วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดสถิติความเสียหายจากการข่มขู่ทางโทรศัพท์แซงขึ้นอันดับ 1 ในรอบ 3 เดือน หลังสัปดาห์ที่ผ่านมาพบคนร้ายเล็งเป้าเหยื่อนักศึกษา-ผู้สูงวัย เน้นขู่กลัว อ้างพัวพันคดี ก่อนหลอกให้โอนเงินไปตรวจสอบจนหมดบัญชี
วันนี้ (26 ม.ค.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร. และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดสถิติคดีและความเสียหายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังจากสืบสวนจับกุมพร้อมช่วยเหลือเหยื่อจากการถูกหลอกลวงภายใต้ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 18 – 24 ม.ค.69 มีคดีที่รับแจ้งเข้ามาผ่านทาง Thaipoliceonline จำนวน 7,181 คดี มูลค่าความเสียหาย 352,070,563 บาท (เฉลี่ยประมาณ 50.30ล้านบาทต่อวัน) ซึ่งคดีที่รับแจ้งรอบนี้ลดลงจากห้วงวันที่ 11 – 17 ม.ค.69 จำนวน 337 คดี และพบว่ามูลค่าความเสียหายลดลงกว่า 29,463,392 บาท
ข้อมูลจากทีมวิเคราะห์พบว่าแม้ว่าภาพรวมจำนวนคดีจะลดลงเกือบ 5% แต่มูลค่าความเสียหายกลับลดลงเพียงไม่ถึง 1% สะท้อนว่ามูลค่าความเสียหายหายเฉลี่ยต่อคดีในสัปดาห์นี้อาจจะสูงขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้ว หากนับเชิงปริมาณของคดีที่มีการแจ้งเข้ามา อันดับ 1. ยังคงเป็นการหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ มีจำนวนมากถึง 69.9% ซึ่งครองสัดส่วนสูงที่สุดอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นว่าการซื้อของออนไลน์ยังคงเป็นช่องทางหลักที่มิจฉาชีพใช้เข้าถึงเหยื่อได้ง่ายที่สุด โดยคนร้ายเน้นหลอกคนจำนวนมาก กระจายตัวกว้าง แม้ว่ามูลค่าต่อคดีจะไม่สูงนัก แต่ก็ยังเป็นภัยคุกคามวงกว้าง ขณะที่อันดับ 2. ขยับขึ้นมาจากสัปดาห์ที่แล้ว คือการหลอกให้โอนหารายได้พิเศษ และอันดับ 3. คือการหลอกให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล
ขณะที่หากเทียบในเชิงมูลค่าความเสียหายพบว่าอันดับคดีมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ โดยครั้งนี้อันดับ 1. กลายเป็น การข่มขู่ทางโทรศัพท์ บ่งชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีจำนวนคดีน้อยกว่าแต่กลับสร้างความเสียหายสูงที่สุด แสดงว่าเหยื่อแต่ละรายสูญเสียเงินเป็นจำนวนมากต่อครั้ง ขณะที่อันดับ 2. การหลอกให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และอันดับ 3. การหลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มีสัดส่วนมูลค่าความเสียหายที่ใกล้เคียงกันมาก
จากผลการช่วยเหลือผู้เสียหายของศูนย์ ACSC ในห้วงที่ผ่านมา พบว่านักเรียน ,นักศึกษา มักถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดี ก่อนลวงให้แอดไลน์ปลอม จากนั้นควบคุมการปฏิบััติของเด็กผ่านวิดีโอคอล ก่อนบังคับให้เด็กออกจากบ้านไปเปิดห้องเช่าอยู่คนเดียว พร้อมสร้างสคริปต์ให้เด็กโทรหลอกผู้ปกครองให้โอนเงินไปให้ ก่อนจบลงที่การให้เด็กเรียกค่าไถ่ทิพย์จากผู้ปกครอง แต่ละเคสสูญไปกว่่าหลักล้านบาท เช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ที่มีการโทรศัพท์หลอกผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่บ้านเพียงคนเดียวก่อนลวงให้โอนเงินไปตรวจสอบจนหมดบัญชี
ดังนั้นศูนย์ ACSC ขอเน้นย้ำว่า เจ้าหน้าทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ,DSI ,ปปง.ฯลฯ จะไม่โทรศัพท์หาผู้เสียหายเพื่อแจ้งว่าคุณมีความผิดหรือทำผิดกฎหมาย ,ไม่ให้แอดไลน์ไม่ว่าจะส่วนตัวหรือของหน่วยงาน เพื่อส่งเอกสารราชการ(หมายจับ,หมายเรียก หรือหลักฐานทางการสืบสวน) รวมถึงไม่วิดีโอคอลเพื่อสอบปากคำ หรือควบคุมตัว ที่สำคัญที่สุด จะไม่มีการบอกให้โอนเงินไปให้เพื่อตรวจสอบหรือแสดงความบริสุทธิ์ใจเด็ดขาด หากเจอการกระทำตามข้างต้น นั่นคือ มิจฉาชีพแน่นอน ขอให้รีบวางสายห้ามคุย ห้ามแอดไลน์ และห้ามโอนเงินทุกกรณี แล้วขอให้รีบโทรแจ้งเรื่อง 1441 ทันที
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีเคสรับแจ้งผ่านทางศูนย์ ACSC และสามารถประสานงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน ประกอบกับประสานให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เข้าตรวจสอบพร้อมช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที โดยเป็นการเข้าตรวจสอบทั้งหมด 10 เคส สามารถช่วยเหลือรวมทั้งระงับการโอนเงินของผู้เสียหายก่อนจะโอนเงินไปยังบัญชีของมิจฉาชีพได้ทั้งหมดจำนวน 30 ราย คิดเป็นจำนวนเงินกว่า 5,197,416 บาท และสามารถจับกุมได้ 9คดี
สำหรับเคสการช่วยเหลือที่น่าสนใจและมีมูลค่าสูง ได้แก่ เคสที่1 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 53 ปี หลังตกเป็นเหยื่อแก๊งสแกมเมอร์ในลักษณะชักชวนให้ร่วมลงทุนหุ้น โดยมิจฉาชีพใช้บัญชีไลน์ชื่อ “Pang Thiranan” ติดต่อชักชวนให้ลงทุนเกี่ยวกับบริษัทเสริมความงาม และเชิญเข้ากลุ่มไลน์ที่มีสมาชิกประมาณ 30 คน จากนั้นให้ผู้เสียหายสมัครบัญชีเพื่อลงทุนและแนะนำการลงทุนเพิ่มเติม โดยมีเงื่อนไขคือ ผู้เสียหายต้องโอนเงินเข้าไปก่อนจึงจะสามารถถอนเงินได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงิน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า968,543 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้คำแนะนำและประชาสัมพันธ์เตือนภัยอย่างเร่งด่วนว่า หากมีการติดต่อให้โอนเงินในลักษณะดังกล่าวอีก ขอให้หลีกเลี่ยงและห้ามโอนเด็ดขาด ซึ่งผู้เสียหายได้รับทราบและเข้าใจแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงให้ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
เคสที่2 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสงขลา เข้าช่วยเหลือผู้เสียหาย เป็นหญิงวัย 68 ปี หลังพบว่ากำลังโอนเงินเข้าบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งสืบสวนพร้อมติดต่อไปยังผู้เสียหายทันทีเพื่อหยุดการโอนเงิน จากการสอบถามพบว่าผู้เสียหายถูกหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย โดยเริ่มจากพบโฆษณาบนเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการรับผลิตภัณฑ์ฟรี(อ้างชื่อ Amway) จึงกดเข้าไปเพื่อขอรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ก่อนจะถูกชักชวนให้แอดไลน์บัญชีทางการการชื่อ “ชนัญชิดา” จากนั้นได้มีการชักชวนให้ผู้เสียหายลงทุนเกี่ยวกับหุ้น โดยดึงผู้เสียหายเข้าไปในกลุ่มไลน์ชื่อ “ศูนย์การเงิน” และให้โอนเงินลงทุนจำนวน 150 บาท ซึ่งในช่วงแรกสามารถถอนเงินคืนพร้อมกำไรได้จริงจำนวนหลายครั้ง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและเพิ่มวงเงินลงทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งการโอนผ่านบัญชีทรูมันนี่ พร้อมเพย์ และบัญชีธนาคาร ภายหลังคนร้ายอ้างว่าการลงทุนมีกำไรสูงถึง 470,000 บาท แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ โดยอ้างว่าผู้เสียหายพิมพ์ข้อความผิดในกลุ่มไลน์ และหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเพิ่มเพื่อ “แก้ไขระบบ” ตามยอดกำไรดังกล่าว แต่เมื่อโอนเงินครบก็ไม่สามารถถอนเงินได้ แจ้งว่าผิดพลาดต้องโอนเงินใหม่ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้ง ก่อนจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้อีก รวมจำนวนโอนเงินทั้งสิ้น 8 ครั้ง รวมมูลค่าความเสียหาย 727,080 บาท
เคสที่3 เจ้าหน้าที่ warroom ศูนย์ ACSC ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธาราม เข้าช่วยเหลือผู้เสียหายเป็นหญิงวัย 52 ปี หลังพบว่ามีลักษณะการโอนเงินผิดปกติ จากการสอบถามเบื้องต้นพบว่า ผู้เสียหายถูกเพื่อนชักชวนให้ร่วมลงทุนธุรกิจนำเข้า-ส่งออก สินค้าไปต่างประเทศ โดยในช่วงแรกได้โอนเงินลงทุน 100,000 บาท และได้รับผลตอบแทนกลับมาจริง 15,000 บาท ทำให้ผู้เสียหายเกิดความเชื่อใจ ก่อนจะโอนเงินไปลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 23 ม.ค.69 เวลาประมาณ 15.00 น. แอปพลิเคชันธนาคารของผู้เสียหายไม่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากธนาคารตรวจพบธุรกรรมผิดปกติจึงทำการอายัดบัญชีไว้ โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารได้ติดต่อมายังผู้เสียหาย พร้อมแจ้งเตือนว่ากำลังถูกหลอกให้ลงทุนดังกล่าว ผู้เสียหายจึงรู้ตัวว่าถูกมิจฉาชีพหลอกลวง รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 680,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีพร้อมให้คำแนะนำในการรวบรวมพยานหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อไป
015
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี