วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
พิรุธท่วมห้องนอน! แจ้ง 1669 ชายหมดสติ หมอผงะตรวจร่างพบกระสุน .38 เจาะขมับทะลุท้ายทอย แฉปืนพ่ออดีต ตร. เกษียณถูกย้ายซุกใต้ผ้าคลุมหน้าห้อง รุ่นน้องอ้างหวังดีหยิบออกจากร่างกลัวปืนลั่น แม่ร่ำไห้เผยลูกกราบตักขอโทษปมโรครุมเร้าก่อนล็อกห้องปลิดชีพ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินและสั่งการระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (1669) จังหวัดอุดรธานี ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือว่ามีชายหมดสติไม่ทราบสาเหตุอยู่ภายในห้องนอน ของบ้านพักในหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง ในพื้นที่ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จึงได้ประสานงานส่งรถกู้ชีพโรงพยาบาลอุดรธานี และอาสาสมัครกู้ภัยมูลนิธิส่งเสริมธรรมแห่งอุดรธานี รุดไปตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พร้อมแจ้ง พ.ต.ท.ธีรภาพ ภูขันซ้าย พนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เข้าร่วมตรวจสอบ
ในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นห้องนอนชั้นบน พบร่างของ นายทศพล หรือ ‘โอ’ อายุ 38 ปี สภาพศพนอนหงายอยู่บนเตียงนอน สวมกางเกงบ็อกเซอร์เพียงตัวเดียว ที่บริเวณหัวเตียงมีขวดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์วางอยู่ และมีคราบเลือดจำนวนมากไหลนองเปรอะเปื้อนหมอนหนุน เบื้องต้นแพทย์คาดว่าเสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง

อย่างไรก็ดี เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการพลิกศพเพื่อตรวจสภาพร่างกายอย่างละเอียด กลับพบความจริงที่พลิกผันจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อพบบาดแผลฉกรรจ์ขนาดใหญ่บริเวณศีรษะด้านหลังจนเห็นเนื้อสมอง ซึ่งต่อมาแพทย์ยืนยันชัดเจนว่าผู้ตายถูกอาวุธปืนยิงเข้าที่บริเวณขมับขวา กระสุนพุ่งทะลุออกด้านหลังศีรษะ ไม่ใช่การป่วยหมดสติหรือไอเป็นเลือดตามที่ได้รับแจ้งในคราแรก
จากการนำกำลังเข้าตรวจสอบและตรวจค้นพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน พบพิรุธและเงื่อนงำสำคัญที่อาจส่งผลต่อรูปคดี เนื่องจากอาวุธปืนที่ใช้ในการก่อเหตุ ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นปืนรีวอลเวอร์ขนาด .38 ของบิดาผู้เสียชีวิต (อดีตข้าราชการตำรวจเกษียณอายุราชการ) ไม่ได้ตกอยู่ใกล้ชิดกับร่างกายของผู้ตายตามวิสัยของคดีฆ่าตัวตายทั่วไป แต่ปืนกระบอกดังกล่าวกลับถูกนำไปตั้งวางไว้บนชั้นวางของบริเวณพื้นที่หน้าห้องนอน โดยมีผ้าคลุมปิดทับไว้เพื่ออำพรางสายตา เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจึงได้ทำการตรวจยึดอาวุธปืนกระบอกนี้ไว้เป็นของกลาง เพื่อส่งตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอ (DNA) ลายนิ้วมือแฝง และคราบเขม่าดินปืนอย่างละเอียดเพื่อนำมาประกอบสำนวนคดี

จากการสอบสวนพยานบุคคลจำนวน 4 รายในที่เกิดเหตุ พบข้อมูลการให้การที่สอดคล้องและขัดแย้งในบางมิติ โดย นายฟิล์ม (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี (รุ่นน้องผู้พบศพคนแรก) ยอมรับว่า เป็นคนเคลื่อนย้ายปืนเอง โดยอ้างว่าเมื่อพังประตูเข้าไปพร้อมแม่ เห็นพี่โอนอนอยู่บนเตียงและมีปืนวางอยู่บนหน้าอก โดยที่มือยังจับปืนไว้ ตอนนั้นคิดว่าพี่โอนอนหลับลึก จึงหวังดีหยิบปืนออกไปวางไว้ตรงชั้นวางของหน้าห้องและเอาผ้าคลุมไว้ เพราะกลัวว่าหากพี่โอสะดุ้งตื่นขึ้นมา ปืนอาจลั่นใส่ได้ แต่พอเดินกลับมาเปิดไฟในห้องจึงได้รู้ว่าพี่โอเสียชีวิตแล้ว
ขณะที่ นายเปา อายุ 38 ปี และ น.ส.จิงโจ้ อายุ 25 ปี (เพื่อนสนิท) ให้การว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา นายโอมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ชอบเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในบ้าน ไม่ยอมออกมาพบปะสังสรรค์ และเคยโทรศัพท์มาตัดพ้อบ่อยครั้งว่า "อยากตาย" โดยนายเปาตั้งใจจะมารับตัวเพื่อพาไปพบแพทย์แผนกจิตเวชในวันเกิดเหตุ แต่ก็ไม่ทันการณ์

เช่นเดียวกับ นางอุไรรัตน์ อายุ 75 ปี (มารดาของผู้เสียชีวิต) เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุไม่กี่วัน ลูกชายเดินมานั่งร้องไห้บนตัก พร้อมกล่าวคำขอโทษที่เคยทำให้แม่เสียใจ เช้าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11.00 น. ตนได้ยินเสียงดังสนั่นคล้ายของชิ้นใหญ่ล้มในห้อง แต่ประตูล็อกจากด้านใน จึงพังประตูเข้าไปพร้อมรุ่นน้อง นึกว่าเป็นเลือดกำเดาไหลธรรมดาเพราะลูกชายเป็นโรคนี้บ่อย จึงเอาผ้าไปเช็ดจมูกให้ โดยแม่ปักใจเชื่อว่าลูกชายน่าจะเครียดจากปัญหาสุขภาพเนื่องจากมีโรคประจำตัวรุมเร้าหลายโรค
ทางด้าน พ.ต.ท.ธีรภาพ ภูขันซ้าย พนักงานสอบสวน เจ้าของคดี ระบุว่า แม้พยานแวดล้อมทั้งมารดาและกลุ่มเพื่อนจะมุ่งเป้าไปที่ประเด็นการทำร้ายตัวเองเพื่อหนีโรครุมเร้า แต่เนื่องจากสภาพที่เกิดเหตุมีการเคลื่อนย้ายวัตถุพยาน (อาวุธปืน) ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไปถึง ซึ่งถือเป็นเรื่องผิดปกติและสร้างข้อพิรุธในทางนิติวิทยาศาสตร์อย่างมาก ทางตำรวจจึงยังไม่สรุปสำนวนคดี และจะรอผลการตรวจคราบเขม่าดินปืนที่มือของนายฟิล์ม (ผู้เคลื่อนย้ายปืน) และผลชันสูตรบาดแผลทิศทางกระสุนจากสถาบันนิติเวชอย่างเป็นทางการ เพื่อพิสูจน์ทราบความจริงต่อไป
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี