ประธานศาลฎีการ่วมจุฬาราชมนตรี ลงนามบันทึกขัอตกลงไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลามเพื่อยุติขัอขัดแย้งอันเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน
29 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม” ระหว่างสำนักงานศาลยุติธรรมกับสำนักจุฬาราชมนตรี

โดยมีนางมัณทรี อุชชิน ประธานศาลอุทธรณ์ นายอรุณ บุญชมจุฬาราชมนตรี ดร.อาลี คาน รองเลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ อาคารสำนักงานศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร ซึ่งก่อนพิธีลงนาม ประธานศาลฎีกา สักขีพยาน คณะผู้พิพากษา ผู้บริหารสำนักงานศาลยุติธรรม และสำนักจุฬาราชมนตรีที่เข้าร่วมงานได้แสดงความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยการยืนสงบนิ่ง 1 นาที จากนั้นนายสุรินทร์ หวังเจริญ กรรมการมูลนิธิเพื่อศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้อ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเพื่อความเป็นสิริมงคลของพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงด้วย

ทั้งนี้ เมื่อถึงพิธีลงนาม นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม และนายประสิทธิ์ มะหะหมัด เลขานุการจุฬาราชมนตรี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการ “ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม” ซึ่งบันทึกข้อตกลงฉบับนี้มีเป้าหมายในการผลักดันกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือกเพื่อยุติข้อขัดแย้งระหว่างคู่ความที่เป็นอิสลามศาสนิกอันสอดคล้องกับภารกิจของสำนักจุฬาราชมนตรีที่มีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการศาสนาอิสลามในประเทศไทยตามพ.ร.บ.การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. 2540 และเป็นองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจากอิสลามศาสนิกในการชี้ขาดและให้คำปรึกษาตามหลักชารีอะฮ์ เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมแก่อิสลามศาสนิก

โดยศาลอาจพิจารณาให้ดำเนินการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมที่เป็นมุสลิม หรือส่งไปยังศูนย์ไกล่เกลี่ยตามที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดเป็นไปตามหลักศาสนา เมื่อคู่ความสามารถตกลงกันได้ จะมีการส่งต่อข้อพิพาทไปยังศาลยุติธรรมที่มีเขตอำนาจ เพื่อให้ศาลพิจารณาพิพากษาตามยอม ซึ่งจะมีผลผูกพันและบังคับได้ตามกฎหมายทันที ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการต่อสู้คดีในชั้นศาล อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับมาตรฐานและศักยภาพของผู้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่ยอมรับทั้งในทางศาสนาและทางกฎหมาย

โอกาสนี้ นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา ได้กล่าวขอบคุณจุฬาราชมนตรี และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนและผลักดันให้เกิดบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ และกล่าวถึงความสำคัญการทำบันทึกข้อตกลงว่า นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทั้งสำนักงานศาลยุติธรรมและสำนักจุฬาราชมนตรีต่างเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการนำวิธีการระงับข้อพิพาทด้วยการไกล่เกลี่ยมาใช้เป็นเครื่องมือในการยุติข้อขัดแย้ง ซึ่งรวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อพัฒนากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยวิถีอิสลาม ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

“ศาลยุติธรรมมีนโยบายส่งเสริมการระงับความขัดแย้งด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทควบคู่ไปกับการพิจารณาพิพากษาคดีเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบความยุติธรรม ด้วยการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไป ด้วยต่างฝ่ายยอมผ่อนผันให้แก่กัน และสามารถกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยสันติสุข บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลามสามารถเข้าถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทซึ่งเป็นไปตามหลักศาสนาอิสลาม และมีผลบังคับในทางกฎหมาย” นายอดิศักดิ์ ประธานศาลฎีกา กล่าว.
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี