542.jpg
ชลบุรีล้างบางนอมินีต่างชาติ บุก 41 จุด จับชาวรัสเซีย 4 ราย โยงอสังหาฯ มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

ชลบุรีล้างบางนอมินีต่างชาติ บุก 41 จุด จับชาวรัสเซีย 4 ราย โยงอสังหาฯ มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

ตำรวจแถลงข่าวหลังเปิดปฏิบัติการปราบนอมินีเฟส 4 ชลบุรี จับชาวรัสเซีย 4 ราย ตรวจ 41 จุด โยงอสังหาริมทรัพย์มูลค่ากว่า 5,000 ล้านบาท

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) พร้อมคณะผู้บริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมเปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 4” ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจ 41 จุด 


การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งกวาดล้างการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ รวมถึงปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การถือครองที่ดินโดยมิชอบ และการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้ดำเนินการปราบปรามนอมินีมาแล้ว 3 เฟส ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภูเก็ต พังงา และกระบี่ ตรวจสอบที่ดินรวม 172 แปลง มูลค่ากว่า 1,671 ล้านบาท มีการออกหมายจับ 107 หมาย จับกุมผู้ต้องหาได้ 65 คน และมีคดีที่ศาลมีคำพิพากษาแล้ว 20 คดี

สำหรับจังหวัดชลบุรี การสืบสวนเริ่มต้นหลังจังหวัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเมื่อเดือนเมษายน 2569 โดยบูรณาการข้อมูลจากฝ่ายปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานพาณิชย์จังหวัด สำนักงานที่ดิน สรรพากร ตำรวจภูธร ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง และตำรวจท่องเที่ยว

จากการตรวจสอบพบว่า จังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจดทะเบียน 76,343 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 28,463 ราย และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าพบว่า มีนิติบุคคลที่เข้าข่ายลักษณะนอมินีถึง 14,264 ราย

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบผู้ได้รับใบอนุญาตทำบัญชีชาวไทย 2 ราย เข้าไปถือหุ้นในบริษัทรวม 186 บริษัท มูลค่าหุ้นรวมกว่า 216 ล้านบาท ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดชลบุรี

การสืบสวนยังพบกลุ่มชาวรัสเซียใช้เว็บไซต์ที่จดทะเบียนในประเทศรัสเซียประกาศขายและปล่อยเช่าบ้านในโครงการแห่งหนึ่งในพื้นที่ พร้อมใช้ชื่อเรียกหมู่บ้านเป็นภาษารัสเซียในลักษณะสื่อว่าเป็น “หมู่บ้านของชาวรัสเซีย”

จากการตรวจสอบเชิงลึก พบว่ามีการจัดตั้งบริษัทถือครองบ้านเดี่ยวในโครงการรวม 6 โครงการ จำนวนประมาณ 775 หลัง มูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท ผ่านนิติบุคคล 495 บริษัท ในจำนวนนี้มีบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ 435 บริษัท และพบกลุ่มต้องสงสัยใช้นอมินี 19 บริษัท รวมถึงบริษัทที่ต่างชาติถือหุ้นเกินร้อยละ 50 และถือครองที่ดินอีก 14 บริษัท รวมกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 33 บริษัท

พนักงานสอบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลจังหวัดพัทยาออกหมายจับผู้ต้องหาชาวรัสเซีย 4 ราย และออกหมายค้น 41 จุด

ผลการปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้ครบทั้ง 4 ราย พร้อมตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชี คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ

เบื้องต้น ผู้เกี่ยวข้องอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ประมวลกฎหมายที่ดิน พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินคดีตามพยานหลักฐานและขยายผลอย่างต่อเนื่อง

โดยหลังจากการตรวจค้นทั้ง 41 จุดแล้วได้เดินทางสรุปการตรวจตรวจค้นที่ศาลาว่าการเมืองพัทยาห้อง 401 

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยจากที่นำกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมายว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อปราบปรามการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นหรือถือครองทรัพย์สินแทนชาวต่างชาติ โดยมีตำรวจภูธรภาค 2 ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ฝ่ายปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานที่ดิน กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมปฏิบัติการ

จากข้อมูลพบว่า จังหวัดชลบุรีมีนิติบุคคลจดทะเบียนกว่า 76,343 บริษัท ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติร่วมถือหุ้นประมาณ 28,463 บริษัท และมีบริษัทที่อยู่ในข่ายต้องตรวจสอบเพิ่มเติม 14,264 บริษัท ก่อนคัดกรองเป้าหมายที่มีพฤติการณ์ชัดเจนในเบื้องต้น 435 บริษัท

สำหรับปฏิบัติการครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับเป้าหมาย 33 บริษัท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มบริษัทที่เข้าข่ายใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ 19 บริษัท รวม 19 คดี เกี่ยวข้องกับที่ดิน 16 แปลง เนื้อที่กว่า 5 ไร่ และกลุ่มบริษัทที่มีสัดส่วนการถือครองหรือควบคุมโดยชาวต่างชาติไม่เป็นไปตามกฎหมายอีก 14 บริษัท รวม 14 คดี เกี่ยวข้องกับที่ดิน 16 แปลง เนื้อที่กว่า 4 ไร่

เจ้าหน้าที่ออกหมายค้นรวม 41 หมาย หมายจับ 4 หมาย และออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องหลายสิบราย มีผู้ตกเป็นผู้ต้องหารวม 54 คน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติหลายสัญชาติ โดยประเมินมูลค่าทรัพย์สินและที่ดินที่เกี่ยวข้องในคดีรวมประมาณ 235.2 ล้านบาท

หนึ่งในคดีสำคัญเกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอบ้านบึง หลังพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือครองที่ดินแทนกลุ่มทุนจีน จำนวน 5 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 268 ไร่ 144 ตารางวา มูลค่าประมาณ 346 ล้านบาท เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อีกคดีเป็นการจับกุมหญิงชาวจีน อายุ 43 ปี หลังพบพฤติการณ์ประชาสัมพันธ์และเป็นนายหน้าซื้อขายหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยตรวจพบเอกสารเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินและการติดต่อสำนักงานที่ดิน จึงดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาต

เจ้าหน้าที่ยังเข้าตรวจค้นบริษัทในพื้นที่จังหวัดชลบุรีตามหมายค้นศาล ตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์บันทึกข้อมูล และเอกสารสำคัญ เพื่อตรวจสอบความเชื่อมโยงกับการให้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ และการประกอบธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

นอกจากนี้ ยังตรวจสอบกลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่พัทยา จำนวน 6 โครงการ รวมบ้านพักประมาณ 775 หลัง พบว่ามีนิติบุคคลถือครอง 495 บริษัท ในจำนวนนี้เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ 435 บริษัท เจ้าหน้าที่จึงคัดกรองบริษัทที่เข้าข่ายกระทำผิดอย่างชัดเจนและดำเนินคดีในชุดแรก 33 บริษัท

พล.ต.อ.สำราญกล่าวว่า เจ้าหน้าที่พบเครือข่ายขนาดใหญ่บางกลุ่มจัดตั้งบริษัทจำนวนมาก โดยบุคคลเพียงไม่กี่รายมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทหลายร้อยแห่ง เช่น กลุ่มหนึ่งมีบุคคล 3 รายเกี่ยวข้องกับบริษัทถึง 328 แห่ง อีกกลุ่มมีบุคคล 2 รายเกี่ยวข้องกับบริษัท 172 แห่ง และอีกกลุ่มมีบุคคล 3 รายเกี่ยวข้องกับบริษัทประมาณ 70 แห่ง ซึ่งเป็นลักษณะที่ต้องตรวจสอบว่าเป็นการจัดตั้งบริษัทไว้รองรับนักลงทุนต่างชาติหรือไม่

รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่า ภาครัฐยังคงยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ผู้ลงทุนต้องดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย การถือหุ้นของคนไทยต้องเป็นการร่วมลงทุนและประกอบธุรกิจจริง ไม่ใช่นำชื่อบุคคลมาใช้ถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามกฎหมาย

พร้อมเตือนบริษัทกฎหมาย สำนักงานบัญชี และผู้รับจดทะเบียนนิติบุคคล ไม่ให้แนะนำหรือจัดโครงสร้างธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย หากพบหลักฐานว่ามีส่วนช่วยเหลือหรือสนับสนุนการกระทำผิด เจ้าหน้าที่จะขยายผลดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด

ด้านนายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวว่า จังหวัดได้ตั้งคณะทำงานปราบปรามนอมินีต่างชาติ และคณะทำงานตรวจสอบการถือครองที่ดินของบุคคลต่างด้าว โดยดำเนินการต่อเนื่องในช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมา จากการตรวจสอบบริษัทที่ถือครองที่ดินหลายพันแห่ง พบประมาณ 350 บริษัท เข้าข่ายมีชาวต่างชาติถือครองที่ดินอย่างชัดเจน เกี่ยวข้องกับที่ดินประมาณ 549 แปลง เนื้อที่รวมประมาณ 1,100 ไร่ ประเมินมูลค่าขั้นต่ำกว่า 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะต้องตรวจสอบรายละเอียดและองค์ประกอบความผิดเป็นรายกรณีต่อไป

จังหวัดชลบุรีเตรียมเพิ่มมาตรการตรวจสอบการขออนุญาตก่อสร้างอาคาร การประกอบกิจการโรงแรม และการขออนุญาตอื่นที่ต้องใช้เอกสารสิทธิในที่ดิน โดยเฉพาะบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นหรือมีพฤติการณ์เสี่ยง เพื่อป้องกันการถือครองที่ดินแทนบุคคลต่างด้าว พร้อมบูรณาการตรวจสอบกฎหมายอาคาร โรงแรม ภาษี และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะเดินหน้าปราบปรามเครือข่ายนอมินีและการกระทำผิดของกลุ่มทุนต่างชาติทั่วประเทศอย่างจริงจัง พร้อมเปิดรับแจ้งเบาะแสจากประชาชนผ่านสถานีตำรวจทุกแห่ง หรือสายด่วน 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง.

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top