วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ตั้งอนุฯ4ชุดรื้อระบบพลังงาน
ดัดหลังไอ้โม่ง
สกัดสุมหัวตุนน้ำมัน
ป้องกันการโขกราคา
ฟันข้าราชการมีเอี่ยว
รื้อระบบพลังงาน ตั้งอนุกรรมการ 4 คณะ สแกนปมคดีกักตุนน้ำมัน ป้องกันเหตุน้ำมันขึ้นราคาในอนาคต ขู่ฟัน ม.157 เจ้าหน้าที่รัฐใส่เกียร์ว่างมีเอี่ยวขบวนการลักลอบ ทำประชาชนเดือดร้อน พร้อมชงนายกฯสั่งลงดาบทางวินัยร้ายแรง-โทษอาญา
เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่กระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ครั้งที่ 1 พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) และผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) และนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (เลขาธิการฯ ศอ.บต.) และคณะกรรมการฯ เข้าร่วม ซึ่งภายหลังจากที่คณะกรรมการฯ ได้ใช้เวลาประชุมหารือ 1 ชม.
แก้ปัญหาน้ำมันเชื้อเพลิง
มีรายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานตามมาตรการแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีมติตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมอีก 4 คณะ เนื่องจากต้องตรวจสอบในหลายมิติการทำงานของหน่วยงานเกี่ยวข้องต่าง ๆ ซึ่งสาระสำคัญในการหารือวันนี้ คณะกรรมการฯ จะเน้นในเรื่องการสร้างนโยบายมาตรการสำคัญเพื่อคานอำนาจถ่วงดุลข้อมูลหน่วยงานที่สอบสวนเรื่องการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด เพราะปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่เกิดขึ้นค่อนข้างกระทบต่อชีวิตพี่น้องประชาชน ก็ต้องย้อนกลับไปดูทั้งหมดว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลตรวจสอบ ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะถ้าหากไม่เกิดวิกฤติพลังงานสงครามตะวันออก กลางดังกล่าว ก็คงไม่ทำให้ได้เห็นภาพปัญหาต่างๆที่คนไทยต้องเผชิญ หรือแม้กระทั่งการเกิดขึ้นของขบวนการลักลอบนำน้ำมันออกจากระบบ จนทำให้ประชาชนไม่มีน้ำมันเติมที่ปั๊ม
รื้อระบบพลังงานใหม่
ดังนั้น การรื้อระบบใหม่ในเรื่องจัดการพลังงานต้องเข้มข้นมากขึ้น และต้องระบุหน้าที่ให้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่รายใดรับผิดชอบในเรื่องใดบ้าง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีก็มีความประสงค์ให้ดำเนินการอย่างโปร่งใสมากที่สุด เพราะต้องยอมรับว่าแต่ละหน่วยงานก็จะมีตัวเลขข้อมูลของตัวเองที่จะใช้ชี้แจงในเรื่องของการตรวจสอบการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่คณะกรรมการฯ ก็ไม่สามารถเชื่อข้อมูลของหน่วยงานได้ทั้งหมดโดยปราศจากข้อสังเกต เพราะที่ผ่านมาเมื่อเรียกดูข้อมูล แต่ข้อมูลกลับไม่สอดคล้องกัน
ดำเนินคดีขรก.มีเอี่ยว
รายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการฯ เผยอีกว่า คณะกรรมการฯ จะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องในแต่ละสัปดาห์ เพื่อที่จะดูว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่กำกับดูแลตรวจสอบเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ดำเนินการไปถึงขั้นตอนใดบ้าง และมีช่องโหว่ หรือข้อสังเกตส่วนใดหรือไม่ที่ต้องนำไปขยายผลเพิ่มเติม และหากมีข้อสงสัยในประเด็นใดที่อาจเข้าข่ายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทางคณะกรรมการฯ ก็สามารถเรียกเชิญหน่วยงานนั้น ๆ มาให้การชี้แจงได้เช่นเดียวกัน และยิ่งในกรณีหากพบความผิดปกติจากการปฎิบัติหน้าที่ของหน่วยงานนั้น ๆ ที่ไม่ได้ดำเนินการตรวจสอบ หรือชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริงตามหลักฐาน คณะกรรมการฯ ก็สามารถประชุมและมีมติขอให้ดำเนินคดีอาญาและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐได้ โดยจะเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนายกรัฐมนตรีจะได้มอบหมายให้มีมาตรการดำเนินการอย่างเข้มงวดต่อไป
ยับยั้งความเสียหาย
ฉะนั้น ระบบการตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ จะช่วยบอกได้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่ เพื่อยับยั้งความเสียหายของพี่น้องประชาชน
รายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการฯ เผยต่อว่า ในการทำงานของคณะกรรมการฯ จะเน้นการตรวจสอบช่องโหว่ในคดีการสืบสวนสอบสวนการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยจะไม่ไปก้าวก่ายสำนวนการสอบสวนที่เป็นโทษทางอาญา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการโดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกรมธุรกิจพลังงาน
รายงานจากที่ประชุมคณะกรรมการฯ เผยด้วยว่า เพื่อความยั่งยืนในเรื่องการกำกับดูแลป้องกันการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง หากในอนาคตยังคงประสบภาวะวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งก็อาจมีในเรื่องของการปรับลดอัตราชดเชยน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง คณะนี้ก็จะได้ช่วยประมวลข้อมูล เสนอแนะ วิธีแก้แก้ไขปัญหา นโยบายมาตรการต่าง ๆ ต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อออกระเบียบ หรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่ล้าหลัง หรือกำกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นการรักษาผลประโยชน์สูงสุดในด้านพลังงาน ไม่ให้มีน้ำมันขาดแคลนกระทบต่อชีวิตพี่น้องประชาชนอีก ฉะนั้น ในตอนนี้คณะกรรมการฯ จะมอนิเตอร์ในส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบการกัหตุนน้ำมันเชื้อเพลิง และรายงานนายกรัฐมนตรีรับทราบเพื่อแก้ไขปัญหา หรือมีคำสั่งมาตรการต่อไป รัฐบาลเอาจริง! ยกระดับตรวจสอบ คดีกักตุนน้ำมัน เล็งฟันวินัย-อาญาเจ้าหน้าที่รัฐหากละเว้นหน้าที่
เชือดแน่มาตราม157
“คณะกรรมการตรวจสอบช่องโหว่คดีกักตุนน้ำมัน”เผยหากพบหน่วยงานรัฐ-เจ้าหน้าที่รัฐละเว้นปฏิบัติหน้าที่ เอื้อประโยชน์ ร่วมขบวนการกักตุนน้ำมัน ซ้ำเติมทุกข์ประชาชน พร้อมชงนายกฯ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและโทษอาญา
ตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด
มีรายงานว่า ที่ประชุมมีมติสำคัญในการตั้งคณะอนุกรรมการเพิ่มเติมอีก 4 คณะ เพื่ออุดช่องโหว่และตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานรัฐในทุกมิติ โดยที่ประชุมมีประเด็นสำคัญจากการประชุมดังนี้
1.บทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐ หากพบว่าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐรายใดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้กับขบวนการกักตุนน้ำมัน คณะกรรมการฯ จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงและดำเนินคดีอาญาทันที
2.การรื้อระบบบริหารจัดการพลังงาน คณะกรรมการฯ มุ่งเน้นการสร้างระบบตรวจสอบที่โปร่งใสและคานอำนาจระหว่างหน่วยงาน เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาข้อมูลตัวเลขการตรวจสอบไม่สอดคล้องกัน
3.การทำงานเชิงรุก จะมีการประชุมติดตามความคืบหน้าเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อตรวจสอบว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเต็มที่หรือไม่ โดยมุ่งหวังให้เกิดการแก้ไขกฎหมายที่ล้าหลังและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาประชาชนไม่มีน้ำมันเติมในอนาคต
ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าวจะไม่เข้าไปก้าวก่ายสำนวนคดีอาญาที่อยู่ในความรับผิดชอบของ DSI หรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่จะเน้นการตรวจสอบช่องโหว่เพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประชาชน
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี