วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569
กฎหมายเกี่ยวกับทางตาบอด
กรณีที่ดินไม่มีทางสัญจรออกสู่ถนนสาธารณะหรือที่เรียกว่าทางตาบอดนั้น ในทางกฎหมาย ได้บัญญัติรับรองสิทธิ์เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเอาไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 (ทางจำเป็น) หากที่ดินถูกล้อมจนไม่มีทางออก หรือมีทางออกแต่ต้องข้ามบึง/ที่ชัน จนเดือดร้อนเกินควร สามารถฟ้องขอเปิดทางผ่านที่ดินข้างเคียงได้
มาตรา 1350 หากที่ดินถูกแบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันจนกลายเป็นที่ดินตาบอด เจ้าของมีสิทธิขอใช้ทางผ่านได้เฉพาะจากที่ดินแปลงที่แบ่งแยกหรือแบ่งโอนกันมาเท่านั้น และมักไม่ต้องเสียค่าทดแทน
รวมทั้งในกฎหมายที่ใกล้เคียงยังมีเรื่องของภาระจำยอม คือ ข้อผูกพันที่ทำให้เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ (เรียกว่า ภารยทรัพย์) ต้องยอมรับกรรมบางอย่างหรือห้ามใช้สิทธิบางประการ เพื่อประโยชน์แก่อสังหาริมทรัพย์อื่น (เรียกว่า สามยทรัพย์) โดยกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1387 - 1401 ซึ่งในส่วนของภาระจำยอมนั้น ครอบคลุมไปถึงที่ดินที่ไม่ใช่ทางตาบอดด้วยซึ่งผู้เขียนตั้งใจจะอธิบายแยกไว้อีก 1 บทความ
ซึ่งเกี่ยวกับการฟ้องคดีที่ดินเกี่ยวกับทางตาบอดนั้น หลักเมื่อที่ดินไม่สามารถมีทางออกสู่สาธารณะได้จะสามารถยื่นฟ้องที่ดินข้างเคียงเพื่อออกสู่ทางสาธารณะได้เสมอ แม้จะทราบอยู่แล้วก่อนรับโอนกรรมสิทธิ์ว่าที่ดินนั้นเป็นทางตาบอดก็ตาม เพียงแต่จะมีความแตกต่างอยู่ 2 กรณีคือเรื่องค่าใช้ที่ดิน หากที่ดินตาบอดจากการแบ่งแยกโอนที่ดินให้ใช้ มาตรา 1350 คือไม่ต้องเสียค่าทดแทน แต่หากตาบอดโดยสภาพมาตั้งแต่ต้นหรือแบ่งแยกแล้วไปผ่านที่ดินคนอื่นที่
ไม่ใช่แปลงที่แบ่งมา ใช้ มาตรา 1349 ต้องเสียค่าทดแทน โดยในส่วนค่าทดแทนนั้นปกติในการพิจารณาคดีศาลจะพิจารณาจาก ราคาเช่าทรัพย์ คำนวณให้สอดคล้องกับปริมาณ จำนวนหรือเนื้อที่ดินที่ถูกใช้
แต่ปัญหาข้อพิพาทใหม่ที่พบเห็นในปัจจุบันกันมากขึ้นคือที่ดินอาจมิใช่ที่ดินตาบอดโดยสภาพ เพียงแต่ช่องทางสัญจรมีขนาดเล็กเป็นลักษณะทางเดินเท้าหรือผ่านเพียงได้แค่รถจักรยานยนต์ ซึ่งภายหลังมีการฟ้องร้องเพื่อเปิดทางขณะที่กว้างขึ้นเพื่อให้รถยนต์สามารถเข้าถึงตัวเจ้าของที่ดินหรือตัวบ้านได้ ซึ่งในช่วงหลังมีแนวข้อพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่ได้พิพากษารับรองสิทธิ์ส่วนนี้เอาไว้อาทิเช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 802/2547 ที่ดินของโจทก์แบ่งแยกออกมาจากที่ดินจำเลย ที่ดินโจทก์มีที่ดินบุคคลอื่นล้อมอยู่ทุกด้าน แม้จะมีทางเดินออกสู่ทางสาธารณะได้ก็ตาม แต่โจทก์ต้องผ่านที่ดินบุคคลอื่นอีกทั้งมีระยะทางไกลและรถยนต์ผ่านไม่ได้ ถือว่าที่ดินโจทก์ถูกที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ ทั้งสภาพบ้านเมืองปัจจุบันใช้รถยนต์เป็นพาหนะจำนวนมากทางที่ใช้เข้าออกสู่ที่ดินไม่ใช่เป็นทางเดินสถานเดียวแต่ต้องให้รถยนต์ผ่านด้วย โจทก์ซื้อที่ดินจากจำเลยประสงค์ใช้เป็นที่ปลูกบ้านและใช้ปลูกพืชผักต้องใช้รถยนต์กระบะผ่านเข้าออกสู่ที่ดิน ทางพิพาทเป็นทางที่ใกล้และสะดวกแก่การเดินทางออกสู่ทางสาธารณะพอแก่ความจำเป็น และเมื่อที่ดินโจทก์แบ่งแยกมาจากที่ดินจำเลย โจทก์มีสิทธิใช้ทางจำเป็นในที่ดินจำเลยได้โดยไม่ต้องใช้ค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1350
036
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี