11 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีของ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม กรณีฉ้อโกงเงินจาก นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ให้โอนเงินจำนวนมากหลายครั้งหลายหน เช่น เงินลงทุนแพลตฟอร์มหวยออนไลน์ จำนวน 71 ล้านบาท , เงินซื้อรถเบนซ์ จำนวน 13 ล้านบาท , และเงินจ่ายค่าจ้างศิลปินชาวจีนผ่านบิตคอยน์ จำนวน 39 ล้านบาท ให้แก่พวกจำเลยหลายครั้ง ซึ่งนางจตุพรอ้างว่าถูกนายษิทราฉ้อโกงหลอกลวง ขณะที่นายษิทราอ้างว่าเป็นเงินที่ให้โดยเสน่หานั้น
ในวันนี้ศาลพิพากษาว่า นายษิทรา มีความผิดฐานฉ้อโกง ให้จำคุก 4 ปี 6 เดือน ส่วนฐานความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ให้จำคุก 1 ปี 6 เดือน รวม 5 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และให้ชดใช้เงินคืนรวมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี เป็นเงินจำนวน 72.5 ล้านบาท (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน!ศาลสั่งจำคุก ทนายตั้ม 5 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีฉ้อโกงเจ๊อ้อย)
ทั้งนี้ หลังศาลอ่านคำพิพากษา นายษิทรา ได้แถลงต่อศาลว่า ขอให้นำคดีของตนนี้ไปเป็นกรณีศึกษาสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่ๆ ว่าหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์บางครั้งก็สู้หลักฐานพยานบุคคลไม่ได้ โดยศาลได้กล่าวตอบว่า ที่ศาลไม่มีหลักสูตรการสอนผู้พิพากษารุ่นใหม่เป็นการเฉพาะ แต่จะรับไว้พิจารณา
หลังจากนั้น นายษิทรา ก็เดินออกมาจากห้องพิจารณา ได้หยุดพูดคุยกับญาติและผู้สื่อข่าว สีหน้าเคร่งเครียด น้ำตาคลอ และร่างกายผอมลงกว่าเดิม โดย นายษิทรา บอกว่า "ตนรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะตนเองมั่นใจในคดี 71 ล้าน มากว่าไม่ได้กระทำความผิด และมีหลักฐานทางแชทที่พูดคุยกับฝั่งโจทก์อย่างละเอียด แต่ไม่มีการนำขึ้นมาพิจารณาในคดี"
ด้าน นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ออกมาให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลมีคำพิพากษากรณีพนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 และ นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม จำเลยที่ 1 นางปณิตา เบี้ยบังเกิด หรือ เดือน ภรรยาทนายตั้ม จำเลยที่ 2 น.ส.ปิณฑิรา การิวัลย์ หรือ ดาว พี่สาวของภรรยาทนายตั้ม จำเลยที่ 3 ในข้อหา ฉ้อโกง ฉ้อโกงอันเป็นปกติธุระ ฟอกเงิน และร่วมกันฟอกเงินและสมคบฟอกเงิน ศาลพิพากษาให้นายษิทราจำคุกรวม 5 ปี 12 เดือน และให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 72,567,764 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่า คดีโอนเงิน 71 ล้านบาท ที่อ้างว่าจะนำไปดำเนินธุรกิจหวยออนไลน์ เป็นการหลอกลวง เนื่องจากเงินถูกโอนเข้าบัญชีส่วนตัว ไม่ใช่การให้โดยเสน่หาตามที่จำเลยกล่าวอ้าง จึงลงโทษในส่วนนี้ 4 ปี 6 เดือน
ศาลเห็นเป็นประเด็นสำคัญคือคดี 71 ล้านบาท กรณีลอตเตอรีออนไลน์ ซึ่งศาลวินิจฉัยอย่างละเอียด ว่าโจทก์ไม่ได้ให้โดยเสน่หาไม่ใช่เรื่องจริง ศาลพิเคราะห์ลงรายละเอียด เช่น แชทไลน์ ว่ามีการส่งไปหาใครบ้าง และเงินจำนวน 71 ล้านบาท ไม่ได้ถูกโอนไปทำลอตเตอรีออนไลน์ แต่กลับโอนเข้าบัญชีส่วนตัวของจำเลย ซึ่งก็พิสูจน์ว่า โจทก์ถูกฉ้อโกง ศาลจึงลงโทษในประเด็นนี้ จำคุก นายษิทรา 4 ปี 6 เดือน
ส่วนประเด็นเงิน 39 ล้านบาท กรณีนักแสดงชาวจีน ศาลมองว่าผู้กระทำความผิดคือ นุ และ สา ซึ่งศาลได้แยกคดี และมีการรับสารภาพและพิพากษาไปแล้ว ส่วนนายษิทรา ศาลมองว่าไม่ได้ร่วมในขบวนการดังกล่าว แค่รับผลประโยชน์ จึงไม่ได้สั่งลงโทษในประเด็นนี้
ส่วนประเด็นเรื่องการซื้อรถ ที่มีการออกใบเสร็จปลอม และนําเอกสารเท็จไปบวกค่าส่วนเกินเป็นเงินสด ศาลพิเคราะห์บอกว่าเป็นการหลอกลวงจำโทษ 1 ปี 6 เดือน
ส่วนประเด็นการก่อสร้างออกแบบโรงแรมมูลค่า 9 ล้านบาท ศาลมองว่า นายษิทราอยู่ในฐานะผู้รับออกแบบ การหักหัวคิวจึงไม่ใช่การฉ้อโกง จึงไม่รู้จักลงโทษในประเด็นนี้
นายปานเทพ ระบุเพิ่มว่า การพิพากษาวันนี้เราพอใจในระดับหนึ่ง และน้อมรับในคำพิพากษา อย่างน้อยก็ทำให้หลายคนเห็นการทำงานของบ้านพระอาทิตย์ ว่ามีทีมงานในการทำงาน รวมถึงตำรวจที่ช่วยเหลือ ทำให้ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า ส่วนประเด็นข้อหาฉ้อโกงที่เป็นปกติธุระ ศาลพิจารณาจากสํานักงานทนายความที่มีการรับงานต่างๆ ให้เห็นว่าเป็นการช่วยเหลือไม่เฉพาะที่นางจตุพร หรือ เจ๊อ้อย คนเดียว แม้จะมีความผิดใน 2 กรรม แต่ไม่เข้าข่ายในฐานะฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ตาม พ.ร.บ.การฟอกเงิน นอกจากนี้ ทีมทนายจะยื่นอุทธรณ์ต่อ ในประเด็นฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ส่วนภรรยาและพี่สาวภรรยาของนายษิทรา ศาลได้ยกฟ้อง
- 006
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี