วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
รายงานพิเศษ : หนองคายวิกฤต! เผยผลตรวจ OV-ATK ติดพยาธิใบไม้ตับพุ่ง-ติดท็อป 3 อีสาน
ปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ยังคงเป็นภัยมืดที่คุกคามชีวิตและสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาอย่างยาวนาน ล่าสุดที่ห้องประชุมจอมมณี ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดหนองคาย ได้มีการจัดประชุมด่วนเพื่อกำหนดแนวทางยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนการตรวจคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีอย่างเป็นรูปธรรม โดยมี นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วย นายกิตติศักดิ์ ธีระวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย, นพ.แหลมทอง แก้วตระกูลพงษ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดหนองคาย และ รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมถึงคณะอนุกรรมการและหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมวางมาตรการในครั้งนี้
จากการเปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติโดยสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้บูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดหนองคาย ในการลงพื้นที่ปฏิบัติการตรวจคัดกรองเชิงรุกด้วยชุดตรวจปัสสาวะสำเร็จรูป (OV-ATK) เพื่อค้นหาผู้ติดเชื้อโรคพยาธิใบไม้ตับในกลุ่มประชากรเป้าหมาย ระหว่างเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 ถึง เดือนเมษายน พ.ศ. 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 9 อำเภอของจังหวัดหนองคาย มีผู้เข้ารับการตรวจทั้งสิ้นจำนวน 35,364 คน ผลการตรวจพบว่ามีผู้ติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับสูงถึง 13,745 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 38.87 ของจำนวนผู้ตรวจทั้งหมด ซึ่งสถิติดังกล่าวถือเป็นตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวและจัดอยู่ในกลุ่ม 3 อันดับแรกที่มีอัตราความชุกของโรคสูงที่สุดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เมื่อจำแนกสถิติรายอำเภอที่มีอัตราการติดเชื้อรุนแรงที่สุด 3 อันดับแรก พบข้อมูลที่น่ากังวลดังนี้ อันดับหนึ่งคือ อำเภอสระใคร มีอัตราผู้ติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 58.11 รองลงมาคือ อำเภอศรีเชียงใหม่ พบผู้ติดเชื้อร้อยละ 54.90 และอันดับสามคือ อำเภอท่าบ่อ พบผู้ติดเชื้อร้อยละ 51.57 ในขณะที่พื้นที่ศูนย์กลางอย่าง อำเภอเมืองหนองคาย นั้น ปัจจุบันยังคงอยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจคัดกรองเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง นอกเหนือจากการตรวจพยาธิใบไม้ตับแล้ว ทางหน่วยงานแพทย์ยังได้ทำการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อตรวจหาความผิดปกติของท่อน้ำดีในประชากรจำนวน 10,656 คน และพบกลุ่มเสี่ยงที่สงสัยว่าจะเป็นโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงถึง 151 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 1.42 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่สูงจนต้องเร่งเข้าควบคุมควบคุมดูแล
รศ.ดร.วัชรินทร์ ลอยลม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ให้ทัศนะเชิงวิชาการว่า ประชากรในภาคอีสานมีอัตราการเกิดโรคพยาธิใบไม้ตับสูงที่สุดในประเทศ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 70 ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อนำไปสู่การเป็นมะเร็งท่อน้ำดี หากย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ได้มีการรณรงค์แคมเปญใหญ่ "อีสานไม่กินปลาดิบ" มีการตรวจหาพยาธิจากไข่ในอุจจาระ ซึ่งในยุคนั้นปริมาณความหนาแน่นของพยาธิในตัวคนมีสูงมากจึงตรวจพบได้ง่าย ต่อมาเมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกันยกระดับสุขอนามัย ความหนาแน่นของพยาธิลดลง แต่ทว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่กลับไม่ได้ลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศไทยยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งท่อน้ำดีสูงถึงปีละประมาณ 20,000 คน

ดังนั้น แนวทางการขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย "ประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี" จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาดในการตัดวงจรการเกิดโรคตั้งแต่ต้นทาง ประการสำคัญที่สุดคือพฤติกรรมการบริโภค ประชาชนต้องตระหนักถึงการรับประทานอาหารที่ปรุงสุกด้วยความร้อน งดเว้นการรับประทานอาหารดิบหรือสุกๆ ดิบๆ ทุกชนิด โดยเฉพาะปลาน้ำจืดเกล็ดขาวในวงศ์ปลาตะเพียน เช่น ปลากระสูบ ปลาซิว ปลาขาว ซึ่งเป็นพาหะหลักของตัวอ่อนพยาธิ สำหรับเมนูยอดฮิตอย่างส้มตำปลาร้ายังคงรับประทานได้ตามปกติ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือตัวปลาร้าจะต้องผ่านการต้มจนสุกเดือดเท่านั้นจึงจะปลอดภัย
“นอกจากพฤติกรรมการกิน สิ่งสำคัญคือระบบสุขาภิบาลในชุมชน ต้องมีการกำจัดสิ่งปฏิกูลจากส้วมอย่างถูกวิธีตามหลักสุขาภิบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่พยาธิแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งจะทำให้หอยและปลากลับมากินไข่พยาธิ และวนกลับมาสู่คนในที่สุด การตัดวงจรนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญ” รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวเน้นย้ำ
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยฯ ได้เลือกจังหวัดหนองคายเป็นพื้นที่โมเดลนำร่อง เนื่องจากหนองคายเป็นจังหวัดที่มีความพร้อมและมีบ่อบำบัดสิ่งปฏิกูลที่ได้มาตรฐานมากที่สุด หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จในการควบคุมโรค จะถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยกระบวนการหลังจากนี้ จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจประชาชนด้วยชุดตรวจ OV-ATK หากตรวจพบผู้ติดเชื้อ จะดำเนินการแจกยารักษาเพื่อกำจัดพยาธิทันที ส่วนในรายที่ตรวจพบความรุนแรงหรือเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงโรคมะเร็ง จะถูกส่งตัวเข้าสู่ระบบการรักษาพยาบาลโดยด่วน ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชท่าบ่อ มีศักยภาพและเครื่องมือแพทย์ที่พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร
ทางด้าน นายศรัณย์ศักด์ ศรีเครือเนตร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ได้ประกาศเจตนารมณ์และตั้งเป้าหมายในการขับเคลื่อนโครงการเชิงรุกนี้อย่างจริงจัง โดยกำหนดกรอบเวลาชัดเจนว่า “ภายในระยะเวลา 3 เดือนนี้จะต้องเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและมีความชัดเจนสูงสุด” โดยจังหวัดหนองคายจะเดินหน้าส่งทีมเจ้าหน้าที่ออกสุ่มตรวจร้านอาหาร แหล่งผลิตอาหารดิบ สุ่มตรวจตามสถานศึกษา โรงงาน รวมถึงกลุ่มประชากรที่มักถูกมองข้าม เช่น พระภิกษุสงฆ์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญเนื่องจากต้องรับประทานอาหารจากการบิณฑบาตและญาติโยมนำมาถวาย นอกจากนี้ยังสั่งการให้เรารีบพัฒนาศักยภาพของครูผู้สอนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการป้องกันโรคนี้สู่เด็กนักเรียนในทุกระดับชั้น เพราะโรคร้ายนี้ป้องกันได้ง่ายด้วยการกินสุกและรักษาสุขอนามัยที่ดี ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างเต็มกำลังเพื่อขจัด "เพชฌฆาตเงียบ" ที่คร่าชีวิตพี่น้องชาวอีสานให้หมดไปอย่างยั่งยืน
กำธร กองสมบัติ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี