533.jpg
พบพิรุธไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม! ทีมคลี่คลายกักตุนฯ เร่งแกะรอย GPS รถบรรทุก 1.1 หมื่นคัน

พบพิรุธไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม! ทีมคลี่คลายกักตุนฯ เร่งแกะรอย GPS รถบรรทุก 1.1 หมื่นคัน

วันพุธ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.09 น.

"ทีมคลี่คลายกักตุนน้ำมัน"เร่งแกะรอยเส้นทางรถบรรทุกน้ำมัน 11,067 คัน ตามระบบ GPS หลังพบความผิดปกติไม่ส่งน้ำมันให้ปั๊ม เผยพบความผิดปกติของโรงกลั่น และบ.คลังน้ำมัน"ระยอง-ปทุมธานี" กักตุนน้ำมันและรอขายออกเพื่อเก็งกำไร-บางโรงกลั่นมีสถานีให้บริการน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต ยืนยันพบความผิดซึ่งหน้า ตาม กม.การควบคุมเชื้อเพลิงฯ ระบุบางบริษัทพบการใช้สารเคมีตัวอื่นปะปนในน้ำมันเชื้อเพลิง สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันส่ง lab ตรวจสอบ รอผล 4 วัน กรมธุรกิจพลังงานเร่งขยายผล

8 เมษายน 2569 ที่อาคารกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมด้วย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) , พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. , นายสมชาย รัตนสุภา ผอ.กองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ , นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมกันแถลงผลการเปิดปฏิบัติการสืบสวนสอบสวนคดีการกักตุนน้ำมัน หลังเช้าวันนี้เปิดปฏิบัติการตรวจสอบพื้นที่เป้าหมาย 4 จุด ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน ใน จ.สมุทรสาคร , จ.ระยอง , จ.ปทุมธานี และ จ.พระนครศรีอยุธยา


โดย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เปิดเผยว่า จากข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เราได้ดำเนินการตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทุกระดับตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งดำเนินการโดยดีเอสไอ ส่วนปลายทางดำเนินการโดย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง เป็นผู้ตรวจสอบ และต้องขอบคุณข้อมูลรายละเอียดที่ได้รับการสนับสนุนจากกรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมเจ้าท่า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งในวันนี้ คณะเจ้าหน้าที่ได้มีการเปิดปฏิบัติการ 4 ภารกิจสำคัญ นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.โดยมีการลงพื้นที่ตรวจสอบทั้งใน จ.ระยอง , จ.ปทุมธานี , จ.สมุทรสาคร และ จ.ขอนแก่น ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็พบพฤติการณ์แตกต่างกันออกไป แต่มีลักษณะสุ่มเสี่ยงก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน

รมว.ยุติธรรม ย้ำว่า จากการปฎิบัติภารกิจทั้งสี่พื้นที่เป้าหมายในครั้งนี้ เราจะได้มีการขยายผลต่อไป เพราะว่าพบการกระทำความผิด และข้อสงสัย และจะให้ทุกฝ่ายได้นำเสนอยื่นเอกสารเข้ามาชี้แจงตรวจสอบ ส่วนมาตรการมุ่งเน้นจากนี้ คือ 1.การกวดขันการประวิงเวลาการขนส่งน้ำมันทางทะเลจากโรงกลั่นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังน้ำมันขนาดใหญ่ริมทะเลในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ , จ.สมุทรสาคร , จ.เพชรบุรี , จ.ชุมพร , จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.สงขลา 2.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการประวิงหรือปฏิเสธจำหน่ายน้ำมันจากคลังน้ำมันขนาดใหญ่ไปยังปั๊ม หรือลูกค้าปลายทาง 3.เพิ่มความเข้มงวดกวดขันการขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อทำการกักตุน

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า จากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมัน ตนได้มีการกำหนดเหตุการณ์ 3 เหตุการณ์ (Scenario) คือ 1.การตั้งสมมติฐานว่ามีรถที่รับน้ำมันจากคลังและไม่นำส่งปั๊มน้ำมันว่ามีประมาณกี่คัน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีจำนวน 11,067 คัน โดยดูจากระบบ GPS ซึ่งก็พบว่ามีอยู่ 1 เคส ใน จ.อุดรธานี โดยที่ จ.อุดรธานี ดังกล่าว มีจำนวนทั้งหมด 10 คัน เฉลี่ยรถ 1 คัน บรรทุกน้ำมัน 40,000 ลิตร ซึ่งในรถ 10 คันดังกล่าว ปรากฏว่ามีการติดหน้าปั๊มน้ำมันว่าไม่มีน้ำมัน แต่พบเมื่อช่วงเช้าวันนี้ว่ามีรถ 2 คัน ได้ไปส่งน้ำมันระหว่างทางที่ จ.ขอนแก่น และไปถ่ายให้รถเล็ก ประเด็นนี้จึงเป็นความผิดชัดเจน ซึ่งรองผู้บัญชาการฝ่ายสืบสวนฯ อยู่ระหว่างดำเนินการ 2.เราได้ไปตรวจสอบในพื้นที่ จ.ระยอง ว่ารถที่มีการรับน้ำมันจากคลังแล้วไม่เข้าปั๊ม ก็พบว่าเกิดขึ้นที่ จ.ระยอง โดยพบข้อมูลว่าเป็นคลังน้ำมันที่เคยจดทะเบียนเป็นปั๊มก่อนมีการยกเลิกไป

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวเสริมว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 2 เราพบข้อมูลคลังน้ำมัน จำนวน 92 คลัง โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำมันขาด เราต้องดูว่าคลังน้ำมันไหนไม่ได้มีการจ่ายน้ำมัน และไม่ได้จ่ายน้ำมันในช่วงเวลาใด ซึ่งหากดูจากในกราฟ เราจะเห็นจากปริมาณไฟฟ้าที่มีการใช้ โดยเฉพาะจุดสำคัญอย่างที่ จ.ปทุมธานี เพราะปกติจะมีการใช้ไฟอยู่ที่ 500 กิโลวัตต์ แต่ในวันที่ 9 - 10 มี.ค.69 พบว่ามีการใช้ไฟสูงถึง 1,300 กิโลวัตต์ นอกจากนี้ ยังมีวันที่ 15 - 17 มี.ค.69 ที่ไม่มีการจ่ายกำลังไฟ แต่กลับไม่พบความผิดปกติคือช่วงวันที่ 20 - 25 มี.ค.69 ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำมันราคาขึ้น พบว่าวันที่ 26 มี.ค.69 มันมีการอัดกระแสไฟฟ้าจ่ายน้ำมันจากคลัง สูงถึง 1,600 กิโลวัตต์ แต่พอไปดูน้ำมันคงคลังวันที่ 20 - 25 มี.ค.69 ก็มีคงคลังเบื้องต้นประมาณ 20 ล้านลิตร นี่คือการดูการจ่ายกระแสไฟฟ้าของแต่ละคลัง ทั้งหมด 92 คลัง ซึ่งจะได้นำข้อมูลส่งต่อดีเอสไอต่อไป ว่าการจ่ายไฟมันสอดคล้องกับการรับจ่ายน้ำมันหรือไม่ เพราะในช่วงเช้าวันที่ 26 มี.ค.69 จะมีกระแสไฟฟ้าในการใช้จ่ายน้ำมันในช่วงกลางวัน (สีแดง) แต่พอกลางคืนเป็นสีเขียว ส่วนสีน้ำเงินเป็นช่วงเสาร์อาทิตย์

พล.ต.อ.สำราญ กล่าวอีกว่า ส่วนฉากทัศน์ที่ 3 ราววันที่ 15 - 17 มี.ค.69 เราต้องดูว่ามีปั๊มน้ำมันใดที่ปิดให้บริการ แล้วเเจ้งว่าน้ำมันไม่พอ จึงได้มอบหมายให้ตำรวจในท้องที่ไปสอบถามปั๊มน้ำมันว่ารับมาจากบริษัทใด รถอะไร แล้วเราจึงนำไปดูว่ารถคันนั้นยังมีการวิ่งส่งน้ำมันหรือไม่ จึงพบข้อมูลในส่วนของพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร ที่มีการวิ่งส่งน้ำมันอยู่ แต่รถส่งน้ำมันไม่ได้ส่งให้กับปั๊ม เช่น รถบรรทุกน้ำมันเคยส่งให้กับปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ก็เปลี่ยนเป็นไม่ส่งน้ำมันให้ แม้จะมีรถบรรทุกน้ำมันคอยขนส่งน้ำมันอยู่ก็ตาม

พล.ต.อ.สำราญ เผยว่า สำหรับจำนวนคลังน้ำมันทั้งหมด 92 คลัง ส่วนที่เหลือจากนี้ เราจะเข้าไปดูในทุกปั๊มและทุกคลังน้ำมัน ส่วนรถจำนวน 11,067 คัน ก็ต้องดูว่ามีการนำไปจอดตรงไหนบ้าง ซึ่งต้องไปขยายผลต่อ

ด้าน นายวุฒิทัต ตันติเวสส รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า ในส่วนของพื้นที่ จ.ระยอง เดิมพบว่าเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2543 และเคยมีการจดทะเบียน ก่อนมีการยกเลิกไปในปี 2561 ถึง 2562 โดยประมาณ แต่พอเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ก็จะไม่ได้รับการตรวจสอบตามพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิงฯ แต่เมื่อตรวจสอบที่หน้างานก็พบว่าคลังน้ำมันแห่งนี้ มีการจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันชนิดน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมให้กับลูกค้า ดังนั้น เมื่อเข้าคำว่าจำหน่าย มันก็คือการทำการค้า แต่เงื่อนไขของการเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 จะมีสองเงื่อนไขที่เข้าข่าย คือ 1.ต้องมีปริมาณการค้าประจำปีเกิน 36,000,000 ลิตร (36 ล้านลิตร) และ 2.แต่ถ้าการค้าประจำปีไม่เกิน 36 ล้านลิตร แต่มีสถานที่เก็บน้ำมันเกิน 200,000 ลิตร จะต้องจดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 ซึ่งสถานที่แห่งนี้ได้รับใบอนุญาตคลังน้ำมันเชื้อเพลิงตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ซึ่งนิยามของคลังน้ำมันเชื้อเพลิง จะต้องมีความจุของถังทั้งหมดรวมในสถานที่เกิน 500,000 ลิตร จึงหมายความว่า สถานที่แห่งนี้เข้าข่ายเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 จากการตรวจสอบเบื้องต้นหากมีพฤติกรรมจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงทดแทนอุตสาหกรรมจริง ก็จะมีฐานความผิดกระทำการค้าโดยไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 โดยจะมีโทษตามมาตรา 38 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาทถึง 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกโดยกรมธุรกิจพลังงานต่อเนื่อง

รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ระบุอีกว่า นอกจากนี้ บริษัทดังกล่าวใน จ.ระยอง ยังมีประเด็นที่มีการรับจ้างขนส่ง แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนเป็นผู้ขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามมาตรา 12 จึงมีโทษตามมาตรา 41 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งกรมธุรกิจพลังงานจะได้นำหลักฐานเอกสารไปตรวจสอบขยายอีกครั้ง

สำหรับกรณีพื้นที่ จ.สมุทรสาคร บริษัทดังกล่าวถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 และเป็นโรงกลั่นน้ำมันขนาดเล็ก มีการผลิตน้ำมันจำพวกดีเซลเป็นหลัก ซึ่งจากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เราได้มีการเรียกขอดูใบกำกับการขนส่งเพิ่มเติม และขอข้อมูลการรับจ่ายน้ำมันจากทางบริษัท ซึ่งทางบริษัทก็ให้ความร่วมมือ เพื่อที่เราจะนำไปตรวจสอบความสัมพันธ์ว่าสอดคล้องกับใบกำกับการขนส่ง และการตัดยอดการรับจ่ายตัวน้ำมัน นอกจากนี้ ยังได้ขอข้อมูลการเข้าออกสถานที่ว่ามีรถบรรทุกทะเบียนใดเข้ามามายังบริษัทในช่วงวันเวลาใดบ้าง รวมถึงขอไฟล์กล้องภาพวงจรปิด เพื่อจะได้นำไปเชื่อมโยงข้อมูล ว่ามีการกักตุน หรือประวิง การจำหน่ายน้ำมันหรือไม่

ทั้งนี้ เท่าที่ดูเบื้องต้นก็พบการกระทำความผิดซึ่งหน้า คือ สถานที่แห่งนี้มีสถานีบริการน้ำมันอยู่ภายใน โดยมีถังเก็บดีเซล จำนวน 40,000 ลิตร ที่จะเชื่อมมายังหัวจ่าย 1 หัวจ่าย แต่สถานีบริการแห่งนี้ไม่ได้มีการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ซึ่งดูจากลักษณะสถานที่แล้วเข้าข่ายเป็นสถานีให้บริการประเภท ค. ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ เพราะตัวสถานที่อย่างนี้ถือเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 อย่างไรก็จะต้องมีการแจ้ง เพราะเขามีสถานีให้บริการน้ำมันอยู่ภายใน แต่เขากลับไม่ได้แจ้งรายละเอียดดังกล่าว ดังนั้น ไม่ได้มีการขออนุญาตตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ ก็จะมีความผิดประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยได้รับใบอนุญาต จะมีความผิดตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิงฯ มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนกรณีการเป็นผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 10 แล้วไม่ได้แจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมว่ามีปั๊มน้ำมันอยู่ในสถานที่ จะมีความผิดตามมาตรา 14 โดยมีบทลงโทษตามมาตรา 40 ปรับไม่เกิน 50,000 บาท

และนอกจากนี้ ยังเจอความผิดซึ่งหน้าอีกลักษณะหนึ่ง คือ ในสถานที่แห่งนี้มีหลายแทงค์พอสมควร โดยเฉพาะกรณีการเจอแทงค์ประเภท T12 ซึ่งบริษัทฯ ได้มีการแจ้งกับกรมธุรกิจพลังงาน ว่ามีใบอนุญาตด้านความปลอดภัย ว่ามีการเก็บน้ำมันดิบ แต่กลับเอามาเก็บเป็นน้ำมันดีเซล โดยที่ไม่ได้แจ้งเหตุเปลี่ยนแปลง จึงจะมีฐานความผิดไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงฯ ที่ออกตามมาตรา 7 ตามมาตรา 66 ระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อนึ่ง เรายังมีการสุ่มตรวจเก็บตัวอย่างน้ำมันดีเซล ไม่ว่าจะเป็นตัวน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ซึ่งบริษัทแห่งนี้มีการผลิตน้ำมันดีเซลออกจากหอกลั่นก็จริง แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งออก โดยหลักคือส่งออกไปยังประเทศเมียนมาร์ ซึ่งมันก็สามารถทำได้ แต่เพียงแค่ว่าบริษัทไม่ได้มีการส่งตลอด และอีกอย่างคือเราได้มีการตรวจเก็บตัวอย่างน้ำมัน B7 ที่มีการนำไปทำเป็นสถานีให้บริการปั๊มน้ำมัน เราได้มีการเก็บตัวอย่างเข้าห้องแล็บ (Lab) ซึ่งผลตรวจจะแล้วเสร็จ ทราบผลประมาณ 3 - 4 วัน

ส่วน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ กล่าวว่า สำหรับข้อสังเกตในกรณีพื้นที่จังหวัดระยอง ที่รถขนส่งน้ำมันไม่ได้เข้าปั๊มน้ำมัน และอ้างว่าน้ำมันหมด หรือในกรณีของพื้นที่จังหวัดปทุมธานีที่มีการจ่ายไฟสูงผิดปกติ แต่กลับสอดคล้องกับปริมาณน้ำมัน เพราะว่าเมื่อไม่มีการใช้ไฟฟ้า ก็คือการไม่ได้ขายน้ำมัน แต่เมื่อใช้ไฟฟ้ามากก็สอดคล้องกับปริมาณน้ำมันที่ขายออกไป และเป็นช่วงที่น้ำมันราคาขึ้น ส่วนกรณีของวันที่ 15 - 17 มี.ค.69 ที่ จ.สมุทรสาคร พบว่าปั๊มไม่มีน้ำมัน แต่น้ำมันมีการส่งออกจากคลังน้ำมัน ฉะนั้น ทั้งหมดทุกกรณีจึงอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ และนอกจากความผิดตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้นำเรียนแล้ว ตัวกฎหมายยังมีการห้ามผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใดโดยจงใจทำให้ราคาต่ำหรือสูงเกินสมควร ซึ่งเราก็ต้องไล่ตรวจสอบย้อนหลังว่าในช่วงที่มีการกักเก็บน้ำมันไว้ มีช่วงไหนที่ตรงตอนราคาน้ำมันต่ำ เพื่อรอให้ราคาน้ำมันขึ้นแล้วจำหน่ายหรือไม่ ทั้งนี้ ทุกพฤติการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบจะมีการนำเสนอเข้าบอร์ดคณะกรรมการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสอบสวนเป็นคดีพิเศษในวันพฤหัสบดีที่ 9 มี.ค.69 ซึ่งก็ต้องรอดูมติของบอร์ดว่าจะพิจารณารับเป็นคดีพิเศษโดยครอบคลุมในทุกพฤติกรรมหรือไม่ แต่เราจะเน้นว่ามันต้องเป็นพฤติกรรมทางคดีที่ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบเดือดร้อนจากการไม่มีน้ำมันใช้เป็นหลัก

ขณะที่ นายสมชาย รัตนสุภา ผอ.กองตรวจสอบและปฏิบัติการ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เผยว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ ได้ครอบคลุมไปถึงกรณีการประวิงเวลาไม่จำหน่าย ไม่เสนอสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย ซึ่งก็เป็นความผิดในกฎหมายฉบับดังกล่าว ซึ่งกรมการค้าภายในจะนำเอาพยานหลักฐานทั้งหมดนี้พิจารณาว่าเป็นการเข้าข่ายการประวิงการจำหน่ายสินค้าควบคุม ให้เป็นประเด็นต่อเนื่องในการตรวจสอบต่อไป

จากนั้นเข้าสู่ช่วงการถามตอบของสื่อมวลชน โดยเมื่อสอบถามจากการตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมันครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน พบปริมาณน้ำมันหายไปเท่าใด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอบว่า ตนขอใช้เวลารวบรวมรายละเอียดข้อมูลก่อน เนื่องด้วยจำนวนปริมาณน้ำมันมีข้อมูลมาจากหลายส่วนหลายหน่วยงาน จึงขอรอยืนยันความชัดเจนตัวเลขตรงอีกครั้ง เช่น ในส่วนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี  เจ้าหน้าที่ก็อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมถึงภารกิจ 4 พื้นที่เป้าหมายในวันนี้ด้วย

เมื่อถามว่า กรณีที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ให้สัมภาษณ์ว่ามีการจัดเตรียมชุดสุดซอย เพื่อที่จะช่วยสำรวจเรื่องการกักตุนน้ำมัน และปัญหาการขาดแคนน้ำมัน ได้มีการประสานข้อมูลหรือร่วมกันวางแผนกับกระทรวงยุติธรรมอย่างไรหรือไม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชี้แจงว่า ตนทราบในเรื่องของทีมชุดสุดซอยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งน่าจะมีการประสานข้อมูลกันเข้ามาหลังจากนี้ แต่เบื้องต้นตอนนี้ยังไม่ได้มีการประสานแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม เรื่องการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันเราได้ดำเนินการมาหลายวันแล้ว และในมิติของเราคือการเน้นปราบปรามการกักตุนน้ำมัน และเชื่อว่ากรมธุรกิจพลังงานก็จะทำงานในมิติอื่นเพิ่มเติมด้วย อย่างไรคงได้ประสานแนวทางการปฏิบัติงานร่วมกันอีกครั้ง

ขณะที่ รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวเสริมว่า ทีมชุดสุดซอยได้มีการประสานงานมายังตนแล้ววานนี้ จึงได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบใน จ.สมุทรสาคร เมื่อเช้านี้

เมื่อถามว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบเป้าหมาย 4 จุดในวันนี้ พบบางจุดหรือไม่ที่มีการใช้สารเคมีประเภทอื่นปะปนในน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นการใช้น้ำมันของประชาชนในช่วงวิกฤติขาดแคลน โดยรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงว่า จุดที่น่าสนใจคือจุดที่ จ.สมุทรสาคร ส่วนผลตรวจออกมาจะเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากมีความคืบหน้าอย่างไรทางกรมธุรกิจพลังงานจะมีคำอธิบายต่อไป

ต่อข้อถามกรณีที่ ศรชล.ตรวจพบเรื่องการขนถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ (Ship to ship) ความคืบหน้าเรื่องเส้นทางการเดินเรืออย่างไรหรือไม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ทาง ศรชล.นั้น ทางดีเอสไอได้มีการประสานงานร่วมกันต่อเนื่อง อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล ตามที่มีการตั้งวอร์รูมไว้ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ซึ่ง ศรชล.มีข้อมูลจำนวนเรือที่พบความผิดปกติว่ามีปลายทางไปที่ไหนบ้าง แต่ขอให้ดำเนินการตรวจสอบอีกสักระยะ เพื่อที่จะได้ตัวเลขเป็นทางการ ส่วนปลายทางของน้ำมันที่สูญหายกลางทะเล ไปพบที่ใดบ้างนั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ เพราะตามข้อเท็จจริง ตั้งแต่กลางเดือน มี.ค.บริษัท IRPC ได้มีการเลือกผลิตน้ำมันเขียว ที่ใช้สำหรับการประมง ประมาณวันละ 1.5 ล้านลิตร ซึ่งก็เชื่อว่าน้ำมันที่หายไป ก็คงจะต้องเข้าไปยังหลายภาคส่วนทั้งภาคอุตสาหกรรม และการประมง และการเกษตร แต่ตัวเลขที่ชัดเจนขอเวลารวบรวมอีกครั้ง

ต่อข้อถามกรณีที่พบเที่ยวเรือที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันหายกลางทะเล จากเดิมจำนวน 96 เที่ยว ไปเป็น 99 เที่ยว มีความคืบหน้าอย่างไรบ้าง และพบความผิดปกติของเที่ยวเรือเส้นทางการเดินเรืออย่างไร มีการชะลอกลางทะเลหรือไม่ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ตอบว่า 99 เที่ยวเรือดังกล่าวคือจำนวนเที่ยวเรือทั้งหมด ซึ่งก็มีบางลำที่วิ่งหลายเที่ยว โดยส่วนใหญ่เป็นเรือที่ออกจากโรงกลั่นน้ำมันไปยังปลายทาง ส่วนจะมีความผิดปกติมากน้อยเพียงใด ขอเวลาในการตรวจสอบก่อน เกรงว่าชี้แจงไปตอนนี้จะมีความคลาดเคลื่อนได้ เพราะมันอาจมีตัวเลขเพิ่มขึ้น จึงอยากขอข้อมูลให้มีความชัดเจนก่อน แต่ยืนยันในตอนนี้ได้ว่ามีจำนวนเรือบางส่วน ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เราอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบ ซึ่งเรือทั้งหมดที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เราจะนำเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบจริงจัง

รมว.ยุติธรรม ย้ำว่า จะตรวจสอบในทุกมิติ ตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงผู้ให้บริการสถานีปั๊มน้ำมัน หากพบจุดไหนที่ดำเนินการผิดกฎหมาย จากกฎหมายฉบับใด เราจะดำเนินการโดยเคร่งครัด แต่เบื้องต้นที่ผ่านมา ในส่วนของโรงกลั่นเรายังไม่พบการกระทำผิด แต่ในวันนี้ 3 ข้อสงสัย ที่รอง ผบ.ตร.ได้มีการตั้งไว้ ก็มีรวมกันขนาดย่อมเข้ามาเกี่ยวข้อง หากมีการดำเนินการที่ผิดกฎหมาย ก็จะดำเนินการอย่างเต็มที่

ขณะที่ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังย้ำว่า การเปิดปฏิบัติการวันนี้ มันเกิดจากการกำหนดฉากกระทัศน์ไว้ทั้งสิ้น 3 เหตุการณ์ โดยยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ที่ 1 เจ้าหน้าที่เจอกรณีความผิดปกติ 2 จังหวัด คือที่ จ.อุดรธานี และ จ.ระยอง

ทั้งนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปิดท้ายว่า ในวันพฤหัสบดีที่ 9 มี.ค.69 เราจะได้มีการประมวลเรื่องเสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อขอรับไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยเน้นในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตปัญหาขาดแคลนน้ำมัน โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนมีนาคมเป็นต้นไป และจะได้หารือในที่ประชุมว่าจะรับเป็นคดีพิเศษโดยครอบคลุมเหตุการณ์การกักตุนน้ำมันใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วก็เป็นกรณีที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนทั้งหมด ซึ่งเราจะดำเนินคดีกับกลุ่มที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน จากการกักตุนน้ำมัน โดยเบื้องต้นจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยสินค้าและบริการฯ แต่อาจมีความผิดฐานย่อยอื่นอีก ส่วนเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอั้งยี่ - ฟอกเงิน จะยังไม่ได้มีการนำเสนอเข้าที่ประชุม แต่หากสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษแล้ว และพบการกระทำความผิดเข้าข่ายกฎหมายดังกล่าวในภายหลัง เราสามารถอนุมัติสอบสวนเป็นเรื่องต่อเนื่องเกี่ยวพันได้ ส่วนกรณีพฤติกรรมผิดปกติของโรงกลั่น หากพบพฤติกรรมที่เข้าข่าย ก็จะต้องตรวจสอบเช่นเดียวกัน แต่ตนคงไม่ไปคาดการณ์ล่วงหน้า

- 006

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

494.gif

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top