วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
รอบรั้วเมืองใต้ในหนังสือพิมพ์แนวหน้า ฉบับนี้ ผู้เขียนขอเข้าร่ายข่าวสังคม ชมคนที่ควรชม ข่มคนที่ควรข่ม ตามวิสัยคนหนังสือพิมพ์อาชีพ ที่เห็นมาอย่างไร ก็เขียนไปอย่างนั้น... เรื่องของ เศรษฐกิจ การ ลงทุน เป็นเรื่อง ไม่เล็ก สำหรับ ประเทศไทย ดังนั้น อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงทิ้งเรื่องความ วุ่นวายของ การเมือง ในประเทศไว้ชั่วคราว บิน ลัดฟ้า ไปเยือนประเทศ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามหลังจากที่ ฯ พณ ฯ โตเลิม ผู้นำประเทศเวียดนาม เพิ่งจะเดินทางมาเยือนประเทศไทย เมื่อ สัปดาห์ก่อน และการไปเยือนเวียดนามของ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และ คณะ คงจะได้ สัมผัส ถึงความ เติบโต ในเรื่อง เศรษฐกิจ การลงทุน ของ เวียดนาม อดีตประเทศ ที่มี สงคราม ยาวนาน หลัง ผ่านพ้น สงคราม เขาทำอย่างไร ประเทศของเขา จึงพัฒนาให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทิ้งไทย ประเทศที่ ปลอดสงคราม ไว้ข้างหลังอย่างไม่เห็นฝุ่น...... และแม้แต่ ตลาดส่งออกข้าวที่ ประเทศไทยเคยเป็น แช็มป์ ของการ ส่งออก ก็ถูก เวียดนาม แย่งไปครอง และปัจจุบัน ตลาดการส่งออก ทุเรียนของ เกษตรกรไทย ก็มี เวียดนาม เป็น คู่แข่ง ถ้า ประเทศไทยยัง ต้วมเตี้ยมๆ เดินเชื่องช้าแบบ เตาคลาน ต่อไป นักลงทุนทั้งที่เป็น ต่างชาติ และ นักลงทุนที่เป็น คนไทย ก็จะไหลไปลงทุนที่เวียดนาม หวังว่าการเดินทางไปเยือน เวียดนาม ของ นายกรัฐมนตรี และคณะ ครั้งนี้ คงจะได้อะไรดีๆ กลับมาเพื่อ พัฒนาเศรษฐกิจของ ประเทศไทย.....ที่ วันนี้ เก่งอย่างเดียว คือ แจกเงิน ที่ วันนี้ต้อง กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อ แจกประชาชนตามโครงการ คนละครึ่ง เกือบ 200,000 ล้านบาท ซึ่ง ทีมเศรษฐกิจ ที่มี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเชื่อว่า การ แจกเงิน คนละครึ่ง พลัส ครั้งนี้ จะ ส่งผล ให้ ตะกร้าเงิน ของประเทศ มีการ หมุนเวียน ที่จะทำให้ เศรษฐกิจ เติบโต ตามหลักของ เศรษฐศาสตร์ จากการที่ ผู้ได้รับเงิน นำเงินที่ได้รับไป ใช้จ่าย ตามวงรอบ ใน 4 เดือน.....ปัญหาของ เกษตรกร ในประเทศไทย ยังเป็นเรื่องใหญ่ ที่แก้กันไม่รู้จบ และแก้ยากกว่าที่คิด เช่นการแก้ปัญหา มะพร้าวน้ำหอม ที่ราคาตกต่ำ จน เกษตรกรหลายราย ต้อง โค่นต้นมะพร้าวทิ้ง เพื่อหันไป ปลูกพืชอย่างอื่นแทน เรื่อง มะพร้าวน้ำหอม ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ บอกกับเกษตรกรว่า จะให้มีการตั้ง ล้งท้องถิ่น เพื่อแก้เผ็ด ล้งจีน แต่ สุดท้าย ล้งท้องถิ่น ก็ ล้มเหลว ยังนี้ มะพร้าวน้ำหอม ยังอยู่ภายใต้การ กดราคาของ ล้งจีน เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอม จึงยังอยู่กันตาม ชะตากรรม ที่ต้องช่วยตนเองไป ตามมีตามเกิด ยิ่งทำยิ่งจน แต่ ล้งจีน ยิ่งอยู่ยิ่ง อู้ฟู้ และ กฎหมาย ก็ไม่สามารถดำเนินการเอาผิดกับ นอมินี ของ ล้งจีน แต่อย่างใด.....เรื่อง ล้งจีน ที่เป็น ต้นตอ ทำให้ มะพร้าวน้ำหอม ราคาตกต่ำ ยังแก้ไม่ได้ เรื่องของ เกษตรกรผู้ เลี้ยงกุ้งขาว ในภาคใต้ ก็ได้รับความ เดือดร้อน จากการที่ ประเทศมาเลเซีย ห้ามพ่อค้าส่งออกกุ้งจากประเทศไทย จำนวน 5 สายพัน ไปยัง มาเลเซีย เพื่อ แก้เผ็ด ที่ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจเข้ม เพื่อหาสารตกค้างใน ปลากะพง ที่นำเข้าจากมาเลเซีย จนสร้างความเดือดร้อนให้กับ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่เมื่อ ส่งออก ไม่ได้ ก็ต้อง ขายให้กับ ห้องเย็น และ ตลาดกุ้งที่ มหาชัย เป็นการเปิดโอกาส ให้ นายทุน ห้องเย็น กดราคา วันนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในภาคในภาคใต้ ที่ กุ้งโตเต็มที่ และต้อง จับขาย ขาดทุนทันที่ บ่อละ 100.000 บาท..... มีการ เรียกร้องให้ รัฐบาล ให้ ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ และ สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่ง เจรจา ทำความเข้าใจ ทำข้อตกลง กับ รัฐบาล มาเลเซีย ปรากฏว่าผ่านไปเกือบ ครึ่งเดือน ยังไม่มี คำตอบจาก มาเลเซีย ว่าจะ ยินยอมให้ กุ้งไทย ส่งไปยัง มาเลเซีย หรือไม่ ในขณะที่ ศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ให้ สัมภาษณ์ สื่อมวลชน ว่า จะแก้ปัญหานี้ด้วยการ ให้มีการ บริโภคกุ้งในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เพราะ ตลาดในประเทศมีการ บริโภคกุ้ง อย่าง เต็มที่แล้ว การช่วยเหลือ เกษตรกรนากุ้งภาคใต้ ต้อง เจรจา กับ มาเลเซีย ให้ รับซื้อ กุ้งไทย และ ไทยต้อง คลายความ เข้มงวดให้ มาเลเซีย นำเข้าปลากะพง เพื่อเป็นการ แลกเปลี่ยน ส่งเสริมการค้าขาย สำหรับประเทศที่เป็น เพื่อนบ้าน ที่มีชาวแดนติดกัน.....ที่สำคัญ วันนี้ กุ้งขาว ทั้ง 5 สายพันธุ์ ของเกษตรกรไทย ส่งออกไปมาเลเซียไม่ได้ แต่ปลากะพงของมาเลเซีย ยังมีการ วางขายในตลาดของประเทศไทย เป็นจำนวนมาก ปลากะพงของมาเลเซียไม่ได้หายไปจาก ตลาดการค้าสัตว์น้ำของประเทศไทย เพระมี ขาใหญ่ ที่เป็น ขบวนการนำเข้าสินค้าจาก มาเลเซีย เข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ โดยเจ้าหน้าที่ประมงไม่ได้ ตรวจยึด เพื่อ ตรวจสารตกค้าง และเนื่องจาก สินค้าเกษตร กุ้ง ปลา อยู่ในข้อตกลง FTA คือ ไม่มีพิกัดของภาษีศุลกากร ขบวนการค้าปลากะพง โดยการนำเข้า จาก มาเลเซีย จึงไม่ถูก จับกุม จาก ศุลกากร กลายเป็นว่า ประเทศไทย เสียหาย เพราะ ส่งออกกุ้งไปมาเลเซีย ซึ่งมีมูลค่า 4000 ล้านให้ประเทศอื่น แต่ไม่สามารถ สกัดกั้นปลากะพงจากมาเลเซีย ไม่ให้เข้ามา แชร์ ตลาดปลากะพงของประเทศไทยได้ ที่สำคัญ สารตกค้าง ในปลากะพง มีอันตรายกับผู้ บริโภคหรือไม่ ถ้ามี อันตราย กรมประมง ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูและของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ จะแก้อย่างไร หรือ ปล่อยให้ คนไทย ตายผ่อนส่ง และเรื่องการ ตรวจสารตกค้างในปลากะพง จาก มาเลเซีย มี เบื้องหน้าเบื้องหลัง ในการที่ เจ้าหน้าที่ มีการ จับมือ กับ ขบวนการนำเข้าปลากะพงทางช่องทางธรรมชาติ ซึ่งเป็น รายใหญ่ เพียงรายเดียว โดยการใช้ วิธีการ ตรวจสารตกค้าง จนทำให้ ปลากะพง เสียหาย และทำให้ รัฐบาลมาเลเซีย เอาคืน ด้วยการห้ามกุ้งไทยส่งออกไปมาเลเซียหรือไม่ เรื่องนี้ ชวนให้ สงสัย .....
ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี