533.jpg
โควิด 'นิมบัส' คัมแบ็ก! สิงคโปร์ยอดพุ่ง ไทยเตือนรับมือระลอกใหม่

โควิด 'นิมบัส' คัมแบ็ก! สิงคโปร์ยอดพุ่ง ไทยเตือนรับมือระลอกใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

กลายเป็นประเด็นที่คนรักสุขภาพและผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศกำลังให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศสิงคโปร์กลับมาเป็นกระแสจับตามองอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา โดยพบยอดผู้ติดเชื้อพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดกว่าหมื่นราย

 


วิกฤตระลอกใหม่ในสิงคโปร์ ตัวเลขพุ่งกระฉูดเกือบ 60%

จากข้อมูลรายงานสถานการณ์โรคติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศสิงคโปร์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานควบคุมโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (Communicable Diseases Agency Singapore หรือ CDA) ณ วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 พบการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่น่าจับตามองดังนี้

  • ในช่วงสัปดาห์ระหว่างวันที่ 10 – 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงถึง 12,700 รายภายในสัปดาห์เดียว
  • ยอดผู้ติดเชื้อดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเกือบ 60% เมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งมียอดผู้ติดเชื้ออยู่ที่ประมาณ 8,000 ราย
  • อัตราเฉลี่ยต่อวันของผู้ป่วยโควิด-19 ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล (นอนโรงพยาบาล) เพิ่มสูงขึ้นจากเดิมเฉลี่ยวันละ 56 ราย ขยับขึ้นเป็นเฉลี่ยวันละ 73 ราย
  • อย่างไรก็ตาม ทางด้านผู้ป่วยวิกฤตที่ต้องเข้ารับการดูแลอย่างใกล้ชิดในห้องไอซียู (ICU) ยังคงมีตัวเลขเฉลี่ยอยู่ในระดับที่ต่ำมาก โดยเฉลี่ยพบเพียงประมาณ 1 รายต่อวันเท่านั้น

 

เจาะลึกรหัสพันธุกรรมสายพันธุ์ใหม่ NB.1.8.1 หรือ "นิมบัส" (Nimbus)

กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศสิงคโปร์ได้ระบุว่า สายพันธุ์หลักที่กำลังแพร่ระบาดและครองสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ติดเชื้อในสิงคโปร์ ณ เวลานี้ คือสายพันธุ์ย่อยที่มีชื่อรหัสทางวิทยาศาสตร์ว่า NB.1.8.1 หรือมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการอีกชื่อหนึ่งว่าสายพันธุ์ "นิมบัส" (Nimbus) โดยมีคุณลักษณะและความเป็นมาดังนี้

  • ต้นกำเนิดและสายวิวัฒนาการ: สายพันธุ์นิมบัสจัดเป็นไวรัสสายพันธุ์ย่อยที่อยู่ในตระกูลโอมิครอน (Omicron) โดยเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาจากสายพันธุ์ผสม XDV.1.5.1 และมีลักษณะการสืบเชื้อสายเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับกลุ่มสายพันธุ์ JN.1
  • กลไกการกลายพันธุ์และการเข้าสู่เซลล์: ไวรัสชนิดนี้เกิดการกลายพันธุ์ในตำแหน่งโปรตีนหนาม (Spike Protein) หลายจุด ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการเข้าจับกับเซลล์ร่างกายมนุษย์ การกลายพันธุ์นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ตัวไวรัสสามารถเกาะติดกับตัวรับบนเซลล์ของมนุษย์ที่เรียกว่าตัวรับ $ACE2$ ได้อย่างเหนียวแน่นยิ่งขึ้น
  • ความสามารถในการแพร่กระจาย: ผลจากการเกาะเซลล์ได้เหนียวแน่นทำให้สายพันธุ์นิมบัสมีความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวางเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการหลบหลีกภูมิคุ้มกันของมนุษย์ได้ดีขึ้นเล็กน้อย
  • ความรุนแรงในมุมมองขององค์กรระดับโลก: องค์การอนามัยโลก (WHO) และสถาบันโรคติดต่อแห่งชาติ (NICD) ได้ร่วมกันประเมินและยืนยันข้อมูลในปัจจุบันว่า ยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางคลินิกใดๆ ที่บ่งชี้ว่าสายพันธุ์ NB.1.8.1 นี้จะก่อให้เกิดกลุ่มอาการใหม่ๆ ที่แตกต่างไปจากเดิม หรือมีดีกรีความรุนแรงของโรคเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้แต่อย่างใด

 

เช็กอาการเด่นเฉพาะตัว เจ็บคอรุนแรง

จากการสังเกตอาการทางคลินิกของผู้ป่วยโควิดสายพันธุ์ NB.1.8.1 พบลักษณะอาการเด่นที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยสามารถจำแนกกลุ่มอาการออกได้ดังนี้:

  • อาการเด่นที่เป็นเอกลักษณ์: ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเผชิญกับอาการเจ็บคออย่างรุนแรง (Razor-blade throat) โดยผู้ป่วยจะมีความรู้สึกเจ็บปวดแหลมลึกและทรมานในลำคอ คล้ายกับการมีใบมีดโกนมาบาดอยู่ภายในคอ ซึ่งถือเป็นอาการสัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้
  • อาการร่วมทั่วไปในระบบร่างกาย: ผู้ป่วยมักจะมีอาการอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า มีไข้ มีอาการไออ่อนๆ หรือไอแห้ง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ รวมถึงมีอาการคัดจมูกหรือมีน้ำมูกไหลร่วมด้วย
  • อาการที่หายไปหรือพบได้ยากขึ้น: สิ่งที่น่าสนใจคือ อาการสูญเสียการรับรสและดมกลิ่นซึ่งเคยเป็นอาการยอดฮิตและพบได้บ่อยมากในโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้านั้น กลับพบได้น้อยลงมากในการระบาดของสายพันธุ์นิมบัสนี้

 

ทำไมโควิดสิงคโปร์ถึงกลับมาระบาดระลอกใหม่?

กระทรวงสาธารณสุขและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในประเทศสิงคโปร์ชี้แจงว่า คลื่นการระบาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากตัวไวรัสเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักประกอบกัน

1. การลดลงของภูมิคุ้มกันในประชากร: ระดับภูมิคุ้มกันของประชาชนที่ได้มาจากการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 หรือภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการเคยติดเชื้อโควิดเริ่มลดน้อยถอยลงตามกาลเวลาที่ผ่านไป

2. สายพันธุ์ใหม่ที่แพร่เชื้อเก่งขึ้น: การปรากฏตัวและเติบโตของสายพันธุ์ย่อย NB.1.8.1 ที่มีความสามารถในการเข้าจับเซลล์ได้เป็นอย่างดีและกระจายเชื้อได้ว่องไว

3. พฤติกรรมทางสังคมและการเดินทาง: การกลับมารวมกลุ่มทางสังคม การเดินทางท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับธรรมชาติของไวรัสระบบทางเดินหายใจที่ได้กลายสภาพเป็นโรคประจำถิ่นไปแล้ว ซึ่งมักจะกระตุ้นให้เกิดคลื่นการระบาดขึ้นเป็นระยะๆ ตลอดทั้งปี

 

เกาะติดสถานการณ์ในประเทศไทย: NB.1.8.1 ขึ้นแท่นสายพันธุ์หลัก

สำหรับสถานการณ์โรคโควิด-19 ภายในประเทศไทยนั้น กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เฝ้าระวังและเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการจากระบบเฝ้าระวังโรค (DDS) ณ วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 และข้อมูลจากสถาบันวิจัยสาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดังนี้:

  • แนวโน้มตามฤดูกาล: ประเทศไทยพบแนวโน้มผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งการระบาดที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นไปตามฤดูกาลปกติ โดยในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นแต่ตัวเลขยังคงอยู่ต่ำกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง
  • สถิติผู้ป่วยสะสม: ในปี พ.ศ. 2569 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโควิด-19 สะสมจำนวน 3,642 ราย และมีรายงานผู้เสียชีวิตสะสมเพียง 1 ราย โดยในรอบสัปดาห์ล่าสุดไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม และยังไม่พบเหตุการณ์การแพร่ระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ (คลัสเตอร์) แต่อย่างใด
  • กลุ่มอายุที่ติดเชื้อมากที่สุด: จากสถิติพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยทำงานอายุระหว่าง 30 – 35 ปี รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 20 – 29 ปี ตามลำดับ
  • การครองพื้นที่ของสายพันธุ์หลัก: ข้อมูลผลการตรวจวิเคราะห์สายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2568 ถึงวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569 ยืนยันว่า สายพันธุ์ NB.1.8.1 ได้ขึ้นแท่นกลายเป็นสายพันธุ์หลักที่มีการระบาดในประเทศไทยไปแล้ว โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 50.95% ของตัวอย่างที่ตรวจพบทั้งหมด ในขณะที่สายพันธุ์รองลงมาคือ JN.1 ครองส่วนแบ่ง 24.97% และสายพันธุ์ XEC ครองส่วนแบ่ง 9.14%

กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่า แม้สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะมีการกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนามเพิ่มเติมจากสายพันธุ์ JN.1 ทำให้หลบหลีกภูมิคุ้มกันและแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น แต่ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อบ่งชี้ทางวิทยาศาสตร์ว่าสายพันธุ์นี้จะทำให้เกิดโรครุนแรงมากขึ้นแต่อย่างใด

 

ความเห็นและแนวทางปฏิบัติจาก กรมควบคุมโรค

ทางด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมและเน้นย้ำถึงแนวทางการปฏิบัติตนของประชาชนในการรับมือกับโรคโควิด-19 ไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์โรคโควิด-19 ในประเทศไทยมีสถานะเป็นโรคประจำถิ่นหรือโรคติดต่อตามฤดูกาลไปแล้ว ถึงแม้ว่าระดับความรุนแรงของโรคและแนวโน้มการแพร่ระบาดจะลดลงเมื่อเทียบกับช่วงปีแรกๆ แต่ประชาชนยังคงต้องรักษามาตรการที่สำคัญ โดยเน้นการใช้มาตรการทางสังคมที่สมดุลกับการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) และเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเคร่งครัด ด้วยการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นแกนหลัก

 

โดย นพ.ดิเรก ให้คำแนะนำในการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลไว้ 5 ประการสำคัญ ดังต่อไปนี้:

1.         การล้างมืออย่างสม่ำเสมอ: ประชาชนควรล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือเลือกใช้เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนก่อนการรับประทานอาหารและเครื่องดื่ม ภายหลังจากการเข้าใช้ห้องน้ำ หรือหลังจากที่ต้องไปสัมผัสกับบริเวณพื้นผิวที่มีการสัมผัสร่วมกันของคนจำนวนมาก เช่น ลูกบิดประตู หรือราวบันได เป็นต้น

2.         สุขอนามัยในการไอและจาม: เมื่อมีอาการไอหรือจาม ต้องปิดปากและปิดจมูกด้วยผ้าหรือกระดาษทิชชูทุกครั้ง เพื่อป้องกันการกระจายของละอองฝอย

3.         การสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่เสี่ยง: ควรหลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีคนอยู่รวมกันเป็นหมู่มากหรือพื้นที่แออัด แต่หากมีความจำเป็นและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

4.         การปกป้องกลุ่มเสี่ยง 608: ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วยในระบบทางเดินหายใจ เพื่อลดความเสี่ยงในการสัมผัสเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเสี่ยง 608 ได้แก่ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากหากกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ได้รับเชื้อและป่วย อาจนำไปสู่อาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้

5.         การเฝ้าระวังและการคัดกรองตนเอง: หากมีอาการที่น่าสงสัยว่าอาจจะป่วย เช่น มีไข้ ไอ หรือมีน้ำมูก ควรทำการตรวจหาเชื้อเบื้องต้นด้วยชุดตรวจ ATK ทันที และต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการนำเชื้อกลับไปติดกลุ่มบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงภายในบ้าน

นอกจากนี้ นพ.ดิเรก ยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า หากประชาชนทำการตรวจคัดกรองตนเองแล้วพบว่า "ผลตรวจเป็นบวก" (ติดเชื้อโควิด-19) ให้รีบเดินทางไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ หากประชาชนมีความสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค หมายเลขโทรศัพท์ 1422 ได้ตลอดเวลา

 

วัคซีนเข็มกระตุ้น วิธีป้องกันอาการป่วยรุนแรง

นอกเหนือจากมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ นพ.ดิเรก ได้เน้นย้ำแล้ว ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ยังคงมีความ "จำเป็นและมีประสิทธิภาพ" อย่างยิ่ง โดยวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน (เช่น วัคซีนที่ได้รับการปรับปรุงตามสายพันธุ์ JN.1, KP.2 หรือ LP.8.1) ยังคงสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่สามารถต่อต้านและรับมือกับสายพันธุ์ใหม่อย่าง NB.1.8.1 ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดอาการป่วยที่รุนแรง และลดความเสี่ยงในการที่ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานควบคุมโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (CDA) จึงได้ออกข้อแนะนำอย่างเป็นทางการ ให้ประชาชนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป สตรีมีครรภ์ ตลอดจนผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อรักษาระดับภูมิคุ้มกันให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยอยู่เสมอ

ในส่วนของแนวทางการดูแลตัวเองในสภาพแวดล้อมปิด แนะนำให้มีการปรับปรุงคุณภาพอากาศควบคู่ไปด้วย โดยการเปิดประตูและหน้าต่างเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์จากภายนอกได้มีการถ่ายเทหมุนเวียน หรือพิจารณาเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองอากาศในระดับ HEPA (High-Efficiency Particulate Air) ติดตั้งไว้ในพื้นที่ปิดเพื่อช่วยดักจับละอองฝอยและสิ่งปนเปื้อนในอากาศ รวมถึงหากรู้สึกไม่สบายควรรีบแยกตัวทันที ลดการพบปะสังสรรค์ และหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นเพื่อรับผิดชอบต่อส่วนรวม

 

บทสรุปการรับมือ

โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 หรือ "นิมบัส" ที่กำลังแพร่ระบาดทั้งในประเทศสิงคโปร์และประเทศไทยในขณะนี้ แม้จะมีคุณสมบัติทางกายภาพที่เอื้อให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้นตามธรรมชาติของการกลายพันธุ์ แต่จากข้อมูลหลักฐานทางคลินิกทั้งหมดพบลักษณะเด่นเพียงอาการเจ็บคอที่รุนแรงคล้ายมีดโกนบาด และไม่ได้ทวีดีกรีความรุนแรงของโรคให้มากไปกว่าสายพันธุ์เดิม

สำหรับประชาชนทั่วไป คนรักสุขภาพ และผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ การตั้งรับด้วยความไม่ตื่นตระหนก การปฏิบัติตามมาตรการรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดตามที่ กรมควบคุมโรคได้แนะนำไว้ ควบคู่ไปกับการเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นตามรอบเวลาอย่างต่อเนื่อง จะเป็นเกราะป้องกันและอาวุธที่ดีที่สุดที่ทำให้เราทุกคนสามารถใช้ชีวิตขับเคลื่อนสังคมและอยู่ร่วมกับโรคประจำถิ่นนี้ได้อย่างปลอดภัย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top