537.jpg
ตชด.235 บุกตลบมุ้ง! ‘จับ 2 หนุ่มขนไอซ์’ ขยายผลยึดรวม 1.28 ตัน-มูลค่า 192 ล้าน

ตชด.235 บุกตลบมุ้ง! ‘จับ 2 หนุ่มขนไอซ์’ ขยายผลยึดรวม 1.28 ตัน-มูลค่า 192 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.36 น.

ตชด.235 บุกตลบมุ้ง! จับ 2 ผู้ต้องหาขนไอซ์ 240 โลคาริมโขง ขยายผลขบวนการลากยาว 4 รอบยึดรวม 1.28 ตัน มูลค่ากว่า 192 ล้านบาท

วันที่ 4 มิ.ย. 69 ที่บริเวณหน้ากองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 (ร้อย ตชด.235) อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม นายนิมิต ปัทมเจริญ ปลัดจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย ว่าที่ พ.ต.อ.ธีรศักดิ์ โพธิ์ศรีมา ผกก.ตชด.23 ค่ายศรีสกุลวงศ์ สกลนคร, พ.ต.ท.อนุสรณ์ แสนสิ่ง รอง ผกก.23 ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าร้อย ตชด.235, พ.ต.ท.อุดร สุนนทราช ผู้บังคับกองร้อย ตชด.235 และหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง ร่วมกันเปิดแถลงข่าวครั้งสำคัญ ในการจับกุมผู้ต้องหาขบวนการยาเสพติดรายใหญ่จำนวน 2 ราย พร้อมของกลางยาไอซ์บรรจุถุงชาจีนสีทอง จำนวน 8 กระสอบ น้ำหนักรวมประมาณ 240 กิโลกรัม และรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ 4 ประตู จำนวน 1 คัน


สำหรับเบื้องหลังปฏิบัติการในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการขยายผลอย่างต่อเนื่องของ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 235 (ศป.ปส.ตชด.235) โดยสามารถไล่เรียงไทม์ไลน์การทลายเครือข่ายนี้ได้ดังนี้ โดยเดือนเมษายน 2569 จับกุม ‘นายหนุ่ม’ (อายุ 20 ปี) และภรรยา (อายุ 16 ปี) พร้อมของกลางยาไอซ์ 579 กิโลกรัม และยาบ้าอีกประมาณ 2 ล้านเม็ด ซุกซ่อนในบ้านพัก พื้นที่ ต.โพนแพง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม โดยนายหนุ่มได้ยอมให้การซัดทอดถึงผู้ร่วมขบวนการ

ต่อมา วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ชุดปฏิบัติการ ตชด.235 ไล่ล่าจับกุม ‘นางหมิว’ (อายุ 45 ปี) พร้อมยาไอซ์ 270 กิโลกรัม บนถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2105 (สายหลักศิลา - เรณูนคร) และวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เจ้าหน้าที่แกะรอยข้อมูลโทรศัพท์มือถือ บุกรวบตัว ‘นายณรงค์ฤทธิ์’ (อายุ 28 ปี) ซึ่งแฝงตัวทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งอาหาร (ไรเดอร์) พร้อมของกลางยาไอซ์ 191 กิโลกรัม และยาบ้าอีก 200,000 เม็ด ในพื้นที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม

จากการตรวจเช็กพิกัดเทคโนโลยี ซิมการ์ดโทรศัพท์ และประวัติทะเบียนรถของนายณรงค์ฤทธิ์ (ไรเดอร์) พบมีการติดต่อเชื่อมโยงกับเครือข่ายในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี หลายครั้ง คาดเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มลำเลียงลำน้ำโขงแถบอีสานใต้ เนื่องจากในรอบไตรมาส (3 เดือนที่ผ่านมา) เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงฝั่งอีสานตอนบน โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม มีมาตรการตรวจเข้มงวดสกัดกั้นอย่างหนัก ทำให้นายทุนสั่งเบนเข็มหันไปใช้ช่องทางธรรมชาติทางริมแม่น้ำโขง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ในการลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนในของประเทศแทน

พ.ต.ท.อุดร สุนนทราช ผู้บังคับกองร้อย ตชด.235 จึงได้ประสานการทำงานร่วมกับ ตชด.226 อ.พิบูลมังสาหาร และ ตชด.227 อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี ร่วมกันวางกำลังตรึงจุดยุทธศาสตร์เส้นทางต้องสงสัยอย่างเป็นระบบ กระทั่งเมื่อเวลาใกล้เที่ยงคืนของวันที่ 3 มิถุนายน 2569 เจ้าหน้าที่ชุดซุ่มสกัดพบรถยนต์กระบะตรงตามที่สายข่าวแจ้งเบาะแส เป็นรถมิตซูบิชิ ไทรทัน 4 ประตู สีน้ำตาล หมายเลขทะเบียน ขข 2693 นครราชสีมา ขับเร่งความเร็วสูงออกมาจากเส้นทางริมฝั่งแม่น้ำโขง อ.โขงเจียม มุ่งหน้าไปทาง อ.พิบูลมังสาหาร ทว่าในระหว่างทาง คนขับเริ่มไหวตัวทันว่ามีเจ้าหน้าที่สะกดรอยตาม จึงเลี้ยวรถเปลี่ยนทิศทางหลบหนีเข้าไปในเส้นทางย่อยภายในหมู่บ้าน แต่เนื่องจากคนขับไม่ชินเส้นทาง ประกอบกับชุดปฏิบัติการได้ทำการปิดล้อมเส้นทางเข้า-ออก หมู่บ้านนาโพธิ์เหนือ หมู่ 8 ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เอาไว้หมดสิ้น

ส่งผลให้รถกระบะคันดังกล่าวติดกับดักขยับไปไหนไม่ได้ ผู้ต้องหาในรถเห็นท่าจนมุมจึงยอมเปิดประตูยกมือแสดงตัวยอมจำนนต่อเจ้าหน้าที่ จากการตรวจค้นบริเวณเบาะผู้โดยสารด้านหลัง พบกระสอบปุ๋ยต้องสงสัยจำนวน 8 กระสอบ ภายในอัดแน่นด้วยยาไอซ์แพลตฟอร์มถุงชาจีนสีทอง น้ำหนักรวม 240 กิโลกรัม จึงควบคุมตัวมาตรวจนับและสอบสวนขยายผลที่ กองร้อย ตชด.235 อ.ธาตุพนม

จากการสอบสวนเบื้องต้น ทราบชื่อผู้ต้องหาคือ นายสราวุฒิ หรือวุธ อายุ 28 ปี (ชาวเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ) และ นายสุกฤตา หรือโด้ อายุ 20 ปี (ชาว อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี) โดยนายวุธ (คนขับ) ให้การรับสารภาพว่า ตนเองมีอาชีพขับรถแบคโฮแต่ปัจจุบันกำลังตกงาน ต่อมาได้ถูก ‘นายชัย’ ซึ่งเป็นเพื่อนในสายงานเดียวกัน ชักชวนผ่านทางโทรศัพท์จากนายทุนให้มาฮับงานขนส่งสิ่งของผิดกฎหมายที่ริมแม่น้ำโขง พื้นที่อำเภอโขงเจียม โดยตกลงค่าจ้างกันที่ราคากระสอบละ 15,000 บาท (รวมมูลค่า 120,000 บาท) และมีการโอนค่าน้ำมันล่วงหน้าให้ก่อน 10,000 บาท

แต่เนื่องจากตนไม่เคยเดินทางมาพื้นที่ภาคอีสาน จึงได้ขับรถไปชวน ‘นายโด้’ รุ่นน้องที่เคยทำงานไซต์ก่อสร้างด้วยกันที่จังหวัดปราจีนบุรีให้มาเป็นเพื่อน โดยตกลงว่าจะแบ่งเงินรางวัลกันคนละครึ่ง (ตกกระสอบเกือบ 60,000 บาทต่อคน) หวังจะนำเงินไปตั้งหลักชีวิตช่วงตกงาน แต่สุดท้ายขับหลงทางจนถูกเจ้าหน้าที่ล้อมจับกุม เงินที่วาดฝันไว้จึงหายวับไปกับตา เหลือทิ้งไว้เพียงโทษทัณฑ์ที่จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาหนักฐาน ‘ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ไอซ์) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน และทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความปลอดภัยของประชาชนโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย’ ก่อนนำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.โขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

และจากผลการปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาดและกล้าหาญของทีมงาน ตชด.235 ในครั้งนี้ พล.ต.ท.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ ผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ผบช.ตชด.) ได้สั่งการมอบเงินรางวัลพิเศษจำนวน 50,000 บาท ให้แก่ชุดปราบปรามยาเสพติดรายสำคัญดังกล่าวและครอบครัว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทยต่อไป

ทั้งนี้ จากมาตรการสกัดกั้นอย่างเข้มข้น ส่งผลให้ยอดรวมการจับกุมขยายผลเครือข่ายยานรกกลุ่มนี้ของ ตชด.235 รวม 4 ครั้ง ยึดของกลางยาไอซ์รวมได้ทั้งสิ้น 1,280 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่าราคาต้นทุนหน้าโรงงานผลิตฝั่งประเทศเพื่อนบ้านอยู่ที่ประมาณ 192 ล้านบาท (ถุงละ 150,000 บาท) ซึ่งหากเล็ดลอดเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯ หรือปริมณฑลจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว (ถุงละ 300,000 บาท) และหากส่งออกไปยังประเทศที่สามจะมีมูลค่าพุ่งทะยานสูงขึ้นถึง 100 เท่าตัว อย่างไรก็ตามภาคประชาชนในพื้นที่ยังคงส่งเสียงเรียกร้องผ่านสื่อมวลชน วอนให้กลไกยุติธรรมเร่งสืบสวนลากคอ ‘นายทุนรายใหญ่’ ตัวจริงมาลงโทษประหารชีวิตและยึดทรัพย์ให้ตกเป็นของแผ่นดินอย่างจริงจัง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top