รวบอดีตหมอฟันคาคลินิก สวมกาวน์รักษา ปชช.หลังถูกเพิกถอนใบอนุญาต

รวบอดีตหมอฟันคาคลินิก สวมกาวน์รักษา ปชช.หลังถูกเพิกถอนใบอนุญาต

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.31 น.

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์, พล.ต.ต.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบช.ก. เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. โดยการสั่งการของ พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ, พ.ต.อ.ชัฏฐ นากแก้ว, พ.ต.อ.สำเริง อำพรรณทอง, พ.ต.อ.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รอง ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปคบ., ทันตแพทยสภา โดย ทพ.กันตพงศ์ ดีชัยยะ กรรมการทันตแพทยสภา และกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ โดย นพ.ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ปฏิบัติการจับกุมอดีตทันตแพทย์ที่ทำการรักษาให้ประชาชนในระหว่างที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.หญิง อนุสรา บัวแดง สว.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. กรรมการทันตแพทยสภาและเจ้าหน้าที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับการประสานจากทันตแพทยสภา ให้ตรวจสอบบุคคลที่ทำการรักษาให้ประชาชนในคลินิกทันตกรรมแห่งหนึ่ง ต.พันท้ายนรสิงห์ อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร


เมื่อทำการตรวจสอบพบว่า บุคคลดังกล่าวเป็นอดีตทันตแพทย์ ซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม แต่ยังทำการรักษาให้ประชาชนทั่วไปในคลินิกทันตกรรมจริง โดยในวันที่ 3 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทันตแพทยสภา และเจ้าหน้าที่สำนักงานกรมบริการสุขภาพ (สบส.) เข้าตรวจสอบคลินิกทันตกรรมดังกล่าว พบ น.ส.เอ (สงวนชื่อนามสกุลจริง) อายุ 50 ปี กำลังให้บริการทำหัตการพิมพ์ปากสำหรับทำฟันปลอมให้กับประชาชนผู้มาใช้บริการ

จากการตรวจสอบพบว่า สถานพยาบาลดังกล่าวได้รับอนุญาตประกอบกิจการและดำเนินการสถานพยาบาลถูกต้อง แต่แพทย์ผู้ทำการรักษาถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทันตกรรม

จากการสืบสวนเพิ่มเติมพบว่า น.ส.เอ จบการศึกษาคณะทันตแพทยศาสตร์ภายในประเทศ โดยได้รับใบอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมเมื่อปี พ.ศ.2549 และทำงานในคลินิกดังกล่าว ตั้งแต่ปี 2565 ถึงปัจจุบัน โดยถูกทันตแพทยสภาสั่งเพิกถอนใบอนุญาตในปี พ.ศ.2566 แต่ตนเองยังให้การรักษาผู้ป่วยในคลินิกทันตกรรมอยู่ ซึ่งใบประกอบวิชาชีพโดยเฉพาะอาชีพแพทย์นั้นมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเครื่องยืนยันว่าบุคคลผู้นั้นมีความรู้ความสามารถ และทักษะตามที่กำหนดไว้ มิใช่แค่จบการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจและสามารถปฏิบัติงานได้จริงตามมาตฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกันจับกุม น.ส.เอ พร้อมตรวจยึดของกลาง อุปกรณ์ทำฟัน ใบประวัติการรักษา และพยานหลักฐานอื่นๆ นำส่งพนักงานสอบสวน กก.4 บก.ปคบ.ดำเนินคดี

อนึ่ง การปล่อยให้บุคคลที่มิใช่แพทย์มาให้บริการรักษา ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลจะถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ฐาน “ปล่อยปละละเลยให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพทำการประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล” ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจมีคำสั่งทางปกครองให้ปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราว หรืออาจถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตได้ การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.วิชาชีพทันตกรรม พ.ศ.2537 ฐาน “ประกอบวิชาชีพทันตกรรมในระหว่างที่ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต” ระวางโทษจำคุก ไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า การที่ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล ปล่อยปละละเลยให้ผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพมาให้บริการในสถานพยาบาล ถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ในข้อหาปล่อยปละละเลยให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ทันตแพทย์มาให้บริการแทน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งการกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพ ร่างกายของผู้ป่วย ซึ่งอาจเกิดการติดเชื้อจนลุกลามเป็นมะเร็งในช่องปากได้ กรม สบส.จึงขอเน้นย้ำกับผู้รับอนุญาตและผู้ดำเนินการสถานพยาบาลทุกแห่ง ให้ดูแลกำกับมาตรฐานของคลินิกทันตกรรมของตนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการควบคุมมาตรฐานของผู้ให้บริการ และความสะอาดของเครื่องมือแพทย์ หากกรม สบส.พบว่าคลินิกทันตกรรมแห่งใด มีการกระทำผิดมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ก็จะดำเนินการเอาผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 โดยทันที อีกทั้ง อาจจะมีการออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไข หรือปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนดด้วย

รศ.ดร.ทพ.ไชยรัตน์ เฉลิมรัตนโรจน์ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า “ทันตแพทยสภาให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชนและมาตรฐานวิชาชีพ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอเน้นย้ำ 3 ประเด็นสำคัญดังนี้

ประเด็นที่ 1 เจ้าของคลินิกทันตกรรมต้องตรวจสอบสถานะใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผ่านระบบของทันตแพทยสภาก่อนรับทันตแพทย์เข้าทำงาน และขอเชิญชวนประชาชนตรวจสอบสถานะผู้ให้บริการก่อนเข้ารับการรักษาเพื่อความปลอดภัย

ประเด็นที่ 2 ทันตแพทย์ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลต้องกำกับดูแลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ไม่ควรเป็นการแขวนชื่อ แต่ต้องมีบทบาทในการควบคุมงานจริง  และเมื่อเกิดเหตุที่กระทบต่อผู้ป่วย ท่านมีความรับผิดชอบตามกฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ

ประเด็นที่ 3 ขอให้ทันตแพทย์ทุกท่านตรวจสอบและอัปเดตข้อมูลในระบบของทันตแพทยสภาให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เนื่องจากประชาชนมีแนวโน้มตรวจสอบสถานะผู้ให้บริการมากขึ้นในอนาคตครับ

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.กล่าวว่าปฏิบัติการจับกุมในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนไปยังกลุ่มบุคคลที่คิดจะสวมรอยหรือแอบอ้างเป็นบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะในกรณีของอดีตทันตแพทย์ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตไปแล้ว แต่ยังทำการรักษาประชาชชน ซึ่งวิชาชีพทันตกรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญภายใต้มาตรฐานการควบคุมที่เข้มงวด การรับการรักษาจากหมอเถื่อน หรือผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตรับรอง มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการปนเปื้อนและติดเชื้อในกระแสเลือด การใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือการรักษาที่ผิดพลาดจนนำไปสู่ความสูญเสียที่ไม่สามารถแก้ไขได้ หรือแม้กระทั่งอันตรายถึงแก่ชีวิต

ขอฝากความห่วงใยถึงประชาชนทุกท่าน ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับบริการทางทันตกรรมหรือรักการรักษา ขอให้ตรวจสอบป้ายชื่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานจริงในคลินิก และตรวจสอบสถานะใบอนุญาตผ่านเว็บไซต์ของทันตแพทยสภา แพทย์สภา หรือ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพทุกครั้ง ทั้งนี้ หากพบเห็นเบาะแสหรือพฤติกรรมที่น่าสงสัย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน บก.ปคบ. 1135 หรือเพจ ปคบ. เตือนภัยผู้บริโภค

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top