วันพุธ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569
มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ (มพก.) ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่าย จัดอบรม “นักสื่อสารสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติคนพิการ” รุ่นที่ 1 (ตามโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น สู่การเป็นนักสื่อสารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อการผลิตสื่อสร้างสรรค์และการสื่อสารเชิงรุกที่เข้าถึงสิทธิสุขภาพอย่างถ้วนหน้า) ณ ห้องประชุมสุนทรี ชั้น 3 อาคาร มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ
อธิปัตย์ บุญเลี้ยง คนพิการทางการได้ยินที่ได้เข้าร่วมอบรมฯ เพื่อร่วมเผยแพร่และสร้างความเข้าใจในข้อมูลหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ให้กับกลุ่มคนพิการทางการได้ยิน กล่าวว่า การเข้ามารับการอบรมและอาสาในการสื่อสารในสิทธิบัตรทอง เนื่องจากยังมีคนหูหนวกจำนวนมาก ไม่ทราบถึงสิทธิการรักษาพยาบาลของตนเอง ทำให้หลายคนต้องสำรองจ่ายค่ารักษาไปก่อน หรือในบางกรณีไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ แม้ว่าทาง สปสช. จะได้บรรจุสิทธิประโยชน์ไว้ ดังนั้นเมื่อมีรุ่นพี่มาชักชวนจึงเข้ามาร่วมรับการอบรมเพื่อทำหน้าที่เป็นสื่อกลางไปยังกลุ่มคนหูหนวกดัวยกัน เพื่อเข้าถึงสิทธิบริการสุขภาพได้อย่างเท่าเทียมเหมือนคนปกติอื่นๆ ทั่วไป
ทั้งนี้ อุปสรรคสำคัญในการเข้ารับบริการที่โรงพยาบาลว่า ปัญหาหลักสำคัญคือเรื่องการสื่อสาร เนื่องจากคำศัพท์ทางการแพทย์เป็นคำเฉพาะที่เข้าใจยาก และบางคำไม่มีภาษามือรองรับโดยตรง จึงเสี่ยงต่อการสื่อสารที่ผิดพลาด การมีล่ามภาษามือเข้ามาช่วยอธิบายขั้นตอนการรักษาและคำศัพท์เฉพาะทางจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลังจากเข้าอบรม ตั้งใจที่จะผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบวิดีโอ เพื่อให้เพื่อนผู้พิการทางการได้ยินทั่วประเทศ เข้าถึงข้อมูลสิทธิบัตรทองและข้อมูลจาก สปสช. ได้อย่างสะดวกและง่ายที่สุด
“โครงการนี้ถือเป็นความร่วมมือแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับกลุ่มคนหูหนวกอย่างพวกเรา ในเรื่องของความรู้เกี่ยวกับการรักษาสิทธิรักษาพยาบาลและบริการสุขภาพต่างๆ เชื่อมั่นว่าจุดเริ่มต้นในวันนี้ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ผู้พิการทางการได้ยิน สามารถเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา” อธิปัตย์ กล่าว
.jpg)
ปนัดดา ประสิทธิเมกุล กรรมการมูลนิธิเพื่อเด็กพิการ กล่าวว่า ที่มาของโครงการนี้ เริ่มจากการดำเนินโครงการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมการเปิดรับสื่อของคนพิการทางการได้ยินและทางการเห็น เพื่อการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งได้ค้นพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ที่สำคัญเกี่ยวกับรูปแบบสื่อเฉพาะของคนพิการ เนื่องจากผลสำรวจพบว่าแม้คนหูหนวกส่วนใหญ่จะเคยเห็นข้อมูล สปสช. ผ่านสื่อต่างๆ แต่ยังไม่เข้าใจความหมายที่ชัดเจน โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหล่านี้ เข้าถึงคนหูหนวกทั่วประเทศได้อย่างครอบคลุม ผ่านช่องทางที่ใช้งานเป็นประจำ อย่างสื่อออนไลน์ทั้ง Facebook และ TikTok เป็นต้น
ทั้งนี้ อุปกรณ์สำหรับผู้พิการทางการได้ยินภายใต้ระบบบัตรทองที่ให้ความคุ้มครอง ได้แก่ 1.เครื่องช่วยฟังแบบกล่องระบบดิจิทัลและระบบแอนาล็อก ใช้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้มือในการควบคุมปุ่มต่างๆ และมีความผิดปกติของใบหู 2.เครื่องช่วยฟังแบบกัดหลังใบหูระบบดิจิทัล ใช้กับเด็กทุกวัยที่มีการสูญเสียการได้ยินระดับน้อยถึงรุนแรงมาก 3.เครื่องช่วยฟังแบบใส่ในช่องหูระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีกิจกรรมมากและผู้ที่ไม่มีปัญหาในการใช้มือ และ 4.เครื่องช่วยฟังแบบนำเสียงผ่านกระดูกแบบหูเดียวระบบดิจิทัล ใช้กับผู้ที่มีการสูญเสียการได้ยินแบบทางนำเสียงบกพร่อง ซึ่งไม่สามารถใช้เครื่องช่วยฟังแบบอื่นได้ เช่น มีการติดเชื้อที่หู หรือน้ำหนวกเรื้อรัง
นอกจากนี้ ยังมีโครงการสนับสนุนบริการรับ–ส่งผู้ป่วยสำหรับผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทางเข้ารับบริการสาธารณสุข ครอบคลุมผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ป่วยที่มีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยต้องเป็นหน่วยบริการในระบบ สปสช. และสำหรับผู้มีสัญชาติไทยที่มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ทุกสิทธิการรักษาผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านไลน์ @ZENDAI เมนู “ลงทะเบียนรับสิทธิ” หรือโทรสายด่วน สปสช. 1330 โดยสามารถจองใช้บริการรถรับ–ส่งได้ ไม่เกิน 22 เที่ยวต่อคนต่อปี
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี