วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569
537.jpg
เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม ประหารชีวิต อาเด็ม-ยูซุฟู  คดีระเบิดแยกราชประสงค์

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม ประหารชีวิต อาเด็ม-ยูซุฟู คดีระเบิดแยกราชประสงค์

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

ประหารสถานเดียว  ไม่ลดโทษ 2 อุยกูร์ มือวางบึ้ม “ศาลท้าวมหาพรหมแยกราชประสงค์” ปี58 พยานหลักฐานชัดมัดตัว แม้สารภาพชั้นสอบสวนไม่เป็นประโยชน์ขณะที่ทนายความเตรียมยื่นอุทธรณ์ 

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 601 ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีระเบิดแยกปทุมวันหมายเลขดำ อ 2742/2562 พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบิลาล โมฮำเหม็ด หรือนายอาเด็ม คาราดัค  และนายไมไรลี ยูซูฟู ร่วมกันจำเลยที่1- 2 ในความผิดฐาน ร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนญาตให้ได้โดยฝ่าฝืนกฎหมาย และใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้กระทำความผิด, ฐานฆ่าผู้อื่น, ร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง, ร่วมกันพยายามทำให้เกิดระเบิด, ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย รับอันตรายสาหัสแก่กายและทรัพย์, ร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์, ร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, ร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยนายบิลาลถูกฟ้องในข้อหาเป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย


โจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า จำเลยทั้งสองกับพวกที่หลบหนีร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ.ฃเมื่อระหว่างกลางเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2558 จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมมีระเบิดแสวงเครื่อง 2 ชุด ที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมประกอบจัดทำขึ้นเอง ที่ใช้เฉพาะแต่การสงครามไว้ในครอบครองซึ่งนาทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้

โดยเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองกับพวก ร่วมกันพาวัตถุระเบิด ไปในบริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิด  1 ชุด ไปวางไว้บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนเพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่อยู่บริเวณดังกล่าวถึงแก่ความตาย แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล เนื่องจากระบบการจุดระเบิดของวัตถุระเบิดไม่ทำงาน จึงไม่เกิดระเบิด ทำให้ประชาชนที่อยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ถึงแก่ความตาย

ต่อมาวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เวลาประมาณ 18.00 น. จำเลยทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด  อีก 1 ชุด ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สีแยกราช ประสงค์ ภายหลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด  โดยจำเลยที่ 2 นำวัตถุระเบิด  ไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวน ระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ใน บริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คนและได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ

ทั้งนี้เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2558 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับ อนุญาต ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 221, 225, 289, 358, 371 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 55, 74, 78 พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15, 42 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 12, 81 ริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ,  364,500 บาท แก่รพ.ตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาท แก่สำนักสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหามหานคร

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ตามฟ้องฐานร่วมกันกระทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำ ความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามฟัอง

คดีนี้โจทก์มีพยานบุคคล 12 ปากเบิกความสอดคล้องต้องกันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุธอันควรสงสัยว่าจะปรุงแต่งเรื่องราวเพื่อปรักปรำบุคคลใด โดยพยานโจทก์ปาก พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ (ยศในขณะนั้น) เบิกความ

ยืนยันถึงวิธีการสืบสวนหาตัวคนร้ายโดยวิธีตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในสถานที่เกิดเหตุและบริเวณใกล้เคียง พบว่าก่อนเกิดเหตุมีชายต้องสงสัยสวมเสื้อสีเหลืองนำกระเป้าเป้ไปวางไว้ที่ม้านั่งใกล้กับศาลท้าวมหาพรหม เมื่อชายดังกล่าวเดินออกไป จึงเกิดเหตุระเบิดขึ้น เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดวัตถุพยานที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฎเหตุการณ์ขณะที่ชายสวมเสื้อสีเหลืองลงจากรถสามล้อรับจ้างบริเวณด้านข้างโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ เดินมุ่งหน้าไปยังศาลท้าวมหาพรหมและนั่งลงที่ม้านั่ง ปลดและวางกระเป้าเป้ไว้ที่ม้านั่ง แล้วลุกขึ้นทำท่าทางถ่ายรูป จากนั้นเวลา
18.53 น. ชายคนดังกล่าวเดินออกไป ไม่มีบุคคลใดมายังที่นั่งดังกล่าวอีก จนเวลา 18.56 น.เกิดเหตุระเบิดขึ้น 

ทางนำสืบของโจทก์ปรากฏว่า ก่อนเกิดเหตุระเบิด ชายสวมเสื้อสีเหลืองได้เดินทางไปสถานที่ต่างๆ หลายแห่ง โดยมีชายสวมเสื้อสีม่วงไปพบกับชายสวมเสื้อสีเหลืองด้วย และมีการส่งมอบสิ่งของให้กันและกันที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยพยานโจทก์เป็นคนขับรถแท็กซี่ที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณชอยเจริญนคร 61 ไปส่งที่สถานีรถไฟหัวลำโพงยืนยันว่า ชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 พยานเป็นคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากบริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพงไปส่งยังสถานที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีเหลืองคือจำเลยที่ 1 เช่นกันพยานคนขับรถสามล้อรับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีม่วงจากสถานีรถไฟฟ้าหัวลำโพงไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ใกล้กับสถานที่เกิดเหตุยืนยันว่าชายสวมเสื้อสีม่วงคือจำเลยที่ 2 และชี้ยืนยันในชั้นพิจารณา แม้หลังเกิดเหตุระเบิดคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างที่รับชายสวมเสื้อสีเหลืองจากสถานที่เกิดเหตุไปส่งที่สวนลุมพินี จะไม่ยืนยันว่าเป็นจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนเสื้อผ้าจากเสื้อสีเหลืองเป็นเสื้อสีเทาในห้องน้ำภายในสวนลุมพินีแล้ว ปรากฏว่าชายสวมเสื้อสีเทาไปปรากฏตัวอยู่ที่ร้านสะดวกซื้อ (เซเว่นอีเลฟเว่น) ใกล้ซอยสีหบุรานุกิจ เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ในเวลา 21.05 น. เมื่อศาลตรวจสอบกล้องวงจรปิดที่โจทก์อ้างส่ง ปรากฏภาพจำเลยที่ 1 สวมเสื้อสีเทาตาตามที่พยานโจทก์เบิกความจริง และเมื่อมีการตรวจยึดเสื้อสีเทาได้ที่ห้องพักภายในพูลอนันต์ อพาร์ตเมนต์ซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ ก็เหมือนกับเสื้อสีเทาที่มีการสวมใส่ในวันเกิดเหตุ และจากการตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดปรากฎภาพจำเลยที่ 2 สวมเสื้อสีม่วงเดินผ่านกล้องวงจรปิดเช่นกัน และจากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองก็ปรากฏว่าในช่วงดังกล่าวมีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันด้วย 

นอกจากนี้ โจทก์ยังมีพยานอีกหลายปากเบิกความเกี่ยวกับการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่และการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยทั้งสองที่ติดต่อกันทั้งก่อนเกิดเหตุและหลังเกิดเหตุ โดยไม่มีข้อพิรุจอันควรสงสัยว่าพยานโจทก์เหล่านั้นจะเบิกความปรักปรำจำเลยทั้งสองประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนและนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ.  จึงรับฟังได้ว่า พยานโจทก์ดังกล่าวข้างต้นเบิกความลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ส่วนที่จำเลยทั้งสองนำสืบอ้างฐานที่อยู่และนำสืบว่าถูกบังคับทรมาน อันเป็นการต่อสู้ว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย
จาเลยทั้งสองเพิ่งมากล่าวอ้างในชั้นพิจารณา โดยไม่ปรากฏเหตุผลใดที่พนักงานสอบสวนกระทำเช่นนั้น พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดฐานมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอบ ตามคำฟ้องฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร  ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามฟ้อง

แม้ศาลจะรับฟังว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดข้างต้นก็ตาม แต่ความผิดทั้งสามฐานนี้โจทก์มีเพียง พ.ต.อ.นพศิลป์ เบิกความเกี่ยวกับการตรวจสอบกล้องวงจรปิด ที่พบจำเลยที่ 1 เดินทางด้วยรถแท็กซี่ไปที่ซอยเจริญนคร 61แล้วจำเลยที่ 1 เดินไปที่ท่าเรือเจ้าพระยาปริ้นเซส โดยอ้างภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นพยานหลักฐานก็ตาม แต่ตามวัตฤพยานดังกล่าวไม่ปรากฏภาพขณะที่จำเลยที่ 1 นำสิ่งของที่อ้างว่าเป็นวัตถุระเบิดไปวางไว้ที่ท่าเรือแต่อย่างใดและเจ้าพนักงานไม่สามารถตรวจยึดวัตถุระเบิดจากท่าเรือเป็นของกลางได้ด้วย พยานหลักฐานของโจทก์ส่วนนี้มีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทั้งสองตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรรคสอง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิด หรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความยืนยันเกี่ยวกับการตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 414 ที่พูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ พบสารเคมี ฝักแคระเบิด และผงอลูมิเนียม จากการตรวจพิสูจน์ปรากฏว่าของกลางดังกล่าวเป็นวัตถุระเบิดและเป็นยุทธภัณฑ์ จากทางนำสืบของโจทก์ ซึ่งปรากฏจากคำเบิกความเป็นผู้ดูแลพูลอนันต์อพาร์ตเมนต์ ว่าจำเลยที่ 1 พักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 ส่วนห้อง 414 ปิดประตูล็อกไว้ก่อนเกิดเหตุ จำเลยที่ 2 เคยมาพักอาศัยอยู่ที่ห้อง 412 และ 414 ด้วย จากคำเบิกความของเจ้าพนักงานผู้ตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝง พบว่าลายนิ้วมือและรอยฝ่ามือแฝงซึ่งเจ้าพนักงานตรวจเก็บจากห้อง 412 และ 414 มีจุดลักษณะพิเศษของลายเส้นตรงกับลายพิมพ์นิ้วมือของจำเลยทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีพยานโจทก์อีก 3 ปากเบิกความถึงเหตุการณ์ที่จำเลยที่ 2 ไปซื้อสารเคมีที่ที่ค้นพบในห้องพักดังกล่าวด้วย ประกอบกับทั้งสองร่วมกันพาวัตถุระเบิด  ไปในบริเวณศาลท้าวมหาพรหม สีแยกราชประสงค์ ซึ่งอยู่ในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร

ภายหลังจากจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันกระทำความผิด โดยจำเลยที่ 2 นำวัตถุระเบิด  ไปส่งมอบให้จำเลยที่ 1จากนั้นจำเลยที่ 1 นำวัตถุระเบิดดังกล่าวไปวางไว้บริเวณศาลท้าวมหาพรหม แล้วจำเลยที่ 2 จุดชนวนระเบิดตามที่จำเลยทั้งสองกับพวกวางแผนมาก่อนแล้วจนเกิดการระเบิด เป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งอยู่ในบริเวณดังกล่าวถูกแรงระเบิดและสะเก็ดระเบิดถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัส 53 คนและได้รับอันตรายแก่กาย 73 คน และทำให้ทรัพย์ของผู้อื่นได้รับความเสียหายหลายรายการ

สำหรับของกลางที่โจทก์นำสืบว่าตรวจยึดได้อีกหลายรายการจากการตรวจค้นห้องเลขที่ 9106 หอพักไมมูณา การ์เด้นโฮมนั้น เมื่อไม่ปรากฏของกลางส่วนนี้ในคำฟ้องโจทก์ จึงไม่จำต้องวินิจฉัย
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 -2 กระทำความผิดตามคำฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพยานเบิกความยืนยันถึงการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2558 ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ จำเลยที่ 1 ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับบุคคลอื่นหลายครั้ง ทั้งก่อนเกิดเหตุมีพยานโจทก์เห็นจำเลยที่ 1 ที่พักอาศัยอยู่ที่พูลอนันต์ อพาร์ตเมนต์ ทั้งจำเลยที่ 1 ก็รับว่าเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตจริง พยานหลักฐานของโจทก์จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เข้ามาในราชอาณาจักรและอยู่ในราชอาณาจักรตามคำฟ้องของของโจทก์จริง

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 224 วรรคแรก วรรคสอง, 289  (4),ประกอบมาตรา 80, 358, 371 พ.ร.บ.อาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 38, 55, 74, 78 วรรคหนึ่ง วรรคสาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามพ.ร.บ.คนเข้า เมือง พ.ศ. 2522 มาตรา 11, 62 วรรคหนึ่ง, 81 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91  ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ จำนวน 1 ชุด ไว้ในครอบครอง,  ฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น เป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายและเป็นเหตุให้บุคคลอื่นรับอันตรายสาหัส, ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ และฐานร่วมกันใช้วัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ในการกระทำความผิดฐานร่วมกัน ฆ่าผู้อื่น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษ ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง, ฐานร่วมกันพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ฐานร่วมกันมียุทธภัณฑ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นการ กระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 5 ปี  ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาใน ราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต  จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน ฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 เดือน 

พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดขณะที่ประชาชนทั่วไปมาสักการะองค์ท้าวมหาพรหมและอยู่ที่บริเวณใกล้เคียงเป็นจำนวนมาก จนเป็นเหตุให้มีบุคคลถึงแก่ความตาย 20 คน ได้รับอันตรายสาหัสและได้รับอันตรายแก่กาย 126 คน กับทั้งทำให้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นและทางราชการได้รับความเสียหายหลายรายการ เป็นภยันตรายต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ แม้ศาลนำคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้ง สองมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อจะลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสอง เมื่อลงโทษฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนให้ประหารชีวิตแล้ว ไม่อาจนำ โทษจำคุกฐานอื่นมารวมได้อีก จึงให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว และปรับคนละ1,000 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมชดใช้ราคาทรัพย์ 16,000 บาท แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ,  364,500 บาท แก่โรงพยาบาลตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, 530,000 บาทแก่กรุงเทพมหานคร และ 594,471 บาท แก่สำนักสำนักการจราจรและขนส่ง สำนักงานกรุงเทพมหามหานคร หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบวัตถุระเบิดและยุทธภัณฑ์ของกลาง ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

ด้านนายชูชาติ กันภัย ทนายความของนายอาเดมให้สัมภาษณ์ว่า คดีนี้จำเลยยังมีสิทธิที่จะยื่นอุทธรณ์ เพราะมีหลายประเด็นที่ศาลไม่ได้ยกขึ้นมาวินิจฉัย อย่างตัวนายอาเด็มที่ได้ต่อสู้ตอนอยู่ศาลทหารที่ถูกทำร้ายขณะที่ถูกควบคุมตัวที่เรือนจำทหาร ตอนนั้นทางอธิบดีกรมราชทัณฑ์ในขณะนั้นก็ได้ตรวจสอบ แต่ว่าศาลก็ไม่ได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัย อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับใบหน้าของจำเลยที่ 1 ที่อยู่ในหนังสือเดินทางไม่มีการตรวจอัตลักษณ์ของบุคคลเพราะหน้าตาค่อนข้างต่างกันอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องที่นายยูซูฟูพูดภาษาไทยได้นั้นจะไปดูขัดกับคำให้การหรือไม่ ตรงส่วนนี้ต้องอธิบายว่าทางนายยูซูฟูสามารถฟังภาษาอังกฤษได้ ส่วนผู้ที่มีปัญหาคือนายอาเดม ในชั้นสบสวนที่ที่จำเลยรับสารภาพ ทางเราต่อสู้ในศาลทหารว่า ล่ามที่ไปเบิกความพ.ต.อ.กฤษณะ เข้าไปในเรือนจำประมาณ 45 นาที แต่ลองเอาคำแปล 1 หน้าให้แปลใช้เวลาแปลถึง 8 นาที กับเอกสารที่มี 20 หน้ากระดาษ ตรงส่วนนี้เราก็จะนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการอุทธรณ์ต่อศาลด้วยเพราะยังไม่ได้มีการหยิบยกเนื้อหาตรงส่วนนี้เข้ามาวินิจฉัย

นายชูชาติ กล่าวอีกว่า เรื่องหลักฐานการลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ นายอาเดมบอกว่านายอับดุลเลาะ อับดุลรามาน เอามาให้วันที่ 20-21 ตอนที่เข้าเดินทางเข้ามาถึงเมืองไทย ตามพยานหลักฐานตนเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้ลงทะเบียน ส่วนที่เขาใช้พยานวิทยาศาสตร์เข้ามาเป็นเรื่องข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เพราะข้อมูลบอกลงทะเบียนวันที่ 1 สิงหาคม 2558 ซึ่งจำเลยต่อสู้ว่ายังไม่เข้ามา เราก็ต้องไปดูตรงนี้อีกครั้ง ส่วนหลังจากนี้ก็จะกลับไปดูคำพิพากษาให้ละเอียดอีกครั้งหนึ่ง 

นายชูชาติ กล่าวอีกว่า ข้อมูลการใช้โทรศัพท์บางครั้งก็คลาดเคลื่อนไม่ตรงกัน ตรงนี้ศาลวินิจฉัยตามที่พยานเบิกความมา เราไปก้าวล่วงไม่ได้ ส่วนการต่อสู้คดีในครั้งนี้ถือว่าเพลี่ยงพล้ำหรือไม่ตนมองว่าไม่เพลี่ยงพล้ำเพราะเราทำตามหน้าที่ กระบวนการของศาลยังมีอีก 2 ศาล ที่ผ่านมาทำอย่างละเอียดตามที่ข้อมูลที่เรามีแล้ว จึงยังคงต้องต่อสู้ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และเตรียมจะเดินทางเข้าเยี่ยมจำเลยทั้งสองคนในเรือนจำเร็วๆ นี้

ด้านนายจำเริญ พนมภคากร ทนายส่วนตัวของนายยูซูฟู กล่าวว่า ตนมองว่านายยูซูฟูรู้สึกผิดหวังที่ศาลพิพากษาออกมาในรูปแบบนี้ แต่เราก็จะใช้กระบวนการทางกฎหมายอุทธรณ์ต่อในหลายประเด็นที่เรายังเห็นว่าศาลยังไม่ได้หยิบยกมา 

เมื่อถามว่าการทำร้ายร่างกายหรือการข่มขู่ในเรือนจำทหารไม่มีการนำเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย นายจำเริญ กล่าวว่า ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนว่าขณะที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ในการควบคุมของทหาร ในเรื่องการสอบสวนจะไม่มีเข้ามาเลย ตัวของจำเลยไม่ได้ดำเนินการแจ้งความเรื่องการถูกทำร้ายเพราะเป็นไปได้ยากที่จะต่อสู้ในตอนนั้นคดีนี้ผ่านมา 10 กว่าปีแต่ผลออกมาในรูปแบบนี้ นายชูชาติ กล่าวว่า เราทำตามหน้าที่ ผู้ตัดสินคือศาล เรามีหน้าที่นำข้อเท็จจริงเสนอต่อศาลพิจารณาและถามค้านพยานโจทก์แต่ละปากเพื่อค้นหาความจริง ซึ่งมีหลายประเด็นที่พยานตอบว่าใบหน้าแหลม แต่พอให้การจริง ๆ บอกเป็นใบหน้ารูปไข่ ซึ่งเราก็จะนำส่วนนี้ไปอุทธรณ์คดีด้วยเช่นกัน 
 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top