วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ห้ามลูกเรือรับหิ้วของ
งัดกฎเหล็ก
ฝ่าฝืนโทษหนักพักงาน
CAATคุมเข้มสายการบิน
ตร.ตามจับเพิ่มได้อีก1ราย
ทีมส่งยาให้แอร์สาวมีนา
หัวหมอทำลายหลักฐาน
รวบอีก 1 เครือข่าย “แอร์สาว”ลูกทีมชายสวมฮู้ดน้ำเงิน นำของกลางกระเป๋าช้างซุกผงขาวเทเฮโรอีนลงชักโครกทำลายหลักฐานที่หอพักอยุธยา ก่อนแยกชิ้นส่วนของที่เหลือตระเวนทิ้งข้างทาง ตำรวจนำกำลังชี้จุดยึดหลักฐานมัดตัวแน่น ด้านคมนาคมเพิ่มมาตรการคุมเข้มตรวจสัมภาระผู้โดยสาร-ลูกเรือ ห้ามลูกเรือรับหิ้ว – เพิ่มสุนัข K9 ตรวจ -ยกระดับการข่าว
เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. สั่งการ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ ผอ.ศอ.ปส.ตร. พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. โดย พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รอง ผบช.น. รับผิดชอบยาเสพติด และ พ.ต.อ.วรพจน์ รุ่งกระจ่าง รอง ผบก.สส.บช.น. ร่วมกันทำการจับกุมตัว นายนันทวัฒน์ อายุ 47 ปี ชาวจังหวัดพะเยา ในข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน) โดยการมีไว้เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นการกระทำเพื่อการค้า” ได้ที่หอพักแห่งหนึ่งใน ต.กะมัง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
พร้อมของกลางเศษกระเป๋าผ้าลายช้างไทย จำนวน 7 ใบ และเศษผงสีขาวที่สกัดได้จากซับในกระเป๋า บรรจุในถุงพลาสติกใสจำนวน 2 ถุง น้ำหนักรวมถุงถุงละ 0.4 กรัม ซึ่งผลการตรวจพิสูจน์เบื้องต้นยืนยันว่าเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เฮโรอีน)
คดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.69 สำนักงานตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (AFP) ได้ประสานข้อมูลตรงถึง ผบ.ตร. กรณีเจ้าหน้าที่สำนักงานพิทักษ์พรมแดนออสเตรเลีย (ABF) ได้ทำการจับกุมตัวนางสาวมีนา พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินสายการบินไทย ขณะเดินทางไปถึงสนามบินเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย พร้อมของกลางเฮโรอีนน้ำหนักประมาณ 900 กรัม ที่ซุกซ่อนมาในซับในกระเป๋าผ้าลายช้างไทย
จากการสืบสวนขยายผลขบวนการดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แกะรอยจนพบความเชื่อมโยงและเข้าทำการตรวจค้นห้องพักของ นายนันทวัฒน์ ผู้ต้องหารายล่าสุด ที่หอพักแห่งหนึ่งใน ต.กะมัง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา
โดยนายนันทวัฒน์ ให้การยอมรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รับฝากถุงดำ ซึ่งภายในมีกระเป๋าผ้าลายช้างไทยซุกซ่อนยาเสพติดจำนวน 6 ใบมา จาก “นายอุทัย” ต่อมาเมื่อทราบข่าวว่าแอร์โฮสเตสสาวถูกจับกุมที่ออสเตรเลีย ตนเกิดความกลัว จึงได้ติดต่อกลับไปหานายอุทัย ซึ่งปลายทางบอกให้ “จัดการอย่างไรก็ได้” ตนจึงตัดสินใจใช้มีดกรีดทำลายกระเป๋าผ้าทั้งหมด แล้วนำผงเฮโรอีนด้านในไปเททิ้งลงชักโครกภายในห้องพักเพื่อทำลายหลักฐาน
จากนั้นได้นำเศษกระเป๋าผ้าและหูหิ้วแยกใส่ถุงดำขับรถตระเวนไปโยนทิ้งตามจุดต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พ.ต.ท.ธัญพีรสิษฐ์ จุลพิภพ สว.กก.สืบสวน 3 บก.สส.บช.น. นำกำลังเจ้าหน้าที่ ศอ.ปส.บช.น. นำตัวผู้ต้องหาไปชี้จุดทิ้งทำลายหลักฐาน โดยจุดสำคัญบริเวณริมถนนหมายเลข 4040 ต.จำปา อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา พบถุงดำที่ภายในมีเศษกระเป๋าผ้าลายช้างไทยหลงเหลืออยู่จริง เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานจึงได้ทำการสกัดผงสีขาวที่ติดค้างอยู่ตามเศษผ้า นำมาตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นสารเฮโรอีน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการบันทึกจับกุมและคุมตัวนายนันทวัฒน์ ส่งพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย พร้อมทั้งเตรียมขยายผลผู้ร่วมขบวนการที่เหลือมาดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดต่อไป
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการวางมาตรการคุมเข้มการขนสัมภาระผู้โดยสารและลูกเรือในสนามบิน หลังร่วมประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธานฯ เมื่อ 3ก.ค.ที่ผ่านมา
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายร่วมประชุมแทน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด โดย กระทรวงคมนาคม รับแนวทางมาตรการต่างๆ ของที่ประชุม ป.ป.ส.นำไปปฏิบัติเพิ่มเติม แต่ยืนยันว่า ก่อนหน้าเกิดเหตุแอร์โฮสเตสถูกจับที่ออสเตรเลีย มีการเข้มงวดมาตรการตรวจสอบตามหลักสากล รวมถึงก่อนหน้านี้มีการจับกุมการลักลอบขนยาเสพติดที่สนามบินอยู่ตลอด โดยตรวจพบการลักลอบขนยาเสพติดทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก
อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ จะมีการกำชับต้องเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบให้มากขึ้น เพราะคิดว่าขบวนการดังกล่าวอาจรู้กระบวนการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ จึงพยายามหาวิธีหลบเลี่ยงอยู่ตลอด เมื่อถามว่า จะมีการคุมเข้มกรณีลูกเรือรับหิ้วของ อย่างไร รมช.คมนาคม ระบุว่า ตามปกติสนามบินมีการตรวจสอบลูกเรือผ่านกระบวนการสแกนจากเครื่องอยู่แล้ว แต่เมื่อพบว่าลูกเรือมีการรับหิ้ว จะมีการยกระดับมากขึ้น อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ออกกฎเพิ่มเติมแจ้งไปยังทุกสายการบินให้ควบคุม เช่น ห้ามรับหิ้วของเพราะอาจเกิดความเสี่ยงได้ รวมถึงอบรมเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องเอ็กซเรย์ ยกระดับเรื่องการข่าว รวมถึงเพิ่มสุนัข K9 จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มีกว่า 60 ตัวมาร่วมกับสุนัข K9 ของกรมศุลกากร เป็นต้น และหลังจากนี้ กระทรวงคมนาคม จะมีการให้นโยบายกำชับเพิ่มเติม
ด้านสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ออก“ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง มาตรการควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรือของผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ พ.ศ.2569เพื่อยกระดับมาตรการกำกับดูแลสายการบินและการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกลูกเรือ ป้องกันการใช้สถานะหรือสิทธิของการเป็นสมาชิกลูกเรือในการรับฝาก รับหิ้ว หรือรับขนสิ่งของของบุคคลอื่นในทางที่มิชอบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย ความมั่นคงด้านการบิน และความน่าเชื่อถือของระบบการบินพลเรือนของประเทศไทย การออกประกาศฉบับดังกล่าวเป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากการประชุมการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีการกำหนดแนวทางยกระดับมาตรการกำกับดูแลสมาชิกลูกเรือ และป้องกันการใช้สถานะลูกเรือในทางที่ไม่เหมาะสม
พลอากาศเอก มนัทชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ภายหลังการประชุมรับข้อสั่งการCAAT ได้เร่งดำเนินการออกประกาศฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ดำเนินการเดินอากาศทุกแห่งมีมาตรการควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรืออย่างเป็นระบบ พร้อมกำหนดมาตรการตรวจสอบ การบริหารความเสี่ยง และการดำเนินการทางวินัยอย่างเคร่งครัด หากพบการฝ่าฝืน สายการบินจะต้องดำเนินการตามระเบียบของบริษัท และ CAAT จะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตหรือใบรับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อรักษามาตรฐาน ความปลอดภัย และความเชื่อมั่นต่อระบบการบินพลเรือนของประเทศไทย
นอกจากนี้ CAAT จะยกระดับการพัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการตรวจค้นและการรักษาความปลอดภัยการบิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบสัมภาระของผู้โดยสารและสมาชิกลูกเรือ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับสายการบิน ผู้ดำเนินการสนามบิน และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยการบินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล” โดยประกาศฉบับนี้กำหนดให้ผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ (Air Operator Certificate: AOC) ทุกแห่ง ต้องจัดให้มีมาตรการควบคุมสัมภาระของสมาชิกลูกเรือ (Crew Baggage Control) อย่างเป็นระบบ กำหนดประเภท ขนาด น้ำหนัก และเงื่อนไขของสิ่งของที่สมาชิกลูกเรือสามารถนำขึ้นอากาศยานได้ พร้อมกำหนดข้อห้ามมิให้ใช้สถานะสมาชิกลูกเรือในการรับฝาก รับหิ้ว รับขน หรือนำส่งสิ่งของของบุคคลอื่น ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่สายการบินมอบหมาย
นอกจากนี้ ยังให้สายการบินจัดให้มีระบบบริหารความเสี่ยง การสุ่มตรวจและตรวจค้นสัมภาระของสมาชิกลูกเรือ การฝึกอบรมเพื่อสร้างความตระหนัก ระบบรับแจ้งเบาะแส การสอบสวนข้อเท็จจริง และมาตรการทางวินัยอย่างชัดเจน รวมทั้งกำหนดให้บูรณาการมาตรการดังกล่าวไว้ในระบบบริหารจัดการ ระบบการจัดการด้านนิรภัย (SMS) ระบบกำกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (Compliance Monitoring System) และแผนรักษาความปลอดภัยของผู้ดำเนินการเดินอากาศ (AOSP)ในกรณีที่พบเหตุอันควรสงสัยว่าสมาชิกลูกเรืออาจฝ่าฝืนประกาศหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย ผู้ดำเนินการเดินอากาศต้องประเมินความเสี่ยง พิจารณาระงับการปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว รายงานต่อ CAAT โดยไม่ชักช้า และให้ความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย
CAATจะนำประกาศฉบับนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตรวจติดตามผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ ทั้งในการออกใบรับรอง การต่ออายุ และการตรวจติดตาม เพื่อให้มั่นใจว่าสายการบินทุกแห่งมีระบบควบคุมที่มีประสิทธิภาพและปฏิบัติเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด อันจะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัย ความมั่นคง และความเชื่อมั่นต่อระบบการบินพลเรือนของประเทศไทยในระดับสากล
ประกาศสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง มาตรการควบคุมการรับฝากหรือรับขนสิ่งของโดยสมาชิกลูกเรือของผู้ได้รับใบรับรองผู้ดำเนินการเดินอากาศ พ.ศ.2569
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี