วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
นายกฯล้างนอมินีต่างชาติ
บุกเกาะพะงัน
ดีเดย์13พ.ค.ลุยมาเฟีย
สว.ถกเดือดกลางสภาฯ
จี้รัฐทบทวน3มาตรการ
“อนุทิน” ลุยเกาะพะงัน 13 พฤษภาคมสแกนนอมินีทุนเทา กรมพัฒน์จับมือ DSI รื้อสอบ “พะงัน-สมุย” กว่า 1.1 หมื่นบริษัท ต้องสงสัยนอมินีต่างชาติ สอบเส้นทางเงินลงทุน ด้านสว.ถลกปัญหาเสนอรัฐทบทวน 3 มาตรการ มท.ยันระเบียบทะเบียนราษฎร์ไม่มีปัญหา ใครทำผิดแก้ตรงนั้นอย่าเหมารวม ส่วนคดีชาวจีนครอบครองคลังแสงย่อมๆ ตำรวจเร่งขยายผล เจ้าตัวยังปิดปากเงียบ ไม่ยอมกินข้าว-เครียดจัด ก่อนส่งตัวฝากขังต่อศาล
เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 13 พฤษภาคมนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย มีกำหนดลงพื้นที่เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อติดตามปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินี อย่างใกล้ชิดต่อเนื่องจากการลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต โดยย้ำว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้การใช้นอมินี หรือช่องว่างทางกฎหมาย กลายเป็นภัยคุกคามประชาชน เพราะปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เพียงเรื่องการจดทะเบียนธุรกิจ แต่เป็นความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง มีการจ้างงานจำนวนมาก และส่งผลต่อรายได้ของประชาชน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้สแกนนิติบุคคลในพื้นที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน พบว่ามีนิติบุคคลรวม 16,811 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือ 67.97% แบ่งเป็นเกาะพะงัน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย และเกาะสมุย 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย สะท้อนว่ารัฐต้องตรวจสอบอย่างเข้มข้น ว่ามีการใช้คนไทยถือหุ้นแทน หรือให้นอมินีบังหน้า
น.ส.รัชดา กล่าวอีกว่า นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ถูกต้อง โปร่งใส และสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทย แต่จะไม่ยอมให้ทุนสีเทา นอมินี หรือเครือข่ายอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เข้ามาตักตวงผลประโยชน์บนแผ่นดินไทย พร้อมขอให้ประชาชนช่วยเป็นหูเป็นตา แจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ และไม่ยอมเป็นเครื่องมือให้ต่างชาติ เพราะการปกป้องอาชีพคนไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับ พ.ต.ต. ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ว่า จากการตรวจสอบข้อมูลบริษัทในหลายจังหวัดท่องเที่ยว พบสัญญาณผิดปกติจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่เกาะพะงันและเกาะสมุย ที่มีประชาชนร้องเรียนว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติรวมตัวกันทำธุรกิจในลักษณะเครือข่าย เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรของไทย และบางส่วนมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวกฎหมาย จนสร้างความเดือดร้อนให้คนในพื้นที่ เบื้องต้น DBDและDSIจะเริ่มตรวจสอบเชิงลึกใน 2 พื้นที่นี้ก่อน โดยนำข้อมูลบริษัทจำนวน 11,426 บริษัท มาคัดแยกตามระดับความเสี่ยง ทั้งกลุ่มเสี่ยงสูง กลาง และต่ำ ก่อนวางกรอบเวลาเข้าตรวจสอบ เริ่มจากบริษัทที่มีแนวโน้มเข้าข่ายนอมินีมากที่สุด
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังส่งข้อมูลบริษัทต้องสงสัยเข้าข่ายนอมินีให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว 34 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจบริการด้านท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่อยู่ในข่ายเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน หากมีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนและพบพฤติการณ์ชัดเจน เจ้าหน้าที่พร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบทันที เพื่อเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด
การทำงานครั้งนี้จะเป็นการบูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงานมากกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมทุกด้าน ทั้งกฎหมายธุรกิจ เส้นทางการเงิน ภาษี แรงงาน รวมถึงการฟอกเงิน เพื่อให้สามารถเอาผิดได้ครบทุกมิติ โดยมาตรการต่อไป กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างหารือร่วมกับสมาคมธนาคารไทย เพื่อวางแนวทางตรวจสอบเส้นทางเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นก่อนรับจดทะเบียนบริษัท โดยจะตรวจสอบว่าเงินลงทุนมีที่มาชัดเจนและนำเข้ามาลงทุนจริงหรือไม่ ซึ่งถือเป็นมาตรการใหม่เพิ่มเติมจาก 2 มาตรการเดิม
นอกจากนี้ ธุรกิจนอมินียังอาจเชื่อมโยงกับการหลีกเลี่ยงภาษี การปกปิดแหล่งที่มาของเงินทุน และการทำธุรกรรมทางการเงินที่ไม่โปร่งใส ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือธุรกิจผิดกฎหมายอื่น ๆ ได้ด้วย
ที่รัฐสภา มีวาระการพิจารณาญัตติเรื่องปัญหาการถือครองที่ดินของคนต่างด้าวผ่านตัวแทนอำพราง (นอมินี) โดยนายนพดล พริ้งสกุล สว.เป็นผู้เสนอ โดยนายนพดล กล่าวว่า เรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อธิปไตยทางเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศไทยในระยะยาว จึงเรียกร้องให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายที่เป็นธรรม เสมอภาค เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ
ด้าน น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว.กล่าวสนับสนุนญัตติ ว่าเราอาจจะภูมิใจที่ต่างชาติเลือกพึ่งพิงประเทศไทย แต่ปัจจุบันไม่เหมือนเมื่อก่อน เป็นการยึดครองแล้วเกิดการสร้างรัฐซ้อนรัฐ ตั้งรกราก สร้างชุมชน เช่น ชาวยิวบนเกาะพะงัน ให้คนไทยเป็นนอมินี สุดท้ายเงินไม่ตกถึงคนไทย บางกรณีมีการซื้อหมู่บ้านจัดสรรแทบทั้งโครงการ คนที่อยู่เดิมสู้ไม่ไหว ล้มหายตายจาก มีการกีดกันคนไทยออกไปเรื่อยๆ มีการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย และนอมินีไทย เพื่อใช้ก่ออาชญากรรมหรือไม่
น.ส.อัจฉรพรรณ กล่าวต่อว่า อยากให้รัฐบาลรีบดำเนินการ 3 ประการ คือ 1.ทบทวนนโยบายเช่าที่ดินของชาวต่างชาติระยะยาว 99 ปี ขอให้จัดโซนนิ่ง ไม่ให้เกิดความรู้สึกว่าคนต่างชาติเข้ามาแย่งที่อยู่คนไทย 2.ทบทวนมาตรการวีซ่าอย่างเข้มงวด และ 3.ขอให้ฝ่ายความมั่นคงบูรณาการตรวจสอบกิจการที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติทั้งหมด โดยต้องบังคับการใช้กฎหมายเด็ดขาด เพื่อไม่ให้สถานที่เหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างในการแฝงตัว เพื่อสร้างชุมชนปิด
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ กล่าวถึงกรณีสังคมตั้งคำถามถึงความหละหลวมในการออกทะเบียนราษฎร์ หลังจากพบว่าชาวจีนถูกจับพร้อมอาวุธสงคราม ถือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) ว่าขณะนี้การออกทะเบียนราษฎร์ การโอนสัญชาติทุกอย่างเข้มข้นมาก กรณีที่เป็นประเด็นอย่าเอาปลาเน่าตัวเดียวไปติเรือทั้งโกลน เรื่องนี้มีกฎระเบียบดีอยู่แล้ว แต่อย่าให้คนมีปัญหาทำผิดกฎหมาย เข้ามาในสารบบ เพราะมันไม่มีทางหลุดรอดกระบวนการตรวจสอบของระบบราชการไปได้
เมื่อถามว่าตำรวจรายงานความคืบหน้ากรณีการจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน พร้อมอาวุธสงคราม ที่ จ.ชลบุรี แล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการรายงานตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีการขยายผล ตนได้พูดคุยกับ ผบ.ตร.แล้ว เรื่องนี้ต้องขยายผลไปให้ถึงเครือข่าย จนกว่าเราจะมั่นใจว่าจะไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง ต่อประเทศไทยและคนไทย
ต่อข้อถามว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องทบทวนนโยบายฟรีวีซ่าหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังทบทวนอยู่ ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ต้องชั่งน้ำหนัก ไม่ใช่ว่าฟรีวีซ่าเข้ามาแล้วไม่มีเงื่อนไขอะไรเลย ตอนที่ยังไม่มีนโยบายก็มีคำถาม ว่าทำไมไม่ปล่อยฟรีวีซ่า เราต้องหาจุดที่ลงตัว อย่าเอากรณีที่เกิดขึ้น 2-3 เคส ไปเปรียบเทียบทั้งหมด เราสามารถสร้างรายได้จากคนเป็นแสนเป็นล้าน มีปัญหาแค่ร้อย ก็แก้ปัญหาที่ร้อยคน
ส่วนความคืบหน้ากรณีตำรวจจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน และ น.ส.A,YU-HSIN อายุ 33 ปี ชาวไต้หวัน พร้อมตรวจยึดอาวุธปืน อาวุธสงคราม วัตถุระเบิดหลายรายการ นั้น ทางตำรวจได้สอบปากคำนายหมิงเฉิน ซัน เพิ่มเติม แต่เจ้าตัวยังไม่ยอมให้การใดๆ และยังไม่ยอมรับประทานอาหาร ดื่มแต่น้ำกับขอสูบบุหรี่ โดยมีสีหน้าเคร่งเครียดตลอดเวลา
ขณะเดียวกัน ทางตำรวจ สภ.นาจอมเทียน ได้ส่งอาวุธปืนและวัถตุระเบิดของกลางทั้งหมด ให้เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2 ตรวจสอบ โดยเฉพาะระเบิด C4 และวัตถุระเบิดชนิดต่างๆ เพื่อตรวจสอบแหล่งที่มา รวมถึงเส้นทางการลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมเร่งขยายผลหาความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้าอาวุธผิดกฎหมาย
สำหรับของกลางที่ตรวจยึดได้รวม 18 รายการ ประกอบด้วย อาวุธปืนพกสั้น GLOCK (G 26) พร้อมเครื่องกระสุนขนาด 9 มม.ซองกระสุนปืน M16 พร้อมกระสุนขนาด 5.56 มม. อาวุธปืน M16 จำนวน 2 กระบอก เครื่องกระสุนปืนจำนวนมาก ดินระเบิด C4 ทั้งแบบกล่องและแบบแท่ง น้ำหนักรวมหลายกิโลกรัม รวมถึงกับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 จากรัสเซีย ระเบิดชนิดขว้างจากเกาหลีและเมียนมา เชื้อปะทุไฟฟ้า ชุดรีโมทภาครับส่ง เสื้อเกราะกันกระสุน หน้ากากกันแก๊สพิษ และอุปกรณ์ทางยุทธวิธีหลายรายการ
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าอาวุธวัตถุระเบิดทั้งหมดมีที่มาอย่างไร มีการจำหน่ายและผลิตที่ประเทศใด มีการนำเข้าที่ประเทศไทยหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบเส้นทางการเงินบุคคลที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายผู้จัดหาอาวุธ โดยถือเป็นหนึ่งในคดีครอบครองอาวุธสงครามและวัตถุระเบิดรายใหญ่ใน จ.ชลบุรี
ด้านการขยายผลไปยังผู้จัดหาอาวุธปืนให้กับผู้ต้องหาชาวจีนรายนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวนายคเชนทร์ เสียงล้ำ หรือบอย ครูฝึกยิงปืน พ.จ.อ.เมธี นารมย์ ทหารสังกัดกองทัพเรือ จ.อ.วัชรินทร์ หรือจ่าบอย พ.จ.อ.ปฐมพล หรือจ่าแหบ อดีตทหารเรือ และนายจำลอง อายุ 51 ปี มาสอบสวนแล้ว โดยแจ้งข้อหามีอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตไว้ใน ครอบครอง และร่วมกันจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาต ก่อนปล่อยตัว โดยรอสรุปสำนวนคดีและนัดหมายส่งฟ้องศาลจังหวัดพัทยา
วันเดียวกัน พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น.กล่าวถึงกรณีตรวจพบอาวุธปืนของตำรวจ สน.สายไหม อยู่ในความครอบครองของนายหมิงเฉิน ซัน ว่าปืนดังกล่าวเป็นปืนสวัสดิการที่ข้าราชการตำรวจนายหนึ่ง ซื้อจากโครงการสวัสดิการของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่ปี 2545 โดยในใบ ป.4 ระบุชัดว่า ห้ามซื้อขาย หรือโอน เว้นแต่ตกทอดเป็นมรดกเท่านั้น ดังนั้นการเปลี่ยนมือจึงเข้าข่ายไม่ถูกต้องตามเงื่อนไข
พล.ต.ท.สยาม กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบเส้นทางการครอบครองปืน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงมือผู้ต้องหาชาวจีน โดยเบื้องต้นพบว่ามีการเปลี่ยนมือประมาณ 3 ทอด พร้อมเรียกผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาสอบสวน หากพบความผิดทั้งทางวินัยหรืออาญา จะดำเนินการทุกกรณี โดยเฉพาะความผิดฐานครอบครองอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนตัวมองว่าการซื้อขายที่เริ่มต้นผิด ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็ผิดร่วมกัน
พล.ต.ท.สยาม กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทางตำรวจเจ้าของปืน ให้ข้อมูลว่าตัดสินใจขายปืน เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว โดยขายตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งจะขายให้กับคนใดบ้าง และไปถึงมือใครบ้าง ก่อนที่จะถึงผู้ต้องหาชาวจีน ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องขยายผล โดย ผบ.ตร.ได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนขยายผล โดยพบว่าตามทะเบียนบ้านมีภรรยาเก่าอยู่ในพื้นที่ บก.น.3 จึงให้เข้าตรวจค้น แต่ก็ยังไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย หรืออาวุธปืนเพิ่มเติม ทั้งนี้ ในรายละเอียดทั้งหมดอยู่ระหว่างตรวจสอบเพิ่มเติม พร้อมย้ำว่าปืนดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ไม่ใช่อาวุธปืนของหลวง จึงไม่มีระบบตรวจสอบประจำปีเหมือนอาวุธราชการ
ส่วนประเด็นความเชื่อมโยงของผู้ต้องหาชาวจีน กับอาวุธสงครามจำนวนมาก ทาง บช.น.ได้ประสานกับตำรวจภูธรภาค 2 และตำรวจภูธร จ.ชลบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และขยายผลอย่างใกล้ชิด รวมถึงตรวจสอบบุคคลใกล้ชิดและเครือข่ายที่อาจเกี่ยวข้อง เนื่องจากตำรวจให้ความสำคัญกับการป้องกันเหตุร้ายในพื้นที่ กทม.โดยเฉพาะช่วงปลายปีที่มีงานสำคัญระดับนานาชาติ
“แม้ผู้ต้องหาจะให้การอย่างไร แต่ตำรวจจะดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเต็มที่ ทั้งการปิดล้อมตรวจค้น และกวดขันจับกุมผู้ครอบครองอาวุธปืน อาวุธสงคราม และวัตถุระเบิดผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายในพื้นที่เมืองหลวง” ผบช.น.กล่าว
สำหรับกรณีที่ผู้ต้องหาจะไม่ให้การ และแสดงอาการทางจิตเวช ซึ่งหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า อาจจะเป็นการตบตาเจ้าหน้าที่ เพราะอาจจะเป็นสายลับนั้น พล.ต.ท.สยาม ระบุว่า ข้อมูลตรงนี้ยังไม่มีข้อสรุป แต่ตำรวจจะไม่ประมาท ต้องรอให้ชุดสืบสวนสอบสวนได้ขยายผลก่อน แม้ผู้ต้องหาจะปฏิเสธอย่างไรก็ตาม แต่ตำรวจก็จะต้องป้องกันไม่ให้เกิดเหตุ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี