกอย่างมีขั้นตอนวิธีการ ถ้าท่านไม่เคารพกรอบอำนาจชาวบ้านจะหวังพึ่งอย่างไร ท่านที่เป็นตำรวจนั่งสอบสวน ไม่รู้กฎหมายก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ดี
ส่วนแนวทางที่ออกมาของ ป.ป.ช.วานนี้ ตนไม่ได้มองว่าเป็นการชนะในยกแรกแต่มองว่าตนทราบแนวทางการดำเนินคดีทางระบบยุติธรรมมากกว่าด้วยซ้ำ เหตุใดเจ้าหน้าที่จึงพยายาม จะจัดการทุกอย่างเอง ย้อนกลับไปในวันที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินทางไปรายงานตัว ตนจำได้ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พยายามแจ้งข้อกล่าวหา พิมพ์ลายนิ้วมือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ทันที ทั้งที่ตนเองและอดีตรอง ผบ.ตร.ทักท้วงว่าตำรวจมีอำนาจหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ที่อดีตรอง ผบ.ตร.ระบุก่อนหน้านี้ว่าจะมีการดำเนินการฟ้องกลับทุกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องอาจหมายรวมถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในฐานะผู้ที่ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับคดีของตนเองด้วย
เมื่อถามถึงกรณที่ พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ นายตำรวจคนสนิทและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ยอมรับว่าตนเองเริ่มรู้จักอดีตรอง ผบ.ตร.ได้ไม่ถึง 1 เดือนก็เริ่มทำงานให้ ขณะนั้นทำให้ได้เจอกับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ.ต.ท.คริษฐ์ เป็นผู้ประสานส่งข้อมูลต่างๆให้ระหว่างตนกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่วนเรื่องของคดียืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีหลักฐานว่าไม่ได้ทำร้าย พ.ต.ท.คริษฐ์ ตามที่ร้องทุกข์กล่าวโทษแน่นอน
ช่วงท้ายของการแถลงข่าวทนายความได้เปิด ประวัติการสนทนากับ พ.ต.ท.คริษฐ์ ว่ามีการเป็นคนกลางส่งมอบข้อมูลหลักฐานทางคดีหลายๆ อย่าง ได้ส่งข้อความคุยครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 และจากนั้นได้พบกันอีก
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี