วันพุธ ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
ทหารระดมกำลัง! เสริมพนังกั้นน้ำแม่น้ำสาย คืบหน้ากว่า 41 % ด้านนายอำเภอแม่สายแจงยิบ ข้อติดขัดทุบอาคารและการขุดลอกน้ำสาย
วันที่ 27 พ.ค. 69 ความคืบหน้าการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อุทกภัยและน้ำล้นตลิ่ง บริเวณพื้นที่เศรษฐกิจชายแดนไทย-เมียนมา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ล่าสุดกำลังพลทหารช่างจากกองพลพัฒนาที่ 3 พร้อมด้วยชุดช่างจิตอาสาจากหน่วยทหารช่างในพื้นที่กองทัพภาคที่ 3 และศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 (มทบ.37) ได้ร่วมกันระดมสรรพกำลังเดินหน้าโครงสร้างวิศวกรรม ซ่อมแซมและเสริมความแข็งแรงพนังกั้นน้ำชั่วคราวกึ่งถาวรตลอดแนวลำน้ำสายอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมวลน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในช่วงฤดูฝนนี้ โดยภาพรวมความคืบหน้าการดำเนินงานล่าสุดอยู่ที่ร้อยละ 41.16
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานสร้างแนวกันน้ำกลับต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญในทางปฏิบัติ โดย นายวรายุทธ ค่อมบุญ นายอำเภอแม่สาย เปิดเผยว่า สิ่งกีดขวางทางน้ำทางกายภาพในปัจจุบันคือมีอาคารราชพัสดุและอาคารของภาคเอกชนรวมกว่า 14 จุด สร้างตึกรุกล้ำกีดขวางทางไหลของน้ำ ซึ่งจากการลงพื้นที่เจราจากับพี่น้องประชาชนในเบื้องต้น ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความเข้าใจและยินยอมให้มีการรื้อถอนอาคาร แต่ยังคงติดขัดด้วยระเบียบข้อกฎหมาย โดยเฉพาะอาคารของกรมธนารักษ์ที่ยังไม่มีการประกาศเพิกถอนตามขั้นตอน ทำให้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถเข้าไปรื้อถอนได้
นอกจากนี้ ในส่วนของอาคารภาคเอกชนและบ้านเรือนราษฎร แม้ชาวบ้านจะยินยอมให้รื้อถอน แต่ทางอำเภอและเทศบาลฯ จะต้องแบกรับภาระในการจัดหาที่พักอาศัยแห่งใหม่รองรับ เนื่องจากชาวบ้านไม่มีที่ไป หรือหากไม่สามารถหาที่อยู่ใหม่ทดแทนได้ รัฐบาลจะต้องมีกระบวนการเจรจาปรองดองเพื่อจ่ายเงินค่าชดเชยเยียวยาที่เหมาะสมจนเป็นที่พอใจและสบายใจของทุกฝ่าย ซึ่งจุดนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การเคลียร์พื้นที่ขวางทางน้ำยังล่าช้า
นายวรายุทธ เผยต่อว่า ปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้นคือ ‘แม่น้ำสาย’ เป็นแม่น้ำระหว่างประเทศ การขยับขับเคลื่อนโครงการใด ๆ จะต้องผ่านการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบร่วมกันจากคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-เมียนมา หรือ คณะกรรมการซับ JCR (Joint Border Committee) ทั้งสองฝ่าย เนื่องจากแนวเขตแดนของแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ได้มีการปักปันเขตแดนโดยใช้ ‘ร่องน้ำลึก’ มาตั้งแต่ปี 2530-2531 และมีบันทึกข้อตกลงร่วมกันเมื่อเดือนมีนาคม 2535 ระบุเงื่อนไขสำคัญว่า 'แม้แม่น้ำสายจะเปลี่ยนทิศทางไหลไปในทางใดก็ตาม ให้ยึดแนวเขตแดนร่องน้ำลึกตามปี 2530-2531 เป็นหลัก'
ข้อจำกัดทางกฎหมายสากลตรงนี้ ส่งผลให้พื้นที่ทางภูมิศาสตร์บางจุด เช่น บริเวณหัวฝาย แผ่นดินไทยได้ยื่นเข้าไปอยู่ในเขตของประเทศเมียนมา ขณะเดียวกัน พื้นที่บริเวณชุมชนเกาะทราย และวัดเกาะทราย ในทางกฎหมายเขตแดนกลับไปอยู่ในเขตของเมียนมา การจะดำเนินการปรับภูมิทัศน์หรือขุดลอกจึงต้องได้รับความยินยอมพร้อมใจจากทั้งสองประเทศเท่านั้น
ส่วนประเด็นที่พี่น้องประชาชนชาวอำเภอแม่สายเกิดความกังวลและตั้งคำถามว่า ทำไมจนถึงป่านนี้ภาครัฐจึงยังไม่มีการขุดลอกตะกอนทรายในแม่น้ำสาย นายอำเภอแม่สายระบุชัดเจนว่า เรื่องนี้เคยมีการประชุมทวิภาคีและทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทยกับเมียนมา เมื่อวันที่ 16-17 มกราคม 2568 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งในที่ประชุมครั้งนั้น ฝั่งไทยได้เสนอตัวขอนำเครื่องจักรเข้าขุดลอกลำน้ำยาวตลอดสายตั้งแต่แม่น้ำสายไปจนถึงแม่น้ำรวก แต่ทางรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธไม่ยินยอม โดยให้เหตุผลตามข้อตกลงว่า 'ทางเมียนมาจะเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการขุดลอกแม่น้ำสายด้วยตนเอง ส่วนฝั่งไทยให้รับผิดชอบขุดลอกในส่วนของแม่น้ำรวก'
‘ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทางจังหวัดเชียงรายไม่ได้นิ่งนอนใจ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้ทำหนังสือราชการส่งตรงไปยังเจ้าเมืองท่าขี้เหล็กของเมียนมา เพื่อเร่งรัดให้ฝั่งเมียนมาดำเนินการขุดลอกทางน้ำให้ทันก่อนที่มวลน้ำหลากฤดูฝนนี้จะมาถึง ล่าสุดแม้กระทั่งเจ้ากรมกิจการชายแดนทหารของไทย ก็ได้เดินทางข้ามแดนไปยังกรุงเนปีดอ เพื่อเข้าพบและนำเสนอแจ้งเตือนให้รัฐบาลทหารเมียนมาเร่งรัดการขุดลอกแม่น้ำสายเป็นการด่วนแล้ว ยืนยันว่าฝั่งไทยมีความพร้อมทั้งงบประมาณและเครื่องจักร แต่ติดเงื่อนไขสัญญาระหว่างประเทศที่พอเราทวงถามไป ทางเมียนมาก็ยังคงตอบกลับมาคำเดิมว่า เขาสามารถบริหารจัดการและดำเนินการเองได้’ นายอำเภอแม่สาย กล่าวทิ้งท้าย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี