วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569
‘สสจ.เพชรบูรณ์’เบรกดราม่า! แจงยิบแพทย์ลาออก 11 ราย เป็นยอดสะสม ก.พ.-มิ.ย.69 ไม่ได้แห่ลาออกพร้อมกัน ยันปมหลักไปเรียนต่อเฉพาะทาง-ทำธุรกิจ เผยส่งหมอใหม่ 20 ชีวิตกระจายลงรพ.ชุมชน ดูแลต่อเนื่องไร้รอยต่อ
วันที่ 18 มิ.ย. 69 จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลและกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มเครือข่ายองค์กรแพทย์ภาคเหนือ เกี่ยวกับประเด็นที่มีบุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ยื่นหนังสือลาออกสะสมรวม 11 ราย จนสร้างความกังวลใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่เกี่ยวกับเสถียรภาพของระบบบริการสาธารณสุข ล่าสุด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ (สสจ.เพชรบูรณ์) ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว
นพ.กฤษดา วุธยากร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ เปิดเผยว่า ข้อมูลที่มีการนำเสนอไปนั้นอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยืนยันว่าตัวเลขแพทย์ลาออกจำนวน 11 รายดังกล่าว ไม่ใช่การยื่นใบลาออกพร้อมกันในคราวเดียว แต่เป็นยอดรวมของการลาออกสะสมตามวงรอบการทำงานตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึงเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีสถิติการลาออกในแต่ละเดือน ประกอบด้วย เดือนกุมภาพันธ์ 2 ราย, เดือนพฤษภาคม 1 ราย และเดือนมิถุนายนอีก 8 ราย ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ปกติที่พบได้ในระบบสาธารณสุขทั่วประเทศอันเนื่องมาจากวงรอบการหมุนเวียนกำลังคนทางการแพทย์
สำหรับกลุ่มแพทย์ที่ลาออกทั้ง 11 ราย สามารถจำแนกออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแพทย์ใช้ทุนปีที่ 1 จำนวน 5 ราย: เป็นกลุ่มแพทย์ที่มีกำหนดการจะต้องเดินทางกลับมาปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่ได้ตัดสินใจยื่นใบลาออกก่อนล่วงหน้าเพื่อปรับเปลี่ยนเส้นทางอาชีพ และ กลุ่มแพทย์ใช้ทุนปีที่ 2 และปีที่ 3 จำนวน 6 ราย: ลาออกโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไปศึกษาต่อในระดับแพทย์เฉพาะทาง (Residency) หรือออกไปประกอบธุรกิจส่วนตัว
นพ.กฤษดา ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สาเหตุการลาออกทั้งหมดมาจากปัจจัยส่วนบุคคลและการตัดสินใจตามเส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาชีพของแต่ละท่าน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับระบบนโยบายพื้นที่ส่งเสริมพิเศษ หรือปัญหาการเมืองเรื่อง "พื้นที่สีแดง" ตามที่มีกระแสข่าวลือในด้านลบแต่อย่างใด
เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการบริการประชาชน ในปัจจุบันจังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับการจัดสรรกำลังพลทดแทน โดยมีแพทย์ใช้ทุนปีที่ 1 ที่เลื่อนชั้นขึ้นปีที่ 2 จำนวน 20 ราย เข้ามาประจำการและปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจำนวนที่ได้รับจัดสรรมาใหม่นี้ถือว่ามากกว่ายอดการลาออกสะสม และสามารถเติมเต็มช่องว่างของระบบสาธารณสุขในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยมีการกระจายอัตรากำลังแพทย์ไปยังโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ ประกอบด้วย โรงพยาบาลหนองไผ่, โรงพยาบาลบึงสามพัน, โรงพยาบาลศรีเทพ, โรงพยาบาลวังโป่ง, โรงพยาบาลเขาค้อ, โรงพยาบาลน้ำหนาว และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชหล่มเก่า นอกจากนี้ ทาง สสจ.เพชรบูรณ์ ยังได้วางระบบการดูแลแพทย์ใช้ทุนอย่างเป็นขั้นตอน โดยจัดให้มีระบบ "แพทย์พี่เลี้ยง" คอยให้คำแนะนำและดูแลสภาพจิตใจตลอดการทำงาน หากแพทย์รุ่นใหม่พบข้อติดขัดหรือปัญหาในการปฏิบัติงาน สามารถรายงานผ่านทางโรงพยาบาลต้นสังกัดหรือแจ้งตรงมายังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้ทันที
ในท้ายการชี้แจงดังกล่าว ได้มีการตั้งข้อสังเกตและประเด็นเชิงวิเคราะห์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างและปัญหาการสูญเสียบุคลากรในระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะในตำแหน่งสายงานบริหาร ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาล, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ไปจนถึงระดับผู้บริหารสูงสุดในกระทรวงสาธารณสุข
โดยข้อสังเกตระบุว่า โครงสร้างในปัจจุบันกำหนดให้ตำแหน่งสายบริหารเหล่านี้ต้องเป็นผู้ที่มีวิชาชีพแพทย์เท่านั้น ในขณะที่เพื่อนร่วมวิชาชีพในระบบสาธารณสุขเช่น เภสัชกร หรือทันตแพทย์ (หมอฟัน) แม้จะมีความรู้ความสามารถในด้านการบริหารจัดการไม่แพ้กัน แต่กลับถูกจำกัดสิทธิ์และไม่สามารถเติบโตขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดในสายงานเหล่านี้ได้
ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเชิงสถิติแล้ว กลุ่มวิชาชีพเภสัชกรและทันตแพทย์กลับพบปัญหาการลาออกหรือสมองไหลน้อยกว่าวิชาชีพแพทย์อย่างเห็นได้ชัด ปมปัญหานี้จึงเป็นข้อคิดสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขอาจต้องนำไปทบทวนเพื่อปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกำลังคนในอนาคต
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี