542.jpg
ผงะสร้างหมู่บ้านรัสเซีย นอมินีสุดเหิม ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

ผงะสร้างหมู่บ้านรัสเซีย นอมินีสุดเหิม ขาย-เช่ากลางเมืองชล มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

วันเสาร์ ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผงะสร้างหมู่บ้านรัสเซีย

นอมินีสุดเหิม

ขาย-เช่ากลางเมืองชล

มูลค่ากว่า5พันล้านบ.

 

ตร.จับมือฝ่ายปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เปิดปฏิบัติการกวาดล้างต่างด้าวกระทำผิดก.ม.และนอมินีต่างด้าว เฟส 4 ในพื้นที่ จ.ชลบุรี ลุยค้น 41 เป้าหมาย จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 4 ราย เร่งขยายผล เผยสุดเหิมเกริมสร้างเป็นหมู่บ้านของชาวรัสเซียประกาศขาย-เช่าโจ่งครึ่มกว่า 700 หลังมูลค่ากว่า 5พันล้านบาท

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปชก.ตร.) และหัวหน้าชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ได้กำหนดมาตรการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมาย โดยเฉพาะดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย ใช้คนไทยเป็นนอมินี ถือครองที่ดิน การทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต และการแย่งอาชีพคนไทย


ต่อมาเวลา 10.30 น.วันเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร.นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผวจ.ชลบุรี ม.ล. ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า น.ส.หทัยรัตน์ คีรีวัลย์ พาณิชย์จังหวัดชลบุรี และนายชัยวัฒน์ แก้วจำรัส เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4 ในพื้นที่ จ.ชลบุรี

สำหรับปฏิบัติการดังกล่าวเนื่องจากช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผวจ.ชลบุรี มีคำสั่งตั้งคณะทำงานปฏิบัติการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยจับกุมหญิงต่างด้าว ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นนายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ และช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ตำรวจ สภ.บ้านบึง ได้จับกุมคดีเกี่ยวกับการใช้นอมินีในพื้นที่ จ.ชลบุรี ต่อมาจึงขยายผลโดยตรวจสอบพบว่า จ.ชลบุรี มีนิติบุคคลจดทะเบียนทั้งสิ้น 76,343 ราย ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าว 28,463 ราย และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่านิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายการถือหุ้นแทน หรือที่เรียกว่า นอมินี 14,264 ราย

นอกจากนี้มีการส่งข้อมูลเกี่ยวกับผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ทำบัญชี ที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นกลุ่มเสี่ยงเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งนิติบุคคลแทนคนต่างด้าว จากการสืบสวนพบว่า มีบุคคลสัญชาติไทย ซึ่งเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ทำบัญชี 2 ราย เข้าไปถือหุ้นในบริษัทจำนวนมาก โดยรายแรก ถือหุ้นในบริษัท 146 บริษัท มูลค่าหุ้นประมาณ 142 ล้านบาท และอีกรายถือหุ้นในบริษัท 40 บริษัท มูลค่าหุ้นประมาณ 74 ล้านบาท ซึ่งบริษัท ที่บุคคลทั้งสองเข้าไปถือหุ้นนั้น มีความเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินในโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง

ต่อมาตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ชลบุรี สืบสวนเพิ่มเติม พบพฤติการณ์การส่งข้อมูลภายในระหว่างกลุ่มคนต่างด้าว และพบการประกาศขายหรือให้เช่าบ้านพร้อมที่ดิน โดยนายหน้าชาวรัสเซีย ผ่านเว็บไซต์ที่จดทะเบียนในประเทศรัสเซีย อีกทั้ง มีการเรียกหมู่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.ชลบุรี เป็นภาษารัสเซีย ในลักษณะที่สื่อว่าเป็น “หมู่บ้านของชาวรัสเซีย” อย่างชัดเจน

เมื่อตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียน พบว่ามีกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย ร่วมกับบุคคลสัญชาติไทยบางราย และผู้ได้รับใบอนุญาตผู้ทำบัญชี จัดตั้งนิติบุคคลเพื่อถือครองบ้านเดี่ยวในโครงการ “ส.พัทยา” รวม 6 โครงการ มีบ้านเดี่ยวรวมประมาณ 775 หลัง มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท โดยมีนิติบุคคลถือครอง 495 บริษัท เป็นนิติบุคคลที่มีคน ต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น 435 บริษัท จากการตรวจสอบเชิงลึก พบว่ามีนิติบุคคลที่มีพฤติการณ์ใช้คนไทยถือหุ้นแทน ซึ่งต้องสงสัยว่าเป็นนอมินี 19 บริษัท และเป็นนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 แล้วถือครองที่ดิน 14 บริษัท รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 33 บริษัท

จากพยานหลักฐานดังกล่าว ตม.ชลบุรี จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สภ.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย และผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกลุ่มของ MR.I ซึ่งมีพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้าน และนำไปขายต่อเพื่อแสวงหากำไรผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงกลุ่มครอบครัว B ซึ่งมีพฤติการณ์จัดตั้งบริษัทเพื่อถือครองบ้าน และนำไปปล่อยเช่า พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหลายฉบับ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดพัทยา เพื่อขอออกหมายจับบุคคลต่างด้าวสัญชาติรัสเซีย 4 ราย และขอออกหมายค้นสถานที่เกี่ยวข้อง 41 หมาย ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบทุกราย พร้อมทั้งได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ นำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

พล.ต.ท.นพศิลป์ กล่าวว่า ปฏิบัติการใน จ.ชลบุรี ครั้งนี้ ถือเป็นเฟสที่ 4 ต่อเนื่องจากพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี (เกาะพะงัน) จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ และ จ.พังงา โดยผลการดำเนินงาน 3 เฟสแรก สามารถตรวจสอบที่ดินที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลนอมินี ได้ประมาณ 130 ไร่ มูลค่ากว่า 1,671 ล้านบาท และดำเนินการตามหมายจับผู้ต้องหาทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมกว่า 100 หมาย

สำหรับการปฏิบัติการใน จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่ตั้งเป้าตรวจสอบบริษัท 33 แห่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับการถือครองที่ดินลักษณะนอมินี 32 แปลง มูลค่ารวมประมาณ 235 ล้านบาท พร้อมดำเนินการตามหมายจับ 4 หมาย และหมายค้น 41 หมาย โดยหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายเป็นโครงการหมู่บ้านในเขตเมืองพัทยา ซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบพฤติการณ์ต้องสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินแทนบุคคลต่างด้าว

ด้านนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผวจ.ชลบุรี กล่าวว่า การตรวจสอบบริษัทนอมินีและการถือครองที่ดินของคนต่างด้าวเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งการสืบสวนเชิงลึก การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น และเส้นทางการเงิน เพื่อปิดช่องว่างที่อาจถูกใช้ในการหลีกเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศ และกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รอบคอบ และยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top