​ล่า‘เบน.สมิธ’ ตร.ออกหมายจับฉ้อโกง หลอกลงทุนหุ้นพลังงาน

​ล่า‘เบน.สมิธ’ ตร.ออกหมายจับฉ้อโกง หลอกลงทุนหุ้นพลังงาน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ล่า‘เบน.สมิธ’

ตร.ออกหมายจับฉ้อโกง

หลอกลงทุนหุ้นพลังงาน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขออำนาจศาลอาญา ออกหมายจับ “เบน สมิธ” กับเมีย ปมหลอกลงทุนข้ามชาติ เอาผิดข้อหาฉ้อโกงฯ-ฟอกเงิน ลุยตรวจค้น 6 จุด ชี้พฤติการณ์ชัดมีหลักฐานมัดแถมประวัติพัวพันสแกมเมอร์ ประสานปปง.อายัดทรัพย์สินเพิ่มเติม ส่วนเจ้าตัว-เมีย เผ่นหนีออกนอกประเทศแล้วตั้งแต่ปี’68

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือCIB สั่งการ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ ผบก.ป. พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส.คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน บช.ก.รวบรวมพยานหลักฐานขออำนาจศาลอาญา ออกหมายจับ นายเบน สมิธ อายุ 47 ปี และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง , สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน


ทั้งนี้ เนื่องจากตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ประวัติของนายเบน สมิธ พบว่าเป็นนักธุรกิจต่างชาติ ที่ถูกสหรัฐอเมริกา จัดให้อยู่ในกลุ่มบุคคลที่มีความเกี่ยวพันกับขบวนการสแกมเมอร์ ระดับนานาชาติ และการฟอกเงิน ส่วน น.ส.แคทรียา ภรรยาของนายเบน สมิธ ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียนในไทยหลายแห่ง โดยช่วงเดือนธันวาคม 2568 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ทำการอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายฟอกเงินไว้แล้ว ซึ่งเชื่อว่าในเครือข่ายนี้อาจมีการกระทำความผิดอื่นด้วย

ต่อมาทางตำรวจ บช.ก.จึงมีคำสั่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ให้สืบสวนพฤติการณ์นายเบน สมิธ กับพวก จนพบว่ามีผู้เสียหายเป็นนักลงทุนชาวต่างชาติ ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลงทุนข้ามชาติ และผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์ต่อตำรวจ บช.ก.จากการสืบสวนสอบสวนทราบว่า นายเบน สมิธ พร้อมภรรยา ร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายให้ลงทุนต่อเนื่องหลายโครงการ ทั้งหุ้น อสังหาริมทรัพย์ เครื่องบินเจ็ท และธุรกิจพลังงาน โดยสร้างความน่าเชื่อถือต่างๆ จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ถูกหลอกเงินกว่า 1,000 ล้านบาท

จากการสืบสวนสอบสวนพบพฤติการณ์ตั้งแต่ต้นปี 2559 นักลงทุนชาวต่างชาติ ต้องการขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทย และได้รู้จักกับนายเบน สมิธ ที่อ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญ แนะนำด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ครั้งแรกได้แนะนำนักธุรกิจและนักการเมือง ให้ร่วมลงทุนซื้อหุ้น โดยลงทุนจริง จนผู้เสียหายไว้วางใจ แล้วนายเบน สมิธ ก็อาศัยจังหวะนี้หลอกเงินผู้เสียหายให้ลงทุนในหุ้นเพซ 700 ล้านบาท โดยให้เจ้าของบริษัทหุ้นเพส ทำสัญญากู้ยืมเงินและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทน 7% และ 11% เป็นเงินกว่า 762 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจ แต่ให้ น.ส.แคทรียา เป็นผู้บริหารการลงทุน มีระยะเวลากว่า 1 ปี

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผู้เสียหายยังเชื่อมั่นไว้วางใจนายเบน สมิธ กับพวก ประกอบกับมีการเดินทางไปดูโครงการต่างๆ หลายประเทศ นายเบน สมิธ จึงอาศัยโอกาสนี้ชวนซื้อเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว 255 ล้านบาท เพื่อให้เช่าและใช้ส่วนตัว โดยหลอกเงินมัดจำจากผู้เสียหายไป 21 ล้านบาท เดือนต่อมานายเบน สมิธ อาศัยความสนใจของผู้เสียหายในการลงทุนด้านพลังงานไฟฟ้า หลอกเงินผู้เสียหายอีก 126 ล้านบาท โดยอ้างว่าจะไปร่วมกับนักลงทุนไทย เพื่อทำธุรกิจ

กระทั่งผู้เสียหายพบว่า หุ้นเพซไม่มีความเคลื่อนไหวตามที่ตกลงกันไว้ คนในเครือข่ายของนายเบน สมิธ จึงเสนอให้จ่ายเงินค่ามัดจำคอนโดมิเนียม 7 ห้อง และค่าบิวท์อิน เป็นเงิน 144 ล้านบาท เพื่อตกแต่งและขายให้ได้เงินคืนผู้เสียหาย พร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ จนในปี 2565 ผู้เสียหายยังไม่ได้รับส่งมอบห้องชุดตามที่ตกลง จึงทวงถาม แต่มีการบ่ายเบี่ยงและได้ทราบภายหลังว่าห้องชุดทั้งหมดถูกโอนกรรมสิทธิ์ไปยังบุคคลอื่นแล้ว จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง

จากการสืบสวนสอบสวนพยานหลักฐานพบว่านายเบน สมิธ กับภรรยา หลอกลวงเอาทรัพย์สินจากผู้เสียหายโดยอ้างธุรกิจต่างๆ หลายครั้งต่อเนื่องกัน แต่ไม่ได้นำเงินไปดำเนินการตามที่ได้ตกลงไว้แต่แรก ซึ่งเข้าลักษณะฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ในชั้นนี้ได้ขออำนาจศาลอาญา ออกหมายจับนายเบน สมิธ กับภรรยา พร้อมกันนั้นได้ขอออกหมายค้น 6 จุด ในพื้นที่ภาคกลาง เพื่อตรวจค้นแสวงหาพยานเอกสาร พยานบุคคล นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี และในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชุดสืบสวนสอบสวนได้ปฏิบัติการตรวจค้นและยึดพยานหลักฐานต่างๆ ในคดีเพิ่มเติม 13 รายการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบและขยายผลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิด

นอกจากนนี้ได้ประสานไปยังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อรายงานมูลฐานคดีฟอกเงินเพิ่มเติม ซึ่งเป็นมูลฐานตั้งแต่ ปี 2559 และมีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์และเป็นหลักฐานสำคัญในทรัพย์สินที่ยึดอายัดไว้ในเครือข่ายนี้ต่อไป

ด้าน พ.ต.ท.อาธิรัตน์ ทิพเจริญ สว.กก.3 บก.ป.กล่าวถึงกรณีการเข้าตรวจค้น 6 จุด และสอบปากคำพยาน 6 คน ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายดังกล่าว ว่าพบหลักฐานสำคัญเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเอกสารงบการเงินที่สอดคล้องกับคำให้การพยาน โดยพยานระบุว่า รู้จักกับนายเบน สมิธ ตั้งแต่ปี 2559 และถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนหุ้นธุรกิจพลังงาน รวมถึงได้รับคำสั่งให้คอยประสานงานต่างๆ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่พบเส้นทางการเงินถูกโอนไปยังนายเบน สมิธ แต่พยานอ้างว่าเป็นเพียงการทำธุรกิจร่วมกัน

ส่วนพฤติการณ์ที่น่าสนใจในคดีนี้ คือนายเบน สมิธ จะไปเจรจากับผู้เสียหาย และกลุ่มผู้ใหญ่ด้วยตัวเองเพียงลำพัง แต่ในการทำธุรกรรมทางการเงิน การทำสัญญา และการครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทย ทั้งหมด จะใช้ชื่อภรรยา เป็นหลัก เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม นายเบน สมิธ และภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปแล้วตั้งแต่ช่วงปี 2568 หลังจากเครือข่ายยิม เลียก เฉินจื้อ ก๊กอาน ถูกดำเนินคดี โดยทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้ครั้งนี้เป็นส่วนที่เกี่ยวพันกับการหลอกลงทุนหุ้นพลังงาน ซึ่งสร้างความเสียหายรวมกว่า 1,000 ล้านบาท หากผลการตรวจสอบหลักฐานพบความเชื่อมโยงถึงพยานทั้ง 6 คน เจ้าหน้าที่จะพิจารณาดำเนินคดี หรือขออำนาจศาลออกหมายจับต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top