533.jpg
DSI ลุยล้างบางนอมินี เร่งตรวจสอบ 34 บริษัท ‘เกาะสมุย-พะงัน’ ส่อใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า

DSI ลุยล้างบางนอมินี เร่งตรวจสอบ 34 บริษัท ‘เกาะสมุย-พะงัน’ ส่อใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า

วันอังคาร ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.17 น.

'อธิบดีDSI' มอบหมาย'กองคดีความมั่นคง' เร่งตรวจสอบ 34 บริษัท บนเกาะสมุย-เกาะพะงัน ส่อเข้าข่ายนอมินีถือหุ้นบังหน้าแทนต่างชาติหลายสัญชาติ ล่าสุดพบ 20 บริษัทเข้าข่าย //DSIขยายผลตั้งเรื่องสืบ สวนคุ้ยเชิงลึก รายชื่อผู้ถือหุ้น-สัดส่วนการถือหุ้น-การเปลี่ยนผ่านผู้ถือหุ้นภายในบริษัทฯ 

วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 จากกรณีวานนี้( 11 พ.ค.) พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชาญชัย ลิขิตคันทะสร ผอ.กองคดีความมั่นคง ได้หารือร่วมกับนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือในการตรวจสอบและปราบปรามการประกอบธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว หรือนอมินี ในพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย ตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศและสร้างความเท่าเทียมในการประกอบธุรกิจ โดยในการประชุมพบข้อมูลเชิงลึกจากการสแกนข้อมูลบริษัทในหลายจังหวัดท่องเที่ยวว่ามีความเสี่ยงเข้าข่ายการดำเนินธุรกิจผ่านนอมินีจำนวนมากและมีรูปแบบซับซ้อน รวมทั้งได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีชาวต่างชาติบางกลุ่มรวมตัวแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากทรัพยากรของประเทศ และมีพฤติกรรมไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย สร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนในพื้นที่ โดยทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันวางแนวทางการตรวจสอบบริษัทนอมินี เบื้องต้นจะเริ่มจากการตรวจสอบที่เกาะสมุยและเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบเชิงรุก โดยได้นำข้อมูลบริษัทจำนวนกว่า 11,426 บริษัท มาวิเคราะห์และจำแนกระดับความเสี่ยงเป็นสูง กลาง และต่ำ เพื่อวางแผนตรวจสอบอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ และจะได้มีการขยายผลตรวจสอบนอมินีครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่น เช่น ภูเก็ต กระบี่ พังงา พัทยา และหัวหินนั้น


ล่าสุด พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ได้มีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทางดีเอสไอก็ได้มีการมอบหมายให้กองคดีความมั่นคงตั้งเรื่องสืบสวน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่มีบริษัทหรือนิติบุคคลที่เข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีบังหน้าถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ ซึ่งทางกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รายงานข้อมูลจำนวนบริษัท 34 แห่งที่มีสินทรัพย์รวมมูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านบาท มาให้ดีเอสไอดำเนินการตรวจสอบเชิงลึก ซึ่งล่าสุดก็พบว่ามีบริษัทจำนวนประมาณ 20 แห่งจากทั้งหมด 34 แห่งที่มีมูลค่าสินทรัพย์รวม 100 ล้านบาท ดังนั้น ดีเอสไอจะต้องขยายผลดูรายละเอียดในส่วนของผู้ถือหุ้นของบริษัททั้ง 20 แห่งดังกล่าว โดยเฉพาะผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลใดบ้าง และแต่ละรายถือหุ้นในสัดส่วนเท่าไร หรือถือหุ้นจริงหรือไม่ เพราะว่าพนักงานสืบสวนดีเอสไอก็จะต้องนำไปเปรียบเทียบว่าผู้ถือหุ้นรายนั้นมีที่มารายได้สอดคล้องหรือไม่ ในช่วงระหว่างที่ดำเนินกิจการนั้นบริษัทฯได้มีการเปลี่ยนผ่านมือผู้ถือหุ้นจากรายใดไปสู่รายใดบ้างหรือไม่  ซึ่งวิธีพิสูจน์ว่าบุคคลถือหุ้นด้วยตัวเองจริง หรือแค่ไปถือหุ้นเเทนคนต่างด้าว 
ทั้งนี้ พนักงานสืบสวนจะต้องใช้เวลาในการรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนที่สุด

พ.ต.ต.ยุทธนา เผยอีกว่า สำหรับบริษัททั้ง 20 แห่ง ที่พนักงานสืบสวนดีเอสไออยู่ระหว่างการขยายผลนั้น ข้อมูลเบื้องต้นก็พบว่าเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการหลากหลายประเภท ซึ่งจะต้องตรวจสอบว่ากิจการเหล่านั้นเป็นธุรกิจต้องห้ามที่ถูกบัญญัติไว้ภายในบัญชีท้ายของ พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากพบความผิดปกติของบริษัทรายใดมีการใช้นอมินีถือหุ้นบังหน้า ก็จะเสนอเรื่องรับเป็นคดีพิเศษต่อไป 

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานด้วยว่า สำหรับระบบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทและการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า คือ ระบบ E Biz หรือระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) และ E Filing หรือระบบยื่นงบการเงินและสำเนาบัญชีและรายชื่อผู้ถือหุ้นทางอิเล็กทรอนิกส์ (DBD e-Filing) ซึ่งตามหลักการแล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสามารถที่จะตรวจสอบได้ว่าผู้ถือหุ้นคนใดบ้างที่มีความผิดปกติถือหุ้นเกินกว่าความสามารถที่น่าจะถือหุ้นในหลายบริษัทได้ ทั้งนี้ ยังต้องย้ำว่าระบบจดทะเบียนบริษัทโดยใช้คนไทยถือหุ้นเป็นนอมินีนั้น กลับใช้เวลาเพียงแค่ 1 วัน

ขณะที่ ข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังใน จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3.รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7.อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 222 ราย (2%)

ที่เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3.อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียน 56 ราย (2%)

ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3.รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9.สวิส 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%) จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top