ศูนย์ACSCผนึกตำรวจCIBจับแก๊งตุ๋นเหยื่อ

ศูนย์ACSCผนึกตำรวจCIBจับแก๊งตุ๋นเหยื่อ

วันศุกร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.48 น.

ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ผนึกกำลังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB ปฏิบัติการ ‘Cut Money Flow’ จับกุมยกแก๊งฉ้อโกงเหยื่อ ได้ทั้งหัวหน้าคนไทย ขยายผลถึงจีนเทา

วันนี้ (20 มี.ค.) ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ผนึกกำลังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) หรือ CIB โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.อธิป พงษ์ศิวาภัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลย์แพศย์ ผบก.ปอท., พ.ต.อ.วัชรพันธ์ ศิริพากย์, พ.ต.อ.กฤษฎาพร ปานโปร่ง และ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รอง ผบก.ปอท. ว่าที่ พ.ต.อ.นิธิ ตรีสุวรรณ รรท.ผกก.2 บก.ปอท.,พ.ต.ท.อัมรินทร์ เลิศอาวาส รอง ผกก.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท., พ.ต.ท.ชัยเวง พาด้วง, พ.ต.ท.จักรพงษ์ รุ่งกำจัด, พ.ต.ท.ธนนชัยย์ ศรีบุญจันทร์, พ.ต.ต.ศุภเดช ธนชัยศิริ สว.กก.2 บก.ปอท., ว่าที่ พ.ต.ต.ลัทธพล อัครปัญญา สว.(สอบสวน) กก.2 บก.ปอท. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท.ร่วมกันจับกุมตัวผู้ต้องหา 9 ราย ดังนี้ กลุ่มเจ้าของบัญชีม้า นายถาวร อายุ 33 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญที่ 1493/2569 ลงวันที่ 13 มี.ค.69 และ น.ส.กัลยาณี อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1494/2569 ลงวันที่ 13 มี.ค.69


กลุ่มผู้ควบคุมการถอนเงินและรับส่งเงิน นายมนัสชัย อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1495/2569 ลงวันที่ 13 มี.ค.69 น.ส.ธารทิพย์ อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1496/2569 ลงวันที่ 13 มี.ค.69 น.ส.ศรประภา อายุ 42 ปี ผู้ต้องหา (ผู้จัดหาบัญชี) น.ส.ธณัฐนัน อายุ 37 ปี ผู้ต้องหา (เจ้าของบัญชี) นายฑิฆาวิน อายุ 36 ปี ผู้ต้องหา (ผู้ควบคุม ช่วยเหลือ สนับสนุน) กลุ่มผู้สั่งการ/ประสานงาน (หัวหน้าคนไทย) นายอัศนัย อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 1497/2569 ลงวันที่ 13 มี.ค.69 และกลุ่มผู้รับผลประโยชน์ MR.ZHENG สัญชาติจีน อายุ 23 ปี ผู้ต้องหาชาวจีน

ทั้งนี้ ดำเนินคดีในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น,โดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน หรือข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบโดยการตกลงตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันเป็นอั้งยี่

ปฏิบัติการดังกล่าว สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้มีผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ (Thai Police Online) กรณี คนร้ายใช้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อหาผู้เสียหาย แอบอ้างแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่บริษัท AIS แจ้งว่ามีคนนำข้อมูลส่วนตัวของผู้เสียหายไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ และนำไปใช้งานพัวพันกับคนร้าย ในคดีฟอกเงิน โดยมิจฉาชีพได้หลอกให้ผู้เสียหายติดต่อกับเจ้าหน้าที่ตำรวจปลอมผ่าน Line ชื่อ “สภ.เมืองเลย” ก่อนจะหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินเพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ใจ มูลค่าความเสียหายประมาณ 550,000 บาท

ภายหลังเมื่อผู้เสียหายเข้าแจ้งความดำเนินคดี ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการสืบสวนสอบสวนจนทราบว่า เมื่อผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีม้าแล้ว กลุ่มคนร้ายที่ทำหน้าที่ถอนเงินสด จะเดินทางไปยังธนาคารเพื่อถอนเงินสดออกมาทันที โดยหลังจากถอนเงินออกมาแล้ว นายถาวรฯ (ผู้ต้องหาที่ 1) ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีม้า จะนำเงินส่งมอบให้กับ นายมนัสชัยฯ (ผู้ต้องหาที่ 3) และ น.ส.ธารทิพย์ฯ (ผู้ต้องหาที่ 4)

จากนั้นนายมนัสชัย (ผู้ต้องหาที่ 3) และ น.ส.ธารทิพย์ (ผู้ต้องหาที่ 4) ได้เดินทางจากบริเวณถนนสุขุมวิท ไปยังพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อนำเงินไปส่งมอบเงินให้กับนายอัศนัย (ผู้ต้องหาที่ 8) ก่อนจะแยกย้ายกันทันที

จากข้อมูลการสืบสวนดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานและขออำนาจศาลออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็นผู้ต้องหากลุ่มเจ้าของบัญชีธนาคาร, ผู้ควบคุมการถอนเงิน/รับส่งเงิน, ผู้สั่งการ/ประสานงาน และผู้รับผลประโยชน์ โดยสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 8 ราย แบ่งเป็นบุคคลสัญชาติไทย 7 คน และสัญชาติกัมพูชา 1 ราย

จากนั้นตำรวจ กก.2 บก.ปอท.ได้เปิดปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 16 มี.ค.69 มีการออกปฏิบัติการตรวจค้นจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว ในพื้นที่ กทม. , สมุทรปราการ และนครปฐม สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 ราย เป็นผู้ต้องหา ซึ่งทำหน้าที่เป็น บัญชีม้า 2 ราย, ผู้ควบคุมการถอนเงินและรับส่งเงิน 2 ราย และผู้สั่งการ/ประสานงาน 1 ราย พร้อมตรวจยึดของกลาง อาทิ โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ จำนวน 6 รายการ, สมุดบัญชีธนาคารและบัตรอิเล็กทรอนิกส์ธนาคารต่างๆ รวมถึงใบเบิกถอนเงินสด จำนวน 15 รายการ รถยนต์ 1 คัน และทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ อีก จำนวนหนึ่ง

สอบสวนนายอัศนัย (ผู้ต้องหาที่ 8) ให้การว่า ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าจัดหาบัญชีม้าผ่านนายหน้า เพื่อส่งให้คนจีน (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) จากนั้นแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะนำบัญชีไปใช้ในการหลอกลวง รับเงินจากผู้เสียหาย เมื่อมีเงินจากผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีม้า นายอัศนัย (ผู้ต้องหาที่ 8) สั่งการให้นายมนัสชัย (ผู้ต้องหาที่ 3) และ น.ส.ธารทิพย์ (ผู้ต้องหาที่ 4) ไปเฝ้าดูและควบคุมเจ้าของบัญชีในการถอนเงินสด และนำเงินมาให้นายอัศนัย (ผู้ต้องหาที่ 8) แล้วรวบรวมเงินนำส่งให้กับคนจีนดังกล่าว ตามจุดนัดหมายต่างๆ ได้รับค่าจ้าง 6% โดยทำมาแล้วประมาณ 9 เดือน เฉลี่ยมีการถอนเงินสดสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1-2 ล้านบาท

จากการสืบสวนขยายผลทำให้ทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 17 มี.ค.69 จะมีการถอนเงินที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นเงินที่ได้จากการกระทำความผิด บริเวณห้างสรรพสินค้า ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วางแผนในการเข้าตรวจสอบธุรกรรม

จากนั้นจึงได้มีการเปิดปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 มี.ค.69 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอท. ได้เดินทางไปตรวจสอบบริเวณห้างสรรพสินค้าดังกล่าว แบ่งกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบห้างฯ จนกระทั่ง พบกลุ่มบุคคล โดยมี น.ส.ธณัฐนัน (ผู้ต้องหาที่ 6) ซึ่งเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร เดินทางมากับ น.ส.ศรประภา (ผู้ต้องหาที่ 5) และนายฑิฆาวิน (ผู้ต้องหาที่ 7) ซึ่งทั้ง 3 คนได้นั่งพูดคุยพักคอยอยู่ภายในร้านอาหารในห้างฯ จนถึงช่วงเย็น จากนั้นพบว่า น.ส.ธณัฐนัน (ผู้ต้องหาที่ 6) ได้เดินมุ่งหน้าไปยังสาขาธนาคารเพื่อทำธุรกรรมที่บริเวณเคาน์เตอร์ฝาก-ถอนเงินสด ส่วนนายฑิฆาวิน (ผู้ต้องหาที่ 7) และ น.ส.ศรประภา (ผู้ต้องหาที่ 5) ยังคงเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณโดยรอบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเข้าแสดงตัว ตรวจสอบบุคคล และธุรกรรมดังกล่าว พบว่า บัญชีธนาคารของ น.ส.ธณัฐนัน (ผู้ต้องหาที่ 6) มีการรับเงินต่อเนื่องกันจำนวน 3 ครั้ง เป็นเงินกว่า 1.9 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง

จากการสอบถาม น.ส.ธณัฐนัน (ผู้ต้องหาที่ 6) รับสารภาพว่า มียอดเงินดังกล่าวโอนเข้ามาจริง แต่ไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเงินดังกล่าวไว้ จากการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินข้างต้นกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (War room) ของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ทำให้ทราบข้อมูลผู้ที่โอนเงินมายังบัญชีธนาคารของ น.ส.ธณัฐนัน (ผู้ต้องหาที่ 6) ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจคาดว่าเป็นผู้เสียหายที่ถูกหลอกในคดีฉ้อโกงออนไลน์ 3 ราย จากนั้นจึงได้มีการรีบติดต่อไปยังผู้เสียหายเพื่อแจ้งเหตุ และยับยั้งความเสียหาย พร้อมมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจไปพบผู้เสียหายรายหนึ่ง เพื่อสอบถามรายละเอียด จากสอบถามผู้เสียหายซึ่งเป็นข้าราชการบำนาญ ให้การว่า ถูกมิจฉาชีพหลอกลวงว่าจะได้รับสิทธิ์ในการคุ้มครองปกป้องเงินจากการถูกมิจฉาชีพโทรหลอกลวง โดยมิจฉาชีพได้ขอ Line ของผู้เสียหายไป จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายกรอกข้อมูลส่วนตัว รวมถึงข้อมูลบัญชีธนาคารและจำนวนเงินคงเหลือในบัญชี ก่อนจะหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของ น.ส.ธณัฐนันฯ (ผู้ต้องหาที่ 6) จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เชิญตัวผู้เสียหายมาแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้มีการจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ข้างต้นเนื่องจากได้ร่วมกันก่อเหตุถอนเงินสดที่ได้มาจากการหลอกลวงผู้เสียหาย พร้อมตรวจยึดเงินสดกว่า 1.9 ล้านบาท เป็นของกลางในคดี นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสืบสวนขยายผลยังทราบว่า เงินสดที่ยึดได้จำนวน 1.9 ล้านบาท จะถูกนำส่งให้คนจีนภายในพื้นที่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ในวันที่ 18 มี.ค. 69 เจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนเพื่อทำการจับกุมผู้รับเงิน

ต่อมาจึงมีการเปิดปฏิบัติการ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 69 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำกำลังไปเฝ้าสังเกตการณ์ บริเวณจุดนัดหมายส่งมอบเงิน โดยพบ MR.ZHENG (ผู้ต้องหาที่ 8) สัญชาติจีน เดินทางมายังจุด      นัดหมาย ซึ่งเมื่อสายลับได้ส่งมอบถุงเงินให้กับ MR.ZHENG (ผู้ต้องหาที่ 8) เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้เข้าแสดงตัว    จากการสอบถาม MR.ZHENG (ผู้ต้องหาที่ 8) ยอมรับว่าได้รับการว่าจ้างจากชายสัญชาติจีน (รายเดียวกันกับที่นายอัศนัย ให้การซัดทอดว่าเดินทางมาเพื่อรับเงินดังกล่าวจริง โดยได้รับค่าจ้างจำนวน 10,000 บาท        ทำมาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง แต่จากการตรวจสอบพยานหลักฐานเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของ MR.ZHENG (ผู้ต้องหาที่ 8) โดยเชื่อว่า MR.ZHENG (ผู้ต้องหาที่ 8) เป็นกลุ่มเดียวกันกับชายสัญชาติจีนคนดังกล่าว และได้ร่วมกันกระทำความผิด จากนั้นจึงได้มีการนำตัว MR.ZHENG (ผู้ต้องหาที่ 8) ไปตรวจค้นที่พัก สามารถตรวจยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ได้ทั้งหมด 4 เครื่อง, รถยนต์ 2 คัน, บัตรขาว 8 ใบ

จากการดำเนินการร่วมกับศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ที่ได้มีการประสานงานร่วมกับธนาคารต่างๆ เพื่อยกระดับการปราบปรามสแกมเมอร์ด้วยระบบมอนิเตอร์แบบ Real time ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถเฝ้าระวังบัญชีม้าต้องสงสัย จนสามารถตรวจยึดเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์ มูลค่ามากกว่า 1.9 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ทางเจ้าหน้าที่จะได้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อส่งมอบคืนให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 3 ราย ต่อไป

015

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top