วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊ก สืบนครบาล IDMB โพสต์ข้อความระบุว่า ปิดตำนาน “มือปราบสืบเหนือ สืบใต้” พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ มือปราบที่ทั้งโจรเหนือและโจรใต้เกรงขาม
พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ ตำนานสืบเหนือ สืบใต้ มือปราบที่ทั้งโจรเหนือและโจรใต้ต่างเกรงขาม
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 13.00 น.พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ อายุ 89 ปี อดีต ผบช.น. เสียชีวิตลงด้วยโรคชรา ภายในบ้านพัก ถ้ามีสิงห์เหนือก็ต้องเจอเสือใต้ แต่สำหรับ พล.ต.ท.ทวี ทิพย์รัตน์ คือบุคคลที่ทั้งโจรเหนือและโจรใต้ ต่างเกรงขาม ด้วยฝีมือการปราบปรามอย่างเด็ดขาด
ประวัติการศึกษา
พล.ต.ท.ทวีฯ มีเลือดเนื้อเชื้อไขตำรวจเต็มตัว เพราะเป็นลูกชาย พ.ต.ต.สม ทิพย์รัตน์ มีส่วนทำให้เลือกทางเดินเจริญรอยตามผู้เป็นบิดา พื้นเพเดิมอยู่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนเชียงรายสามัคคีเลยเริ่มเบนเข็มชีวิตมุ่งสู่เมืองกรุงศึกษาต่อที่โรงเรียนไพศาลศิลป์
ปี 2503 เข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจสะสมวิชาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์สมความตั้งใจจนจบรุ่นที่ 16 มีเพื่อนร่วมรุ่นประสบความสำเร็จในเส้นทางสีกากีมากมาย อาทิ พล.ต.อ.อัยยรัช เวสสะโกศล พล.ต.อ.สมชาย วาณิชเสนี พล.ต.ท.วรรณรัตน์ คชรักษ์ และ พล.ต.ต.พีรพล สุนทรเกตุ
ประวัติการรับราชการ
รับราชการครั้งแรกตำแหน่งผู้บังคับหมวดอยู่ศูนย์ฝึกไชยะ จังหวัดปัตตานี ก่อนเข้ารับการอบรมหลักสูตรหน่วยจู่โจม “เสือคาบดาบ” ของหน่วยรบพิเศษป่าหวาย จังหวัดลพบุรี และหลักสูตรการรบแบบกองโจรที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ทำงานปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้
พล.ต.ท.ทวีฯ ทำงานป้องกันผืนแผ่นดินเกิดอยู่ที่ปัตตานีนานกว่า 7 ปี ผู้บังคับบัญชาจึงตอบแทนคุณงามความดีให้ขึ้นเป็น “สารวัตรสืบเหนือ” หน่วยงานนักสืบที่โจรร้ายทั่วประเทศได้ยินชื่อแล้วต้องสะท้าน ปฏิบัติหน้าที่เป็นนักสืบเต็มตัว จนเลื่อนขึ้น “รองผู้กำกับการ” และ "ผู้กำกับการสืบเหนือ” พิชิตคดีสำคัญในพื้นที่มากมาย เช่น คดีคนร้ายเจาะเซฟธนาคารชื่อดัง สาขาราชดำเนิน กวาดเงินไปถึง 9 ล้านบาท คดีลักเครื่องลายครามในพระตำหนัก จังหวัดเชียงใหม่ ที่คนร้ายนำของกลางมาขายในกรุงเทพฯ และคดีขโมยงาช้างบ้านผู้ใหญ่
ผลงานยอดเยี่ยม จนได้ขยับขึ้นเป็น รองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครบาลเหนือ “รองผู้การเหนือ” และข้ามฝั่งเป็นรองผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ “รองผู้การใต้” ตามจับคนร้ายชิงทรัพย์คนรับใช้บ้านพล.อ.ประจวบฯ เพียงไม่กี่วัน จนผู้ใหญ่เห็นฝีมือ เสนอชื่อก้าวติดยศ “นายพล” ตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจนครบาลพระนครใต้ “ผู้การใต้”
หลังพ้นเก้าอี้ “ผู้การใต้” โดนคลื่นมรสุมกระแทกออกนอกหน่วยเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง แต่ยังได้รับโอกาสจาก พล.ต.ท.ธนู หอมหวล ผู้บัญชาการสอบสวนกลางในสมัยนั้น ให้ทำหน้าที่เป็น “หัวหน้าชุดเฉพาะกิจปราบปรามมือปืนรับจ้าง” ตามกวาดล้างนักฆ่าอาชีพทั่วประเทศ
ย้ายกลับเข้านครบาลอีกครั้ง ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก่อนไปคุมคุมจเรตำรวจ แต่มีผู้ใหญ่เห็นความสามารถ จึงดึงกลับมานั่งเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลอีกหน
ก่อนที่ปีสุดท้ายของชีวิตราชการ ได้รับความไว้วางใจครั้งใหญ่จาก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อธิบดีกรมตำรวจให้นั่งเก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กระทั่งเกษียณอายุเมื่อปี พ.ศ. 2541
พล.ต.ท.ทวีฯ ได้ผลิตทายาทนักสืบรุ่นหลัง ที่ปัจจุบันเป็นมือปราบประดับวงการสีกากีหลายคน อาทิ พล.ต.ท.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา พล.ต.ต.สมคิด บุญถนอม พ.ต.อ.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง และ พ.ต.อ.สิทธิพร โนนจุ้ย เป็นต้น
ความรู้สึกต่ออาชีพตำรวจนักสืบ
“ที่ผ่านมาประสบความสำเร็จในชีวิตราชการไม่น้อย โดยเฉพาะได้ทำหน้าที่สืบสวนปราบปราม เหมือนที่วาดฝันไว้ในสมัยเด็กตอนเห็นพ่อเป็นตำรวจ กลายเป็นแรงผลักดันให้เราเกิดความสนใจอยากรู้ว่า ตำรวจจับผู้ร้ายได้อย่างไร พยายามจดจำรายละเอียดและติดตามการทำงานของพ่อมาตลอด
ผมถือว่าการสืบสวนเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง มันมีศิลปะในตัวของมัน เพราะนอกจากศาสตร์อย่างอื่นแล้ว ต้องสนใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงาน ต้องกว้างขวาง รู้จักคนทุกวงการ ศึกษาแผนประทุษกรรมของคนร้ายให้ได้ เนื่องจากสมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่เจริญก้าวหน้าเหมือนปัจจุบัน จำเป็นต้องเอาระบบสายลับเข้ามาช่วยงานสืบสวนมากกว่า” พล.ต.ท.ทวีฯ เล่าความหลัง
พล.ต.ท.ทวีฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า “ความยากง่ายของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน มันเป็นศิลปะ ไม่มีรูปแบบแน่นอนตายตัว ไม่จำเป็นต้องเดินจาก ก.ไก่ ข.ไข่ อาจจะเดินจาก ฮ.นกฮูกเข้ามาหา ก.ไก่ ก็ได้ หรือจากตรงกลางไปหาจุดเริ่มต้นก็ได้ อยู่ที่พยานหลักฐานกับความสนใจในการแสวงหาข้อเท็จจริงถึงจะประสบความสำเร็จ
พอมีเทคโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น ทั้งกองพิสูจน์หลักฐาน กองทะเบียนประวัติอาชญากร สถาบันนิติเวช ประกอบกันเป็นนิติวิทยาศาสตร์ พวกผมก็ต้องเข้าไปเรียนรู้ ตั้งแต่การหาลายนิ้วมือแฝงในที่เกิดเหตุ การตรวจดีเอ็นเอ การนำคอมพิวเตอร์มาใช้สืบสวน ตรวจสอบประวัติอาชญากร การผ่าชันสูตรพลิกศพ พิสูจน์กระเพาะอาหารของคนตายเพื่อเป็นแนววิเคราะห์ที่มาที่ไปของรูปคดี”
ปิดเรียกค่าไถ่ได้ คือ ความสำเร็จสูงสุดของชีวิตราชการ
พล.ต.ท.ทวี บอกว่า “เมื่อก่อนคดีเรียกค่าไถ่เกิดขึ้นถี่มาก ตำรวจต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อช่วยเหลือตัวประกันให้ปลอดภัย นอกจากความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่แล้วยังสะเทือนขวัญต่อประชาชนด้วย ถ้าช่วยเหยื่อได้ก็จะถือว่าเป็นความสำเร็จสูงสุด
คดีแรกที่ทำสมัยเป็นสารวัตรที่สืบเหนือในฐานะลูกมือของ พ.ต.อ.เจริญ โชติดำรงค์ ผู้กำกับสืบเหนือยุคนั้น เป็นคดีเรียกค่าไถ่ลูกชายเจ้าของลูกชิ้นศรีย่านถูกคนงานจับตัวไป ดังเป็นข่าวครึกโครม พวกเราคลี่คลายจนสามารถจับกุมคนร้ายและยังช่วยตัวประกันมาได้อย่างปลอดภัย
อีกคดีเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2519 คนร้ายจับหลานสาวนายแพทย์ จากบ้านย่าน ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เรียกค่าไถ่ 3 ล้านบาท ทีมตำรวจสืบเหนือใช้เวลาเพียง 7 วัน สามารถช่วยเหลือเด็กออกมาได้พร้อมจับกุมคนร้ายทั้งหมด เป็นภาพที่ผมประทับใจมากที่สุด เมื่อแม่กับลูกโผเข้าหากัน แล้วพูดว่า เหมือนตายแล้วได้กลับมาพบกันอีก
ถัดมาอีกปีมีการจับตัวเด็กหญิงลูกเจ้าของร้านขายนก เรียกค่าไถ่ 3 ล้านบาท สมัยนั้น พล.ต.อ.สุวรรณ รัตนชื่น ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล มีคำสั่งเฉียบขาดว่า ต้องได้ตัวประกันกลับคืนมาอย่างปลอดภัยและจับเป็นคนร้ายให้ได้
พวกผมวางแผนกันอย่างเคร่งเครียดแข่งกับเวลา ทำกันนานประมาณ 10 วัน ก็ประสบความสำเร็จ โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อและเงินทองสักบาทเดียว
นี่แหละที่ผมอยากบอกว่า ตำรวจที่เข้าไปคลี่คลายคดีภูมิใจมากขนาดไหน” พล.ต.ท.ทวีฯ ถ่ายทอดความรู้สึกให้ฟัง
คดีมือปืนรับจ้าง ปัญหาใหญ่ในอดีต
ในอดีต คดีประเภทมือปืนรับจ้างก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน คนร้ายที่รับงานมาทำหวังเพียงผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงผู้สูญเสีย ความรู้สึกของญาติพี่น้องผู้สูญเสีย ผมกับทีมสืบเหนือและสืบใต้จำเป็นต้องจับตายไปหลายศพ ทั้งที่ไม่ใช่นโยบายของผู้ใหญ่ แต่สัญชาตญาณของมือปืน มักไม่ยอมให้จับเป็น เช่น นายทองย้อย รุ่งเพชร มือปืนเมืองเพชร และนายประยงค์ ฉายามือปืนร้อยศพที่มีพฤติกรรมโหดเหี้ยมทารุณ ฆ่าคนแล้วยังชอบปล้นและจับลูกเมียชาวบ้านไปข่มขืนอีกด้วย
อีกทั้ง คดีคนร้ายชาวต่างชาติเข้ามาก่ออาชญากรรมในกรุงเทพฯ สมัยก่อนอุกอาจมาก ชาวจีนแผ่นดินใหญ่ปล้นทรัพย์ในเขตสืบใต้ ถูกจับขึ้นศาล พรรคพวกที่เหลือโผล่ไปชิงตัวผู้ต้องหาถึงในศาล ใช้ระเบิดขว้างจนเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหลายคนก่อนเอาตัวจำเลยหนีไปได้
วันนั้นถ้าเข้าไปช้านิดเดียว มีตำรวจตายแน่ แค่ไม่ถึงนาทีเกิดเสียงปืนดังสนั่น ผมรีบวิ่งไปข่วย เห็นลูกน้องปลอดภัยแล้วก็โล่งใจ” มันเป็นอีกคดีสำคัญที่อดีตนักสืบชั้นครูของเมืองหลวงไม่เคยลืม
ฝากถึงน้องๆนักสืบรุ่นใหม่
พล.ต.ท.ทวีฯ ฝากถึงน้องๆนักสืบรุ่นใหม่ ว่า “จุดเริ่มต้นของตำรวจ โดยเฉพาะโรงเรียนนายร้อยตำรวจ หรือโรงเรียนพลตำรวจ ควรเชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละฝ่ายไปบรรยายถ่ายทอดประสบการณ์การสืบสวนให้นักเรียนฟัง หมือนปลูกฝังจิตสำนึกความเป็นนักสืบให้เด็กรุ่นใหม่ได้ซึบซับตั้งแต่ยังอยู่ในรั้วสถาบันตำรวจ
การสืบสวนไม่ใช่โดดเด่นเพียงคนเดียว ต้องใช้ทีมเวิร์ก ผู้บังคับบัญชาต้องเป็นผู้นำที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชา นำไปสู่กระบวนการทำงานที่ดี ทำอะไรให้ถูกต้อง มีพยานหลักฐาน ปลุกขวัญกำลังใจให้กับตำรวจที่ทำงานลำบากเหน็ดเหนื่อย
ตอนผมขึ้นเป็นผู้บัญชาการ ได้เน้นกองสืบสวนเป็นหลัก พยายามวางตัวผู้ที่มีความรู้ความสามารถเรื่องงานสืบสวนไปเป็นหัวหน้าของแต่ละกองกำกับเพื่อให้เป็นผู้นำที่ดีของการสืบสวน สามารถประสบความสำเร็จเมื่อมีคดีเกิดขึ้น ถ้าผู้นำไม่มีความรู้จะนำลูกน้องไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจ นักสืบต้องเข้าใจซึ่งกันละกัน การปกครองผู้ใต้บังคับบัญชา อย่าถือระเบียบข้อบังคับมากนัก เพราะ ผู้ใต้บังคับบัญชาอาจไม่ค่อยให้ความร่วมมือ”
และต้องจำไว้ด้วยว่า หัวใจหลักของนักสืบอยู่ที่ความสนใจของคน แต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น จะนำไปสู่ประสบการณ์การทำงาน มองตัวอย่างจากแต่ละคดี ทำอย่างไรถึงจับคนร้ายแล้วเข้าไปศึกษา”
ถึงแม้ พล.ต.ท.ทวีฯ จะเกษียณมานานแล้ว ยังคงเป็นห่วงลูกน้องเสมอ คอยโทรไปสอบถามเวลามีคดีลึกลับซับซ้อน และเมื่อประสบความสำเร็จก็จะแสดงความยินดี ให้กำลังใจตลอด
ขอบคุณภาพจาก Cops Magazine
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี