533.jpg
กองทัพเตรียมพร้อม เขมรยิง 5 นัด ก่อกวนด้านสรินทร์

กองทัพเตรียมพร้อม เขมรยิง 5 นัด ก่อกวนด้านสรินทร์

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองทัพเตรียมพร้อม

เขมรยิง5นัด

ก่อกวนด้านสรินทร์

ชี้พฤติกรรมฉีกข้อตกลง

สว.เชิญทูตแจงเลิกMOU

 

ทบ. แจงเหตุเสียงปืน 5 นัดชายแดนสุรินทร์ ชี้กัมพูชาเจตนาก่อกวน ขัดถ้อยแถลงร่วมฯ ด้านกองกำลังสุรนารีย้ำหน่วยในพื้นที่ยึดกฎการใช้กำลังพร้อมรับสถานการณ์ “ผบ.ทร.”ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์ จับตากัมพูชาขยับกำลังชายแดนตราด ซ้อมอพยพ-ช่วยประชาชนรับทุกมิติ กมธ.สว. เชิญทูตอาเซียน+3 เผยเหตุรัฐบาลไทย เข้ารับฟังเหตุผลยกเลิก MOU 43 เพราะไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาชายแดน ซัด ‘กัมพูชา’ ละเมิดข้อตกลงหลายปี ยก“บ้านหนองจาน-ช่องอานม้า” เคยช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่กลับถูกบุกรุก แถมเจรจามา 26 ปี ล่าช้ามาก ส่วน MOU 44 เขมรจ้องงาบ “ปิโตรเลียม” แบบ “ครึ่งต่อครึ่ง” ทั้งที่เส้นอ้างสิทธิ์ยังเคลียร์ไม่จบ


เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา กองทัพบก ได้รับรายงานจาก ร้อย.ทพ.2603 กองกำลังสุรนารี ขณะจัดกำลังพลปฏิบัติภารกิจปรับปรุงที่มั่นเสริมความมั่นคง บริเวณหลักเขตแดนที่ 18 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ โดยเมื่อเวลาประมาณ 14.20 น. กำลังพลได้ยินเสียงปืนเล็กจำนวน 5 นัด ดังมาจากทางทิศใต้ ระยะทางประมาณ 600 เมตร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายกัมพูชา หลังจากนั้น กำลังพลได้หยุดฟังและตรวจการณ์อย่างละเอียด ไม่ปรากฏสิ่งผิดปกติ จึงได้ปฏิบัติภารกิจต่อไป

เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายเราไม่มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการยิงโต้ตอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการเปิดเผยที่ตั้งและการวางกำลังของฝ่ายเรา ทั้งนี้ กองกำลังสุรนารีสั่งการให้เฝ้าระวังและพร้อมปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังตามสถานการณ์อย่างเคร่งครัด

สำหรับการกระทำของฝ่ายกัมพูชาดังกล่าว แม้จะมีลักษณะเป็นการก่อกวนจากระยะไกล แต่จัดเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อถ้อยแถลงร่วมฯ อย่างชัดเจน ซึ่งกองกำลังสุรนารี จะได้แจ้งเตือนและประท้วงฝ่ายกัมพูชาถึงการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงดังกล่าว ผ่านช่องทางชุดประสานงานในพื้นที่ต่อไป

‘ผบ.ทร.’ลั่นพร้อมทุกสถานการณ์

พล.ร.อ.ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายกำลังบริเวณชายแดนจ.ตราด ว่า กองทัพเรือมีการเตรียมกำลังและซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับทั้งสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยพิบัติ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนและชายฝั่งทะเล ซึ่งต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยันดูแลพื้นที่แนวชายแดนเข้ม ทั้งการรักษาแนวและตรวจการณ์ในพื้นที่วางกำลัง พร้อมเตรียมรับทุกสถานการณ์ ทั้งการฝึกใช้อาวุธ การช่วยเหลือและอพยพประชาชน

“ผมชื่นชมและขอส่งกำลังใจถึงประชาชนในพื้นที่ จันทบุรี และตราด ที่ให้ความร่วมมือกับภาครัฐเป็นอย่างดี เห็นได้จากการเข้าร่วมการฝึกต่างๆ อย่างพร้อมเพรียง ถือเป็นส่วนสำคัญในการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ฝึกให้ทราบว่าตัวเองจะต้องทำอะไร“ ผบ.ทร. กล่าว

ส่วนกำลังพลทหารเรือ นั้น ผู้บัญชาการทหารเรือ ย้ำว่า ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นให้ความห่วงใยกำลังพลอย่างใกล้ชิด ลงพื้นที่พบปะพูดคุยสร้างขวัญกำลังใจด้วยตนเองทุกครั้ง

ซ้อมอพยพ-ช่วยประชาชน

ทั้งนี้ พล.ร.อ.ไพโรจน์ พร้อมด้วย พล.ร.อ.สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รองผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการฝึกกองทัพเรือ 2569 ได้ร่วมชมการฝึกอพยพเคลื่อนย้ายประชาชนออกจากพื้นที่วิกฤติ และการฝึกบรรเทาสาธารณภัย ภายใต้การฝึกกองทัพเรือ 2569 (รหัส ทร.69) ที่ อ.คลองใหญ่ จ.ตราด เพื่อทดสอบความพร้อมด้านกำลังพล ระบบบัญชาการ และการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน รองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและภัยพิบัติในพื้นที่ชายแดนต่อไป

‘ทูตญี่ปุ่น’พบ’บิ๊กดุลย์’ถกความมั่นคง

ที่กระทรวงกลาโหม ศาลาว่าการกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม ให้การต้อนรับ นาย Otaka Masato (โอตากะ มาซาโตะ) เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมคำนับเพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และหารือเกี่ยวกับความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยกับญี่ปุ่น โดยทั้งสองฝ่ายได้ชื่นชมต่อความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและญี่ปุ่น ซึ่งกำลังจะครบรอบ 140 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2570 พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือในฐานะ “หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” ซึ่งครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหาร

ปราบสแกมเมอร์ชายแดนไทย-เขมร

ในการนี้ฝ่ายไทยได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับการสนับสนุนผ่านโครงการความช่วยเหลือด้านความมั่นคงแบบให้เปล่า(Official Security Assistance : OSA)พร้อมทั้งแสดงความยินดีที่ไทยและญี่ปุ่นจะร่วมกันเป็นประธานคณะทำงานผู้เชี่ยวชาญด้านการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ภายใต้กรอบการประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียนกับรัฐมนตรีกลาโหมประเทศคู่เจรจา (ASEAN Defence Ministers’ Meeting-Plus : ADMM-Plus) ในวงรอบถัดไป ระหว่างปี 2570 - 2573

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ตลอดจนแนวทางความร่วมมือในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติโดยเฉพาะกลุ่มสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในภูมิภาค การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความสัมพันธ์ไทย - ญี่ปุ่น ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่เสถียรภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคต่อไป

รบ.ยันเลิกMOU44ไทยยังได้เปรียบ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การยกเลิก บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันกมหรือ MOU 2544 โดยเปลี่ยนมาใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS แทน ซึ่งยืนยันว่าไทยยังคงได้เปรียบทางกัมพูชา แต่ต้องยอมรับว่า UNCLOS เป็นกฎหมายทางทะเลที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งต้องยอมรับว่ามีข้อกฎหมายย่อยอีกกว่า 300 ข้อ ซึ่งมีเทคนิคค่อนข้างมาก จึงต้องทำความเข้าใจ

ส่วนการเดินทางเยือนฝรั่งเศสในครั้งนี้นายกรัฐมนตรีไม่ได้ขอคำแนะนำเรื่องกฎหมายเพื่อไปชี้แจง ต่อการยกเลิกการใช้ MOU 2544 แม้ว่าทาง ประธานาธิบดีจะเปิดทำเนียบรับกัมพูชาด้วยเช่นกัน เนื่องจากด้วยสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ทำให้ทางฝรั่งเศสจะต้องเปิดรับทุกประเทศ

สว,แจงทูตอาเซียนปมเลิกMOU43

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา เชิญเอกอัครราชทูตประเทศอาเซียน +3 เข้ารับฟังข้อมูลการพิจารณายกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่รัฐสภา นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวบรรยายสรุปผลการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ต่อคณะเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยจาก 12 ประเทศ ได้แก่ เอกอัครราชทูตอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น มาเลเซีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ติมอร์-เลสเต และเวียดนาม รวมถึงผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี สถานเอกอัครราชทูตเนการาบรูไนดารุสชาลาม และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์

พบการละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง

โดย นายนพดล กล่าวว่า ตามที่ทราบเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนระหว่างไทย - กัมพูชาที่ผ่านมา ซึ่งปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดที่ประเทศไทย ควรจะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาในมิติด้านพรมแดน และทรัพยากร พื้นที่ทับช้อนทางบกและทางทะเล ถือว่าเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ กฎหมายระหว่างประเทศและความมั่นคงของรัฐ ในช่วงที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสสาธารณะและข้อห่วงกังวลจากฝ่ายนิติบัญญัติและประชาชนเกี่ยวกับผลกระทบเชิงความมั่นคง อธิปไตยทางดินแดน และผลประโยชน์ของประเทศที่อาจเกิดจากการดำรงอยู่ของ MOU ทั้ง 2 ฉบับ ดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นความคลุมเครือของแนวเขตแดน ที่อยู่ระหว่างการเจรจาและผลกระทบต่อการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อน ปัญหาความไม่เข้าใจ เอกสารอ้างอิง เช่น แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 และการตีความที่แตกต่างกันของทั้ง 2 ฝ่าย ตลอดจนการเกิดเหตุการณ์การละเมิดข้อตกลงหลายครั้ง รวมถึงการอ้างว่า MOU 2544 เป็น ข้อตกลงชั่วคราวที่ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง ได้นำไปสู่กระแสเรียกร้องทางสังคม เกิดข้อเสนอให้พิจารณาการ “ยกเลิก แก้ไข หรือทบทวน MOU ทั้ง 2 ฉบับ” เพื่อจัดทำกรอบความร่วมมือใหม่ที่สอดคล้องกับประโยชน์แห่งรัฐ

ได้ข้อมูลเชิงลึกเป็นประโยชน์อย่างมาก

ทั้งนี้ หลังจากที่คณะกรรมาธิการวิสามัญได้พิจารณาศึกษา และรวบรวมข้อมูลจากการเชิญบุคคล ที่เกี่ยวข้องจากกองทัพบก กองทัพเรือ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงการเดินทางไปศึกษาดูงาน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงในพื้นที่จังหวัดชายแดนทั้ง 7 จังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย - กัมพูชา ตลอดจนการเชิญผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงกลาโหม มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชาที่เกิดขึ้น ทำให้คณะกรรมาธิการได้รับทราบข้อมูลในเชิงลึกที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

เขมรบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง

นายนพดล กล่าวต่อว่า เรื่องที่กัมพูชาได้มีการละเมิดพื้นที่ของไทย โดยใช้ประชาชนชาวกัมพูชาบุกรุกพื้นที่หลายร้อยครั้ง โดยประเทศไทยได้มีหนังสือทักท้วงมาตลอด แต่กัมพูชาก็มักจะเพิกเฉย นอกจากนี้ ตนขอยกตัวอย่างที่ชัดเจน 2 ประการ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยต้องเผชิญบริเวณพื้นที่แนวชายแดนมาอย่างยาวนาน ตัวอย่างประการแรก คือ พื้นที่บ้านหนองจานในจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นดินแดนของไทย แต่เมื่อปีพ.ศ. 2522 หลังสงครามในกัมพูชา ชาวกัมพูชาจำนวนมากหนีตายและหนีความอดอยาก ข้ามชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย ในช่วงเวลาขณะนั้น รัฐบาลไทยร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สำนักงาน ข้าหลวงใหญ่ผู้สี้ภัยแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ และสภากาชาดไทย ได้ให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองอย่างครอบคลุมแก่ชาวกัมพูชาหลายแสนคน ที่หนีภัยสงครามและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มายังชายแดนไทย โดยแจกจ่ายอาหารยารักษาโรค และคุ้มครองผู้ลี้ภัยตามค่ายต่าง ๆ เช่น ค่ายหนองจาน ต่อมาค่ายแห่งนี้ได้ถูกปิด แต่ก็ยังคงมีชาวกัมพูชาที่ยังไม่ยอมย้ายออกไป และยืดครองพื้นที่บ้านหนองจานมาจนถึงก่อนเหตุการณ์การปะทะกันเมื่อเดือนก.ค. พ.ศ. 2568

ชี้MOU43มีปัญหาความชอบด้วยรธน.

นายนพดล กล่าวอีกว่า ตัวอย่างที่สอง คือ ช่องอานม้าในจังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความรู้สึกถึงความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม ประเทศไทยจึงได้ผ่อนปรนให้ชาวบ้านกัมพูชาเดินทางเข้ามาในพื้นที่เป็นการชั่วคราวเพื่อทำการค้าและขายสินค้าท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับมีครัวเรือนประมาณ 200 ครัวเรือน ค่อย ๆ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างถาวรภายในเขตแดนไทย นี่เป็นเพียง 2 ตัวอย่างจากพื้นที่อย่างน้อย 15 แห่งที่เกิดสถานการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้น ภายใต้การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญอย่างละเอียด รอบคอบ รอบด้านในทุกมิติ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ อีกทั้งการเสียสละของ พี่น้องทหารจะต้องไม่สูญเปล่า คณะกรรมาธิการวิสามัญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544

โดยเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2543 มี สาระสำคัญคือ เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ด้วยเหตุผลคือ คณะรัฐมนตรีไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2542 และการยอมรับใน MOU 2543 ว่าแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 เป็นแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม – อินโดจีน มีผลทำให้เปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย ซึ่งแผนที่ดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อบทในอนุสัญญา ค.ศ. 1904 จึงเห็นได้ว่า MOU 2543 อาจเป็นหนังสือสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย และไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

แผนที่เส้นเขตแดนไม่ได้รับการรับรอง

นายนพดล กล่าวว่า แผนที่แสดงเส้นเขตแดนตาม MOU 2543 ไม่ได้รับการรับรอง เนื่องจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเอง กำหนดว่าบูรณภาพแห่งดินแดนแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาจะต้องไม่ถูกละเมิดโดยเด็ดขาด ดังนั้น เมื่อแล้วเสร็จ แผนที่จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายไทยและและกัมพูชาอย่างแน่นอน ทำให้การดำเนินการที่ผ่านมาทั้งหมดสูญเปล่า ทั้งนี้ การดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย - กัมพูชาตาม MOU 2543 มีความคืบหน้าน้อยมากแม้เวลาได้ผ่านไปแล้วเกือบ 26 ปี แต่ปัจจุบันการดำเนินการยังอยู่ในขั้นตอนที่ 1 จากทั้งหมด 5 ขั้นตอน ตามที่กำหนดใน TOR ซึ่งมีความคืบหน้าเพียงราวร้อยละ 60 ของขั้นตอนที่ 1 ตาม TOR เท่านั้น

หลังการปะทะใหญ่ 2 ครั้งล่าสุด ในปี 2568 เหตุการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง กรอบและกฎเกณฑ์การเจรจาทวิภาคีตาม MOU 2543 ไม่อาจนำมาใช้ได้ทั้งหมด ไทยและกัมพูชาต้องยึดถือแถลงการณ์ร่วมของการประชุมสมัยพิเศษครั้งที่3 ของคณะกรรมการ GBC เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2568 ข้อ 2 เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศเบื้องต้น ในการอยู่ร่วมกันโดยสันติ กรอบการเจรจาหาเส้นเขตแดนทางบกถาวร จะต้องเริ่มจากจุดนี้เท่านั้น กัมพูชามีพฤติกรรมที่ละเมิดและไม่รักษาสัญญา รวมทั้งชอบยั่วยุเพื่อให้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างข่าวปลอมได้ การทำข้อตกลงใด ๆ กับกัมพูชาจึงต้องมีความรอบคอบและรัดกุมมากกว่าการทำข้อตกลงกับประเทศอื่นทั่วไป ซึ่ง MOU 2543 เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีความรอบคอบและรัดกุมเพียงพอที่จะรับมือกับพฤติกรรม ดังกล่าวของกัมพูชาได้

แจงเหตุผลสำคัญในการยกเลิกMOU44

นายนพดล กล่าวด้วยว่า สำหรับเหตุผลแห่งการยกเลิก MOU 2544 มีสาระที่สำคัญ คือ เส้นเขตไหล่ทวีป พ.ศ. 2515 ของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดแจ้ง ดังนั้น จึงไม่สมควรที่จะนำเส้นเขตดังกล่าว เข้ามาเป็นกรอบในการเจรจาใด ๆ ทั้งสิ้น กัมพูชาแสดงเจตนารมณ์อันชัดแจ้งว่าจะไม่ปฏิบัติตาม MOU ด้วย เห็นได้จากการที่ฝ่ายกัมพูชาได้เสนอร่างข้อตกลงการประชุม ต่อประธานคณะทำงานร่วมทางเทคนิค ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. พ.ศ. 2565 โดยมีประเด็นที่สำคัญคือ การเสนอให้ทั้งสองประเทศแบ่งผลประโยชน์ในทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันในเขตไหล่ทวีปในเปอร์เซ็นต์เท่ากัน คือ 50:50 ข้อเสนอดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ากัมพูชาไม่มีเจตนารมณ์ที่จะแก้ไขปัญหา กัมพูชายังคงอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดของไทย เมื่อพิจารณาหลักฐานต่าง ๆ แล้ว เห็นเป็นที่แน่ชัดว่ากัมพูชายังคงมีเจตนารมณ์ที่จะอ้างอธิปไตยเหนือเกาะกูดทั้งหมดหรืออย่างน้อยที่สุดครึ่งหนึ่งของเกาะ ดังนั้น กรอบการเจรจาไม่สามารถนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ได้ ประกอบกับขณะนี้

ชี้เขมรอ้างสิทธิ์เกินความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสภาวะแวดล้อมทางการเมือง สังคม การขาดความจริงใจจากฝั่งกัมพูชา ที่ส่งผลกระทบทางลบและไม่เอื้ออำนวยต่อบรรยากาศในการเจรจาเห็นได้จาก ฝ่ายกัมพูชา มีเจตนาที่จะอ้างสิทธิ์พื้นที่ใหญ่เกินจากความเป็นจริง ขาดพื้นฐานทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เส้นไหล่ทวีปที่ไม่เคารพต่ออำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยทางทะเลโดยรอบเกาะกูดของไทย และการกระทำอื่น ๆ

“จากเหตุผลที่กล่าวไปทั้งหมดนี้ หากในอนาคตรัฐบาลไทยได้ดำเนินการเพื่อยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่านานาชาติคงจะเข้าใจถึงความจำเป็นในการดำเนินการดังกล่าว” นายนพดล กล่าว

 

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top