533.jpg
ทีมสุดซอย หอบหลักฐานร้อง ดีเอสไอ ฟันผู้ค้าน้ำมัน 6 ราย ปมใบขนส่งน้ำมันทางเรือผิดปกติ 166 ใบ

ทีมสุดซอย หอบหลักฐานร้อง ดีเอสไอ ฟันผู้ค้าน้ำมัน 6 ราย ปมใบขนส่งน้ำมันทางเรือผิดปกติ 166 ใบ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.15 น.

“ฐิติภัสร์ ชุดสุดซอย“ พร้อมทีมกฎหมาย หอบหลักฐานเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือ กว่า 166 ฉบับ ของคลังน้ำมัน 6 แห่งใน จ.ระยองและชลบุรี ร้อง “DSI" ดำเนินคดีเอาผิด เหตุส่อปิดบังรายละเอียดสำคัญช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ถนนแจ้ง วัฒนะ กรุงเทพฯ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต สส.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน(ทีมชุดสุดซอย) พร้อมด้วยทีมฝ่ายกฎหมาย ร่วมกันนำเอาเอกสารใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือที่พบความผิดปกติ ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 เข้ามอบให้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยมี พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พ.ต.ต.เกรียงไกร สืบสัมพันธ์ ผู้อำนวยการกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พ.ต.ท.เสกสรร ศรีตุลาการ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าศูนย์การดําเนินคดีเกี่ยวกับน้ํามันเชื้อเพลิง เป็นผู้แทนรับมอบ


โดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ อดีต สส.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน(ทีมชุดสุดซอย) เปิดเผยว่า วันนี้ตนพร้อมด้วยทีมงานฝ่ายกฎหมายของกรมธุรกิจพลังงาน ได้นำเอกสารเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับดีเอสไอ เพราะทราบว่าดีเอสไอได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องเรือบรรทุกน้ำมัน แต่ในการขยายผลและตรวจสอบภายในของกระทรวงพลัง งานนั้น เราก็ได้นำใบขนส่งน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 มาตรวจสอบ โดยเฉพาะใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ ในช่วงเดือน มี.ค.69 จำนวน 166 ฉบับ ซึ่งเป็นของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 จำนวนทั้งสิ้น 6 ราย ที่ไม่เป็นไปตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่อง กำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นความผิดตามกฎหมาย โดยมีอัตราโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม ใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือเหล่านี้ เป็นใบกำกับการขนส่งทางเรือฯจากบริษัทคลังน้ำมันที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรี โดยน้ำมันเหล่านี้จะขนส่งทางเรือไปยังปลายทางคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร และสงขลา แต่เมื่อใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 166 ฉบับ ไม่เป็นไปตามประกาศฯ จึงเป็นความผิดตามกฎหมายที่เราต้องร้องทุกข์กล่าวโทษในวันนี้ คือ พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ทั้งนี้ ส่วนการดำเนินการเชิงลึกต่าง ๆ ก็เป็นส่วนของกระทรวงยุติธรรม และดีเอสไอดำเนินการขยายผลต่อไป

น.ส.ฐิติภัสร์ เผยอีกว่า ความผิดปกติของใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือทั้ง 166 ฉบับดังกล่าว ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องกำหนดวิธีการและเงื่อนไขในการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 นั้น ใน 1 ใบขนส่ง จะต้องประกอบไปด้วยรายละเอียด 8 หัวข้อสำคัญ คือ 1.ชื่อผู้ค้าน้ำมันที่จ่ายและสถานที่จ่ายต้นทาง 2.วันที่ออกและเลขที่ใบกำกับการขนส่ง 3.ชื่อผู้รับและสถานที่ส่งมอบปลายทาง 4.ชื่อและที่อยู่ของผู้ขนส่ง 5.เลขทะเบียนพาหนะที่ใช้ขนส่ง ในกรณีขนส่งทางเรือให้ระบุชื่อเรือที่ใช้ในการขนส่ง 6.วันที่ออกเดินทางจากสถานที่จ่ายต้นทาง 7.ชนิดและปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขนส่ง และ 8.ระบุหมายเลขประจำตรา (SEAL) หรือรหัส ELECTRONIC SEAL หรือระบบที่ใช้ในการควบคุมและติดตามยานพาหนะในการขนส่ง ซึ่งปรากฏว่าในใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง บางใบข้อมูลไม่ครบถ้วน อาทิ ขาดการระบุวันที่ออกใบกำกับการขนส่งทางเรือ หรือไม่ระบุถึงหมายเลขประจำตราซีลนัมเบอร์เรือ หรือไม่ระบุเรือ หรือไม่ระบุต้นทางที่ไปรับน้ำมันออกมา เป็นต้น ดังนั้น เมื่อไม่ครบถ้วน เราก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนจะเป็นการปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ ต้องให้ดีเอสไอไปสืบสวนสอบสวนขยายผล

น.ส.ฐิติภัสร์ เผยต่อว่า ปลายทางของน้ำมันเหล่านี้ตามใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือ บางส่วนก็พบความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริษัทคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีตามที่ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนอยู่ในปัจจุบัน อนึ่ง จะมีปริมาณน้ำมันเข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนเท่าไรนั้น ขอให้เป็นการสืบสวนสอบสวนขยายผลของดีเอสไอต่อไป เพราะอย่างไรแล้วคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมันเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ และมีความซับซ้อนจากเส้นทางเดินเรือ ตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงคลังน้ำมันที่สุราษฎร์ธานี และจากคลังน้ำมันที่สุราษฎร์ธานีไปยังสถานีบริการน้ำมันอีก ฉะนั้น ดีเอสไอจะให้ข้อมูลได้ชัดเจนกว่า

น.ส.ฐิติภัสร์ เผยด้วยว่า ก่อนหน้าจะเกิดวิกฤตพลังงานน้ำมันขาดแคลน เราต้องเรียนตามตรงว่ากระทรวงพลังงานอาจจะไม่ได้มีการกำกับหรือติดตามในส่วนของบริษัทคลังน้ำมัน 6 แห่งเหล่านี้อย่างเข้มข้น

ด้าน ผู้แทนกรมธุรกิจพลังงาน ฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่าสำหรับเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายได้กำหนดให้ผู้จำหน่าย คือ โรงกลั่นที่มีการจำหน่ายน้ำมันออกไปจากคลังตัวเอง ต้องเป็นผู้จัดทำใบกำกับการขนส่ง และต้องส่งไปพร้อมกับยานพาหนะ ดังนั้น กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าจะต้องส่งกลับมา ฉะนั้น จึงไม่ใช่ว่าเราละเลย เพราะกรณีที่กฎหมายเขียนไว้ว่า “ต้องมีการเก็บไว้อย่างน้อย 60 วัน”

ขณะที่ น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวเสริมว่า ประกาศของกรมธุรกิจพลังงานฯ ให้นึกถึงกระบวน การเวลาที่เราจะเอาน้ำมันออกจากผู้ค้ารายหนึ่งไปสู่ผู้รับซื้อจะต้องมีใบกำกับการขนส่ง ไม่ว่าขนส่งทางเรือหรือรถก็ตาม และตามหลักการแล้ว เมื่อมีการซื้อขายกันแล้ว ทางฝั่งผู้ซื้อและผู้ขายต้องเก็บเอกสารไว้ 60 วัน หากเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยหรือมีข้อพิรุธก็สามารถเรียกขอตรวจสอบได้ ซึ่งเราก็ตามความปกติในเรื่องของการกักตุนน้ำมัน จึงมีการเอาข้อมูลเรื่องใบกำกับการขนส่งน้ำมันมาตรวจสอบ ส่วนจะเชื่อมโยงกับการประวิงเวลากักตุนน้ำมันหรือไม่นั้น บางใบเอกสารต้องยอมรับว่ามี ซึ่งก็เห็นว่าบางใบเอกสารก็มีการขนส่งน้ำมันที่นานผิดปกติประมาณ 2-3 วัน โดยเฉพาะในช่วงเดือน มี.ค.69 ทั้งนี้ กรณีหากพบคนกระทำความผิดในการกักตุนน้ำมันจริง จนมีผลต่อการต้องนำเอาเงินอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปใช้อุดหนุน ทำให้ประชาชนเสียหาย และต้องมีการเรียกคืนเงินชดเชยเหล่านั้นก็ขอให้เป็นไปตามนโยบายของ รมว.พลังงาน ตามที่ท่านเคยแจ้งไว้

น.ส.ฐิติภัสร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนใบกำกับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงทางเรือทั้ง 166 ฉบับเหล่านี้จะไปเชื่อมโยงกับบริษัทเรือขนส่งน้ำมันรายใด หรือเรือกี่เที่ยว กี่ลำ ที่แล่นอยู่ในทะเลสุราษฎร์ธานีนั้น ก็ต้องให้ดีเอสไอไปขยายผลตรวจสอบ เพราะดีเอสไอมีข้อมูลเชิงลึกอยู่แล้ว

น.ส.ฐิติภัสร์ ย้ำว่า เราจะตรวจสอบทุกมิติต่อไปว่าคลังน้ำมันแต่ละที่มีน้ำมันสำรองอย่างไร มีใบกำกับการขนส่งน้ำมันอย่างไรบ้าง เพราะเราต้องเชื่อมโยงข้อมูลให้หน่วยงานเกี่ยวข้องไปใช้ขยายผล

ด้าน พ.ต.ท.อนุรักษ์ โรจนนิรันดร์กิจ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ตามที่กรมธุรกิจพลังงานได้มาร้องทุกข์ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ที่ไม่ปฏิบัติตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งดีเอสไอก็จะรับข้อมูลไว้พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่ เพราะต้องทำตามขั้นตอน และในการพิจารณารับสอบสวนไว้เป็นคดีพิเศษ ก็ต้องพิจารณาตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษวันที่ 9 เม.ย.69 ที่ได้มีมติไว้ว่าเข้าหลักเกณฑ์หรือไม่ ส่วนกรณีว่าเป็นข้อมูลที่ขยายผลมาจากคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น อย่างไรก็ต้องนำรายละเอียดไปตรวจสอบดูอีกครั้ง และจะได้นำเสนออธิบดีดีเอสไอพิจารณาตามขั้นตอน ส่วนว่าการเอาผิดในส่วนของผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ดูจะเบากว่าฐานความผิดกลุ่มไอโม่งนั้น เท่าที่ตนฟังข้อมูลของผู้ร้องทุกข์ในวันนี้คือการไม่ทำตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน มีโทษไม่มาก คาดว่าจะอยู่ในมาตรา 56 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 30 วรรคหนึ่ง โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาทดังกล่าว ทั้งนี้ ขั้นตอนถัดไปในการสืบสวนสอบสวน ดีเอสไอก็จะต้องเรียกคลังน้ำมัน 6 แห่งที่ผู้ร้องทุกข์มาร้องไว้ มาสอบสวนปากคำในฐานะพยานก่อน ส่วนจะเชื่อมโยงกับบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 เจ้าที่ดีเอสไอสืบสวนอยู่หรือไม่นั้น คงต้องขอเวลาดูรายละเอียดของกรมธุรกิจพลังงานก่อน

พ.ต.ท.อนุรักษ์ ระบุต่อว่า เรื่องข้อมูลในวันนี้นั้น จริงๆแล้วดีเอสไอมีการตั้งเรื่องสืบ สวนไว้ ก็คงต้องให้กองบริหารคดีพิเศษได้พิจารณาและส่งเรื่องตามกระบวนการ ก่อนประมวลว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ชุดใดรับหน้าที่ดำเนินการ ส่วนความสำคัญของใบกำกับการขนส่งน้ำมันทางเรือนั้น ตามประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน มันค่อนข้างชัดเจนว่าต้องมีการกรอกรายละเอียด 8 ข้อ ซึ่งมันก็บ่งชี้ได้ แต่จะเอาผิดว่าบริษัทเจ้าใดมีการกักตุนน้ำมันในช่วงเดือน มี.ค. 69 นั้น ก็ต้องดูองค์ประกอบหลายส่วน แต่ข้อมูลวันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน หากใครมีส่วนเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอน เพราะตอนนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวน

พ.ต.ท.อนุรักษ์ ย้ำว่า สำหรับสำนวนคดีบริษัทแห่งหนึ่ง จ.อ่างทอง (โยงเสี่ยตือ) ล่าสุดได้มีการรับไว้เป็นคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ก็ต้องเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามปากคำในฐานะพยาน

ส่วน พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการสืบสวนบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 8 ราย ที่เชื่อมโยงกับน้ำมัน 60 ล้านลิตรล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานีนั้น เหลืออีกเพียง 2 บริษัท ที่ยังอยู่ระหว่างนัดหมาย เพราะทราบว่าทั้งสองเจ้าอยู่ระหว่างไปต่างประเทศ ทั้งนี้ คำให้การในภาพรวมของทั้ง 6 บริษัทเรือที่ได้สอบปากคำไปนั้น ส่วนใหญ่ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องร่องมรสุม อุทกศาสตร์ แต่จะต้องนำข้อเท็จจจริงไปตรวจสอบต่อไปว่าเป็นจริงตามนั้นหรือไม่ 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top