วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
สุรินทร์ร้อนระอุ! ชาวเลี้ยงโค-กระบือกว่า 700 ชีวิต บุกประชาคมทวงคืน ‘ตลาดนัดบ้านสวาย’ ซัด อบต.ขัดขวางทางทำกินชาวบ้าน
วันที่ 22 พ.ค. 69 ที่วัดบรมสุข ตำบลราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ได้มีการจัดประชุมประชาคมหมู่บ้านเพื่อออกเสียงและแสดงความคิดเห็น กรณีปัญหาความขัดแย้งเรื่องการเปิดใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์เป็น ‘ตลาดนัดโค-กระบือ’ ในพื้นที่บ้านสวาย (สะกด สะ-หวาย) หมู่ที่ 8 ตำบลราม ซึ่งเป็นข้อพิพาทเรื้อรังมานานหลายปีระหว่างกลุ่มชาวบ้านผู้เลี้ยงสัตว์กับองค์การบริหารส่วนตำบลราม (อบต.ราม) หน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบพื้นที่
บรรยากาศภายในวัดเป็นไปอย่างตึงเครียด มีกลุ่มตัวแทนเกษตรกรและชาวบ้านผู้เลี้ยงโค-กระบือในพื้นที่ตำบลรามรวม 14 หมู่บ้าน จำนวนกว่า 700 คน นำโดย นายพิรุณ แก้วพินึก ประธานกลุ่มผู้เลี้ยงโค-กระบือตำบลราม เดินทางมาร่วมรับฟังและแสดงพลัง โดยชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงสีหน้าไม่พึงพอใจอย่างชัดเจน พร้อมตั้งคำถามว่า เหตุใด อบต.ราม จึงไม่เห็นด้วยกับการเปิดตลาดนัดแห่งนี้ ทั้งที่เป็นช่องทางทำมาหากิน นำวัว-ควาย รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร เช่น ฟางอัดก้อน และพืชผักสวนครัวมาซื้อขายอาทิตย์ละ 1 ครั้ง มีนายฮ้อยจากทั่วประเทศเดินทางมารับซื้อ สร้างรายได้หมุนเวียนให้ชุมชนอย่างมหาศาล
ในเวทีแสดงความคิดเห็น ประชาชนในพื้นที่ได้แบ่งความเห็นออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน โดย นายชาญณรงค์ ชาวบ้านสวาย หมู่ที่ 8 (ตัวแทนฝ่ายไม่เห็นด้วย) ได้ชี้แจงเหตุผลว่า เดิมทีชาวบ้านอนุญาตให้ใช้พื้นที่ในเขตโล่งแจ้งเท่านั้นและไม่อนุญาตให้ดัดแปลงใดๆ แต่ปัจจุบันตลาดกลับขยายพื้นที่ล้ำเข้าไปในเขตแนวป่าต้นไม้ จากเดิม 35 ไร่ ขยายวงกว้างกลายเป็น 50 ไร่ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ที่ตกลงกันไว้ ซ้ำยังมีการทำคอกวัวล้อมรอบต้นไม้ใหญ่ ทำให้ต้นไม้ได้รับปุ๋ยจากมูลวัวมากเกินไปจนยืนต้นตาย รวมถึงวัวควายยังไปเบียดถูไถจนเปลือกไม้เสียหาย โดยท้าให้ไปเช็กภาพถ่ายทางดาวเทียมย้อนหลัง 2-3 ปีจะเห็นชัดเจนว่าผืนป่าลดลงอย่างน่าใจหาย
ขณะที่ นายเอ ชาวบ้านตำบลราม (ตัวแทนฝ่ายเห็นด้วย) ได้กล่าวตอบโต้ว่า ควรให้มีตลาดนัดโค-กระบือแห่งนี้ต่อไป เพราะเป็นแหล่งกระจายรายได้หลักของชาวจังหวัดสุรินทร์ พร้อมย้อนความหลังว่า เมื่อ 10 ปีก่อนตอนที่ยังไม่มีตลาด พื้นที่ตรงนี้เป็นเพียงที่ผูกวัว-ควาย และเป็นจุดที่รถดูดส้วมนำสิ่งปฏิกูลมาแอบเททิ้งเท่านั้น พร้อมแย้งเรื่องตัดต้นไม้ว่า หากลงไปดูในพื้นที่จริงจะพบว่าต้นไม้ส่วนใหญ่ยังอยู่รอด ไม่ได้ยืนต้นตายตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง
เพื่อความเป็นกลางผู้สื่อข่าวได้เข้าสัมภาษณ์แกนนำทั้งสองฝ่าย โดย นายพิรุณ อายุ 62 ปี ประธานตลาดนัดโค-กระบือตำบลราม เปิดเผยว่า ตลาดแห่งนี้ขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2561 โดยการรวมตัวของชาวบ้าน 14 หมู่บ้าน กว่า 590 ครัวเรือน รายได้ที่จัดเก็บได้ส่วนหนึ่งนำมาดูแลสมาชิก นำไปบริจาคให้ อบต.ราม และสนับสนุนงานสาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านซึ่งตรวจสอบได้ทั้งหมด ปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์เห็นความเติบโตและเข้มแข็งของตลาด จึงได้ทำหนังสือสอบถามความเห็นจากประชาชนและสภา อบต. เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการจังหวัด ในการขออนุญาตใช้ที่ดินตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดินให้ถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ผู้ว่าฯ ยังคงอนุญาตให้ตลาดขับเคลื่อนต่อไปได้เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ทางด้าน นายคำสิง ชอบมี นายก อบต.ราม ชี้แจงฝั่งกฎหมายว่า วันนี้เป็นการจัดประชุมประชาคมตามกระบวนการตรวจสอบการใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ ที่ผ่านมาตลาดแห่งนี้ยังไม่ได้ทำการขออนุญาตใช้พื้นที่ให้ถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมายที่ดิน ซึ่งในทางหลักปฏิบัติ ตนเองมีหน้าที่ร่วมกับนายอำเภอเมืองสุรินทร์ในการรักษาและดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์ของรัฐ
‘หากกลุ่มผู้เลี้ยงโค-กระบือจะดำเนินการขอใช้พื้นที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ผมก็ยินดีและไม่ได้มีปัญหาขัดข้องอะไรเลย แต่ ณ ปัจจุบันที่ต้องเบรกไว้เพราะทางตลาดเข้าใช้พื้นที่โดยที่ยังไม่ได้รับหนังสืออนุญาตอย่างเป็นทางการจากผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ประเด็นมันมีอยู่แค่นี้จริงๆ ซึ่งการที่ชาวบ้านหรือกลุ่มตลาดมาโกรธเคืองตนเองนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะตนทำตามหน้าที่ แต่หากวันใดที่ท่านผู้ว่าฯ เซ็นหนังสืออนุญาตให้ใช้พื้นที่อย่างถูกต้องเมื่อไหร่ ในฐานะผู้ดูแลท้องถิ่น ผมก็ยินดีพร้อมสนับสนุนเต็มที่เพื่อให้ชาวบ้านมีรายได้’ นายก อบต.ราม กล่าว
ขณะเดียวกัน นางพรทิพย์ อายุ 47 ปี ชาวบ้านที่มีที่อยู่อาศัยใกล้กับตลาด ได้ฝากสะท้อนมุมมองไปถึงผู้นำท้องถิ่นว่า อยากให้นายก อบต.ราม หันมาช่วยสนับสนุนและพัฒนาตลาดนัดมากกว่าการตั้งแง่ทำลายกันเอง เพราะการมีตลาดทำให้คนในชุมชนลืมตาอ้าปากได้ ดีกว่าปล่อยพื้นที่ตรงนี้ทิ้งร้างไว้ให้เป็นเพียงที่ทิ้งขยะและไม่มีการสร้างประโยชน์ใดๆให้กับตำบล
อย่างไรก็ตาม ล่าสุดทางผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ได้รับทราบเรื่องข้อพิพาทดังกล่าวทั้งหมดแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการเรียกประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกร่วมกันและเร่งดำเนินการจัดทำเอกสารสิทธิ์การขอใช้ที่ดินสาธารณประโยชน์ให้ถูกต้องตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อจบปัญหาระหว่างชาวบ้านกับหน่วยงานรัฐและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี