วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569
“รองนายกฯ ยศชนัน” เดินหน้าปฏิรูปการศึกษา รวมฉันทามติทุกภาคส่วน ดัน พ.ร.บ.การศึกษาใหม่ สร้างคนทันโลก
วันที่ 27 เม.ย. 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม MOE Human Capital Blueprint Workshop "การออกแบบสถาปัตยกรรมการศึกษาไทยและทุนมนุษย์" ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. พร้อมผู้บริหารระดับสูง ศธ. ตลอดจนผู้บริหารภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม เข้าร่วม
ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมทำงานกับทุกภาคส่วน ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการบูรณาการการทำงานด้านการศึกษา เพราะ "การศึกษาเป็นเรื่องที่เราอยากจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง" ซึ่งโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว องค์ความรู้ที่เคยเรียนมา เช่น ด้านคอมพิวเตอร์หรือภาษาคอมพิวเตอร์ อาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่เพียง "เทคโนโลยี" แต่คือ "การให้คุณค่ากับคน" และการพัฒนาศักยภาพของคนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมการ Reskill และ Upskill เพื่อให้สามารถปรับตัวและรองรับการเปลี่ยนแปลง

สำหรับการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่ใช้ระยะเวลาเป็นรอบ 3 ปี หรือ 5 ปี อาจไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และอาจจะช้าไปสำหรับเด็กคนหนึ่งที่จะปรับตัว เวทีในวันนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายสำคัญในการสร้างฉันทามติร่วมกันจากทุกภาคส่วน แม้จะมีความเห็นที่แตกต่าง โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ แต่ทุกความคิดเห็นมีคุณค่าและจำเป็นต้องรับฟัง เพื่อเติมเต็มสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประเทศ
โดยกระทรวงศึกษาธิการจะทำหน้าที่เป็นผู้รวบรวมและพื้นที่กลาง ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น มีสิทธิออกเสียงต่าง ๆ ได้ ทั้งในมิติของผู้เรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยได้นำข้อมูลจากอดีตมาประมวลผล และจัดกระบวนการเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เพื่อร่วมกันหาแนวทางที่เหมาะสม ตลอดจนบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และในส่วนของกรอบระยะเวลาในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด
ในส่วนของทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์นั้น ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวของคนไทยให้พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใดขึ้นก็ตาม โดยต้องเริ่มตั้งแต่การวางรากฐานที่สำคัญในช่วงปฐมวัย โดยเฉพาะทักษะด้านภาษา การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการส่งเสริมโอกาสให้คนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
การเริ่มต้นทำตามความฝันโดยไม่จำเป็นต้องยึดโยงกับกรอบเดิม เป็นแนวคิดสำคัญของการจัดการศึกษาในยุคใหม่ เด็กทุกคนควรมีโอกาสเลือกเส้นทางการเรียนตามที่ต้องการ โดยต้องคำนึงด้วยว่าผู้เรียนในแต่ละพื้นที่อาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน ดังนั้น การพัฒนาการศึกษาจึงควรมุ่งเน้นที่ "ผลลัพธ์ของผู้เรียน" มากกว่าการยึดติดกับชื่อเสียงของสถานศึกษาเพียงอย่างเดียว

ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า จากผลการประเมิน PISA 2022 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 81 ประเทศ และมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม OECD ในทุกด้าน ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนว่าเด็กไทยขาดศักยภาพ แต่สะท้อนให้เห็นว่า "สถาปัตยกรรมของระบบการศึกษา" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่สามารถปลดล็อกศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าครูไทยจะมีความมุ่งมั่นและทุ่มเทอย่างมาก แต่ในทางปฏิบัติกลับต้องใช้เวลาเกือบครึ่งหนึ่งไปกับภาระงานเอกสารและกระบวนการประเมินต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน ในมิติของตลาดแรงงาน โลกมีการ Reskill อย่างต่อเนื่องในรอบระยะเวลาเพียง 3 ปี แต่แรงงานไทยกว่าครึ่งยังอยู่นอกระบบการพัฒนาทักษะ อีกทั้งยังมีผู้เรียนจำนวนไม่น้อยที่สามารถทำงานและมีรายได้แล้ว แต่กลับไม่ได้รับการรับรองคุณวุฒิจากระบบการศึกษา เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย แม้แนวคิดเรื่องระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเรียนรู้ตลอดชีวิตจะถูกกล่าวถึงมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมและเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ
ปัญหาเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นข้อจำกัดของระบบที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข "การพัฒนาทุนมนุษย์" หมายถึงการสร้าง "พลเมืองคุณภาพ" ที่มีความรอบด้าน สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ มีศักยภาพในการทำงานและสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ และมีความเชื่อมั่นในตนเองว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด
กระทรวงศึกษาธิการจะจัดเวทีในลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการรับฟัง แลกเปลี่ยน และวิพากษ์แนวคิดอย่างสร้างสรรค์ โดยมุ่งเปลี่ยนข้อสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงานให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและกฎหมายที่เป็นรูปธรรม ซึ่งวันนี้เราแบ่งการระดมสมองออกเป็น 5 ภารกิจยุทธศาสตร์ ได้แก่
1. การเพิ่มความคล่องตัวให้สถานศึกษา : เราจะกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่และโรงเรียนบริหารงบประมาณและทรัพยากรได้เองอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
2. การเรียนรู้ไร้รอยต่อ : เราจะทำให้ระบบสะสมหน่วยกิต (Credit Bank) และการเทียบโอนทักษะ เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร
3. คืนเวลาให้ครู : เราจะดึงงานเอกสารออกจากครูและแยกงานบริการอาหารกลางวันออกจากงานสอนได้อย่างไร
4. สถานศึกษาปลอดภัย : เราจะสร้างกลไกคุ้มครองสิทธิที่เป็นอิสระได้อย่างไร
5. สถาปัตยกรรมวิชาชีพครูยุคใหม่ : เราจะสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งเข้ามาเป็นโค้ชให้เด็กไทยได้อย่างไร

ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง คือ การกำหนดนโยบายจากส่วนกลาง (โต๊ะรัฐมนตรี ศธ.) แล้วถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติ ซึ่งมักจะไปไม่ถึงห้องเรียน กับอีกแนวทางหนึ่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานจริง ผู้บริหารสถานศึกษา และภาคีเครือข่าย เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ซึ่งเป็นแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการเลือกใช้ในครั้งนี้ โดยข้อมูลและประเด็นปัญหาที่นำมาพิจารณา ล้วนมาจากการมีส่วนร่วมของเครือข่ายภาคการศึกษา อาทิ Inskru เครือข่าย Thailand Education Partnership (TEP) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) รวมถึงเสียงสะท้อนจากครู นักเรียน และผู้ปกครองทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด "All for Education" หรือ "ปวงชนเพื่อการศึกษา"
ขณะที่ นายอัครนันท์ กล่าวด้วยว่า ขอเน้นย้ำถึง "ฐานราก" ที่สำคัญยิ่งของสถาปัตยกรรมทุนมนุษย์ของประเทศ นั่นคือ "ความปลอดภัยและสิทธิของเด็กนักเรียน" เราทุกคนทราบดีว่าต่อให้เรามีหลักสูตรที่ทันสมัย หรือมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเพียงใด แต่หากเด็กนักเรียนยังต้องเดินเข้าโรงเรียนด้วยความหวาดกลัว หากเขายังถูกละเมิดสิทธิ ถูกบูลลี่ หรือรู้สึกว่าไม่มีใครรับฟังเมื่อเกิดภัย การพัฒนาทุนมนุษย์ย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โรงเรียนต้องไม่ใช่แค่สถานที่ให้ความรู้ แต่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เอื้อต่อการดูแลและคุ้มครองเด็กนักเรียนทุกคนอย่างเหมาะสมและทั่วถึง
หน้าที่ของพวกเราในฐานะผู้บริหาร ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดระเบียบเท่านั้น ยังรวมถึงการพัฒนากลไกคุ้มครองสิทธิ ที่สามารถนำไปใช้ มีความชัดเจน และที่สำคัญคือ "สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อย่างแท้จริง" สำหรับเด็กนักเรียน โดยดำเนินการด้วยความโปร่งใส คำนึงถึงประโยชน์ของเด็กเป็นสำคัญ และหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจหรือการปกปิดข้อมูลที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่น
สำหรับกิจกรรม Workshop ในวันนี้ โดยเฉพาะกิจกรรมภารกิจที่ 4 ขอฝากความหวังในการร่วมกันออกแบบ “ระบบคุ้มครองสิทธิและระบบร้องเรียนการละเมิดสิทธิ” ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาใช้รับเรื่องร้องเรียนโดยตรง เพื่อเป็นการคุ้มครองและปกป้องสิทธิของเด็ก รวมทั้งครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเพื่อให้เด็กและครู รวมทั้งบุคลากรทางการศึกษา ที่ถูกละเมิดสิทธิสามารถเข้าถึงระบบการร้องเรียนนี้ได้ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ เราต้องการเปลี่ยนโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ที่เด็กไทยเติบโตได้อย่างสง่างาม มีศักดิ์ศรี และได้รับการคุ้มครองสิทธิในฐานะมนุษย์อย่างเต็มภาคภูมิ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี