ศูนย์ACSCทลายBlack Market Pageแก๊งถอนเงินสดส่งข้ามแดน

ศูนย์ACSCทลายBlack Market Pageแก๊งถอนเงินสดส่งข้ามแดน

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.37 น.

ศูนย์ ACSC ผนึกกำลัง ตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB ปฏิบัติการทลาย Black Market Page พบเครือข่ายถอนเงินสด ส่งข้ามแดน กว่า 300 ล้านบาท

วันนี้ (26 ม.ค.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB  ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์ รอง ผบก.ปอท., พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง รอง ผบก.ปอท. และ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท., ว่าที่ พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ รรท.ผกก.2 บก.ปอท. พ.ต.ท.ชัยเวง พาด้วง, พ.ต.ท.จักรพงษ์ รุ่งกำจัด, พ.ต.ท.ธนนชัยย์   ศรีบุญจันทร์, พ.ต.ต.ศุภเดช ธนชัยศิริ สว.กก.2 บก.ปอท.นำกำลังจับกุมผู้ต้องหา 10 ราย ดังนี้ นาย จันทร์ อายุ 62 ปี บุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 320/2569 ลง 20 ม.ค. 69 กลุ่มจัดหาบัญชีม้า , นาย ไกรเพชร อายุ 36 ปี บุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 324/2569 ลง 20 ม.ค. 69 (หัวหน้าคอกม้า) , นาย กฤษดา อายุ 32 ปี บุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 431/2569 ลง 24 ม.ค. 69 , นาย กรวิก อายุ 37 ปี บุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 432/2569 ลง 24 ม.ค. 69 , นาย จิรศักดิ์ อายุ 24 ปี บุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 322/2569 ลง 20 ม.ค. 69


กลุ่มทำหน้าที่กดถอนเงินสด , นาย ปราโมทย์ อายุ 32 ปี บุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 324/2569 ลง 20 ม.ค. 69 , น.ส. คุณารักษ์ อายุ 37 ปี บุคคลสัญชาติไทย ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 325/2569 ลง 20 ม.ค. 69

กลุ่มฟอกเงิน และประสานงานคนร้ายฝั่งประเทศเมียนมา นาย สุรชัย อายุ 21 ปี บุคคลไม่มีสัญชาติ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 326/2569 ลง 20 ม.ค. 69 , นาย หน่อคำ อายุ 27 ปี บุคคลสัญชาติเมียนมา ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญา ที่ 420/2569 ลง 24 ม.ค. 69 และนายซาย อายุ 24 ปี บุคคลสัญชาติเมียนมา ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาอาญา ที่ 430/2569 ลง 24 ม.ค. 69

ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน, ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมีผู้เสียหายแจ้งความในระบบ “แจ้งความออนไลน์คดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ว่าถูกมิจฉาชีพหลอกให้ซื้อสินค้าผ่านเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “ร้านประมูลเพชรนาฬิกา บีแอนด์เจ ไดมอนด์” และ “YCN บริษัท บวรพัฒน์ยางยนต์” แต่หลังจากโอนเงินไปแล้วกลับไม่ได้รับสินค้าตามคำสั่งซื้อแต่อย่างใด ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่า คดีที่เกิดจากทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊กนี้ มีมูลค่าความเสียหายต่อคดีไม่มากนัก จึงทำให้ประชาชนผู้ได้รับความเสียหายแจ้งความในปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนพฤติการณ์คดีที่คาดว่ากลุ่มผู้ต้องหากระทำความผิด

ต่อมาทางตำรวจ กก.2 บก.ปอท.ได้สืบสวนทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊ก พบว่ามีความเชื่อมโยงกันเป็นขบวนการผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์กลุ่มเดียวกัน ได้ร่วมกันใช้เพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “ร้านประมูลเพชรนาฬิกา บีแอนด์เจ ไดมอนด์” มาหลอกขายนาฬิกาข้อมือในรูปแบบการประมูลสินค้า และอีกเพจเฟซบุ๊ก ชื่อ “YCN บริษัท บวรพัฒน์ยางยนต์” หลอกขายยางล้อรถยนต์ ซึ่งทั้ง 2 เพจเฟซบุ๊กจะนำรูปภาพสินค้ามาโพสต์ขายในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด และจะมีวิธีการสร้างแรงจูงใจด้วยการจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม

จากการสืบสวนพบว่าคนร้าย มีการใช้บริการประกาศโฆษณา (Meta ads) อีกทั้งยังสร้างหรือจัดหาเพจเฟซบุ๊กให้มีความน่าเชื่อถือ โดยการมีผู้ติดตามจำนวนมาก มีการรีวิวสินค้า หรือนำเพจเฟซบุ๊กที่มีการใช้งานนานแล้ว ทำให้ประชาชนทั่วไปเกิดความสนใจสินค้า และหลงเชื่อว่าเป็นเพจเฟซบุ๊กร้านค้าจริง จึงติดต่อซื้อสินค้า  พร้อมทั้งโอนเงินให้กับกลุ่มมิจฉาชีพ ซึ่งสุดท้ายไม่มีการจัดส่งสินค้าจริง เบื้องต้น พบว่า ภายในปี 2568 มีการกดถอนเงินสดมากกว่า 300 ล้านบาท ข้ามไปยังฝั่งประเทศเมียนมา และสามารถจัดหาส่งบัญชีม้าไปให้กลุ่มคนร้ายฝั่งเมียนมา ได้ตลอดไม่มีขาด

นอกจากนี้ยังตรวจสอบพบเครือข่ายกลุ่มผู้ต้องหามีความเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงออนไลน์อีกกว่า 40 คดี มูลค่าความเสียหายที่แจ้งรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยมีลักษณะการหลอกลวงหลายรูปแบบ เช่น หลอกขายสินค้าออนไลน์, หลอกจองที่พัก และหลอกให้ทำงานหารายได้พิเศษ

จากการสืบสวน พบว่ากลุ่มคนร้ายยักย้ายถ่ายโอนเงินไปยังบัญชีม้าต่างๆ หลายทอดเพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนที่จะโอนเงินต่อให้กับกลุ่มผู้ต้องหาฝ่ายทำหน้าที่กดถอนเงินสด ซึ่งตระเวนกดถอนเงินสดจากตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย ทางตำรวจ กก.2 บก.ปอท. จึงขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น ผู้ต้องหากลุ่มเปิดบัญชีม้า, กลุ่มจัดหาบัญชีม้า, กลุ่มฟอกเงิน (โอนและรับโอนเงิน), กลุ่มถอนเงินสด และกลุ่มผู้สั่งการ/ประสานงาน โดยออกหมายจับแล้วทั้งหมด 13 ราย แบ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทย 10 คน, สัญชาติเมียนมา 2 ราย และบุคคลซึ่งไม่มีสัญชาติ 1 ราย

ต่อมาเมื่อวันที่ 21-24 ม.ค.ที่ผ่านมา จ้าหน้าที่ตำรวจ บช.ก.หรือ CIB ได้บูรณาการกำลังร่วมกัน โดยมี กก.2 บก.ปอท. ร่วมกับ กก.1 บก.ปอท., กก.4 บก.ป., กก.12 บก.รน., กก.5 บก.ทล., สภ.พาน และ กก.สส.ภ.จว.เชียงราย ร่วมกันตรวจค้น 8 จุด ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ กทม. , จ.ระยอง, จ.พะเยา และ จ.เชียงราย โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 10 ราย

พร้อมตรวจยึดของกลาง ดังนี้ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จำนวน 26 รายการ, คอมพิวเตอร์ 2 รายการ, สมุดบัญชีธนาคารและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารต่างๆ จำนวน 24 รายการ และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ

จากการสอบสวนเบื้องต้นนายหน่อคำ กับ นายไกรเพชร ให้การสรุปได้ว่า เมื่อ ปี 2568 นายหน่อคำ พักอาศัยอยู่ที่ จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศพม่า ทำงานกับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศพม่า มีหน้าที่ฟอกเงินและกดถอนเงินสด โดยนายหน่อคำจะส่งเลขบัญชีม้าให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เพื่อโอนเงินเข้ามา จากนั้นนายหน่อคำจะเดินทางมาถอนเงินสด ตามตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย แล้วนำเงินสดกลับไปให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ ซึ่งได้รับผลตอบแทนร้อยละ 20 ของยอดเงิน ทั้งนี้ นายหน่อคำ จะติดต่อกับ นายไกรเพชร ซึ่งเป็นหัวหน้าคอกม้า พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ทำหน้าที่ธุระจัดหาบัญชีม้า เพื่อนำบัญชีม้าซึ่งล็อคอินในโทรศัพท์มือถือพร้อมใช้งานแล้วส่งไปให้กับ นายหน่อคำ ฝั่งประเทศพม่า ซึ่งนายไกรเพชรได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวน 1,000 บาท/บัญชี/วัน ทั้งนี้ นายไกรเพชร มีคนทำหน้าที่จัดหาบัญชีม้าให้หลายราย ซึ่งจะคอยหาคนมาเปิดบัญชีม้าเพื่อส่งไปยังประเทศพม่า อีกทั้งยังมีสถานที่พักอาศัยเป็นคอกม้าให้กับกลุ่มคนที่มาเปิดบัญชีหรือคนที่ทำงาน

ต่อมาในเดือน ธ.ค.2568 นายหน่อคำ ได้ย้ายมาทำงานที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย *เนื่องจากมาตรการของทางประเทศไทยในการอายัดบัญชีม้า ทำให้ไม่สามารถถอนเงินสดได้ทัน หากต้องข้ามแดนมาถอน โดยนายหน่อคำ ได้ย้ายมารวมกลุ่มกับ นายไกรเพชร ทำให้สามารถทำหน้าที่ได้ครบขั้นตอน โดยเริ่มจาก นายไกรเพชร ซึ่งเป็นหัวหน้าคอกม้า จะคอยให้ทีมงานลูกน้องไปหาคนมาเปิดบัญชีม้า แล้วนำมาให้กับนายหน่อคำ จากนั้นนายหน่อคำ จะทำหน้าที่ประสานงานกับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศพม่า โดยจะติดต่องานกันผ่านกลุ่มไลน์ ขั้นตอนการดำเนินการ นายหน่อคำ จะส่งเลขบัญชีม้าให้ไว้ในกลุ่มไลน์ ทางกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะโอนเงินเข้ามายังบัญชีม้านั้น และส่งสลิปเข้ามาในกลุ่ม ซึ่งในกลุ่มไลน์มีบอทไลน์ทำหน้าที่ตรวจสอบสลิปการโอนเงินว่าเป็นถูกต้องหรือไม่ จากนั้นทั้ง นายหน่อคำ นายไกรเพชร และผู้ต้องหาหลายอื่น จะช่วยกันทำหน้าที่ทำถอนเงินสด ตามตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย แล้วนำเงินสดไปส่งให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศพม่า หรือโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารต่างๆตามที่ได้รับสั่งการ ซึ่งนายหน่อคำและนายไกรเพชรได้รับผลตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 10 ของยอดเงิน

น.ส.คุณารักษ์ และนายปราโมทย์ ให้การว่า ทำหน้าที่ฟอกเงินและถอนเงินสดให้กับกลุ่มผู้ต้องหาคอลเซ็นเตอร์ฝั่งประเทศพม่า ซึ่ง น.ส.คุณารักษ์ มีบัญชีธนาคารประเภทบัญชีสำหรับร้านอาหารทำให้สามารถรับและโอนเงินออกได้จำนวนมาก เมื่อถูกอายัดบัญชี ก็สามารถร้องขอปลดอายัดได้สะดวกโดยอ้างเหตุการณ์ทำธุรกิจร้านอาหาร ทั้งนี้ น.ส.คุณารักษ์ และ นายปราโมทย์ จะใช้บัญชีร้านอาหารและบัญชีชื่อของตนเองรับโอนเงิน แล้วจะโอนเงินต่อไปยังบัญชีธนาคารต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ หรือตระเวนถอนเงินสดตาม   ตู้ฝาก-ถอนเงินอัตโนมัติหรือตามธนาคารสาขาต่างๆ ภายในพื้นที่ จ.เชียงราย แล้วนำเงินสดไปส่งให้กับกลุ่มผู้ต้องหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยแค่ในปี 2568 มีการถอนเงินสดมากกว่า 300 ล้านบาท นำข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมา ทั้งนี้ น.ส.คุณารักษ์ และนายปราโมทย์ ได้รับผลตอบแทนเป็นเงินร้อยละ 3 ของจำนวนยอดเงิน

ทั้งนี้ จากการดำเนินการของ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ได้ประสานงานร่วมกับธนาคารต่างๆ ยกระดับการปราบปรามด้วยระบบมอนิเตอร์แบบ Real time ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ตรวจจับและระงับบัญชีม้าได้ทันที ส่งผลให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์โอนเงินออกหรือถอนเงินได้ยากขึ้น จนขาดความคล่องตัว บีบให้มิจฉาชีพอย่าง “นายหน่อคำ” ต้องเปลี่ยนแผนย้ายฐานปฏิบัติการจากประเทศเมียมาเข้ามาในประเทศไทย เพื่อพยายามกู้คืนความรวดเร็วในการยักย้ายถ่ายเทเงินที่ได้จากการหลอกลวง นำไปสู่การจับกุมได้ในครั้งนี้

015

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top