542.jpg
สธ.ขยายผลแก๊งพ่อทิพย์  สอบ5รพ.ฉาว

สธ.ขยายผลแก๊งพ่อทิพย์ สอบ5รพ.ฉาว

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สธ.ขยายผลแก๊งพ่อทิพย์

สอบ5รพ.ฉาว

สั่งเช็คข้อมูลย้อนหลัง

จับอีก4ร่วมขบวนการ

สถานทูตจีนชี้แจงคดี

ตร.รวบพ่อแม่ชาวจีนตัวจริง-ล็อกตัว “พ่อทิพย์” คนไทย รับจ้างสวมสิทธิลูกชาวจีน เร่งขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งเครือข่าย ด้านสถานทูตจีน ย้ำพลเมืองจีนให้ทำตามก.ม.ประเทศที่พำนักอยู่ พร้อมร่วมมือไทย-คุ้มครองสิทธิเด็ก ขณะที่ สธ.จ่อสอบ 5 รพ.เอี่ยวขบวนการสวมสิทธิฯ เช็คข้อมูลย้อนหลัง ก่อนเอาผิด

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมพล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พล.ต.ต.พัลลภ แอร่มหล้า รองผบช.น. พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5 พ.ต.อ.ฤตวีร์ สุขเจริญ ผกก.สส.บก.น.5 สั่งการให้ พ.ต.ท.สง่า สุวรรณเพชร สว.กก.สส.บก.น.5 หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 2 และ พ.ต.ต.นิเทศ พวงพิลาสว.กก.สส.บก.น.5 หัวหน้าชุดปฏิบัติการที่ 4 นำกำลัง ลงพื้นที่ติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับประกอบด้วย นาย Zhao Z. อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ จ.53/2569 นาง Zhuang Z. อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ที่ จ.52/2569 นายสุข อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายชัชวาล อายุ 54 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาธนบุรี ที่ จ.48/2569 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569


ทั้งนี้ สืบเนื่องจากตำรวจ กก.สส.บก.น.5ได้เปิดปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการรับจ้างสวมสิทธิเป็น “พ่อทิพย์” ช่วยเหลือชาวจีนจดทะเบียนรับรองบุตรโดยมิชอบ ก่อนจะติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลฯ ได้รวม 4 ราย ประกอบด้วย พ่อแม่ชาวจีน ซึ่งเป็นบิดาและมารดาที่แท้จริงของเด็ก และผู้รับจ้างสวมสิทธิเป็นบิดาชาวไทยอีก 2 ราย พร้อมเร่งขยายผลถึงนายหน้าและผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติม

สำหรับผู้ต้องหาทั้งหมดถูกกล่าวหาว่า “สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และสนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต”

จากการสืบสวนพบว่า ขบวนการดังกล่าวมีพฤติการณ์จัดหาบุคคลสัญชาติไทย มารับจ้างสวมสิทธิเป็นบิดาของเด็ก หรือที่เรียกว่า “พ่อทิพย์” เพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนรับรองบุตรแทนบิดาชาวจีน ทั้งที่ไม่ไมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็ก โดยว่าจ้างเพื่อดำเนินการด้านทะเบียนราษฎรและเอกสารทางราชการ

ในคดีแรก นายสุข ได้รับการว่าจ้างให้สวมสิทธิเป็นบิดา และลงลายมือชื่อรับรองบุตรแทนนาย Zhao Z. และ นาง Zhuang Z.ซึ่งเป็นบิดาและมารดาที่แท้จริงของเด็ก เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออำนาจศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด

ต่อมาเจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.5 ชุดปฏิบัติการที่ 2 สามารถติดตามจับกุมนาย Zhao Z. และ นาง Zhuang Z.ได้ที่บ้านพักในพื้นที่ จ.นนทบุรี พร้อมจับกุมนายสุขได้ในพื้นที่เขตสะพานสูง กทม.ก่อนจะควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ ดำเนินคดีส่วนนายชัชวาล เป็นผู้รับจ้างสวมสิทธิเป็น“พ่อทิพย์”ในอีกคดีหนึ่งที่มีพฤติการณ์ลักษณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ กก.สส.บก.น.5 ชุดปฏิบัติการที่ 4 สามารถติดตามจับกุมได้ที่บ้านพักใน จ.สมุทรปราการ ก่อนจะคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.บางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดี เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างขยายผลถึงนายหน้า ผู้จัดหาบุคคล ผู้ว่าจ้าง และผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายรับจ้างสวมสิทธิเป็น“พ่อทิพย์”รวมทั้งตรวจสอบว่ามีการกระทำในลักษณะเดียวกันอีกกี่คดี เพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดต่อไป

ขณะที่เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ชี้แจงกรณีข่าวคดี “พ่อทิพย์” จากขบวนการรับจ้างจดแจ้งสูติบัตรเท็จ โดยโพสต์ข้อความของโฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยตอบคำถามผู้สื่อข่าว ดังนี้ถามว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตำรวจไทยได้ดำเนินการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีรายงานว่าคดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับพลเมืองจีนบางราย ฝ่ายจีนมีความเห็นอย่างไรต่อกรณีนี้

ตอบ ฝ่ายจีนได้รับทราบรายงานข่าวที่เกี่ยวข้องแล้ว จากข้อมูลที่มีการเปิดเผยในรายงานข่าว บุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีมีความซับซ้อน โดยผู้กระทำผิดได้สมคบกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยกำลังดำเนินการสอบสวนคดีตามกฎหมาย ฝ่ายจีนไม่ขอแสดงความเห็นในรายละเอียดของคดี

รัฐบาลจีนยึดมั่นมาโดยตลอดในการกำชับให้พลเมืองจีนที่อยู่ในต่างประเทศปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของประเทศที่พำนัก สำหรับการกระทำที่ผิดกฎหมาย ฝ่ายจีนยึดหลักการดำเนินการตามกฎหมายและข้อบังคับมาโดยตลอด

ฝ่ายจีนเคารพการที่ฝ่ายไทยปฏิบัติหน้าที่ด้านการบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย พร้อมทั้งหวังว่าฝ่ายไทยจะคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของพลเมืองจีนในระหว่างการดำเนินคดี โดยเฉพาะการคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ ฝ่ายจีนพร้อมที่จะส่งเสริมการสื่อสารและความร่วมมือกับฝ่ายไทยต่อไป เพื่อร่วมกันรักษาสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับการไปมาหาสู่กันระหว่างประชาชนและความร่วมมือในทุกสาขาของทั้งสองประเทศ

วันเดียวกัน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีโรงพยาบาลเกี่ยวข้องกับกรณีการทำคลอดและแจ้งเกิดอันเป็นเท็จ ว่าได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวแล้ว รวมทั้งทราบรายละเอียดทั้งจำนวนสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบกิจการ ผู้ดำเนินการ รวมถึงข้อมูลพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาล5 แห่ง ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อความถูกต้อง ชัดเจน และเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำตามกระบวนการ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

สำหรับการพิจารณาโทษและดำเนินคดีนั้น ทพ.อาคม กล่าวว่า จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยในส่วนของชั้นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล ถ้าเกิดจากการที่บุคคลใดทำหลักฐานเท็จในสถานพยาบาล ทั้งหลักฐานการรักษาพยาบาล หลักฐานการเงิน เช่น มีการลงเวชระเบียน หรือ OPD การ์ดไม่ถูกต้อง จะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาล ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลมาตรา 73 มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และส่วนที่ 2 คือเจ้าพนักงานสืบสวนหรือตำรวจ ถ้ามีการทำหนังสือรับรองการเกิดที่ไม่ถูกต้อง จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย

“เราจะดูในชั้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ การทำหลักฐานด้านการรักษาพยาบาลเป็นเท็จ มีใครเกี่ยวข้องบ้างในการออกรายละเอียดของการให้บริการ เราจะดูตามกฎหมายของเรา ถ้ามีส่วนที่มีความผิดปกติ ไม่ถูกต้อง ก็จะส่งข้อมูลไปให้ชั้นของพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง”ทพ.อาคม กล่าวและว่า กรณีความผิดของสถานพยาบาล ต้องไปสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุให้ได้ก่อน ว่าผู้ประกอบกิจการ หรือผู้ดำเนินการ มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป ว่าใครทำหลักฐานเท็จส่วนนั้น ซึ่งจะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาล และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ทพ.อาคม กล่าวต่อว่า ถ้าพบว่ามีความจงใจ เจตนา ของผู้บริหารมาสั่งการ ก่อให้เกิดผลเสีย นั่นถือว่าเป็นสิ่งที่อันตราย เพราะมีความไม่มั่นคงต่อประเทศของเรา ต้องมีการพิจารณาบทลงโทษอีกแบบหนึ่ง โดยจะมีการตรวจสอบย้อนหลังการออกเอกสารทั้งหมด และรวบรวมหลักฐานมาตรวจสอบว่าดำเนินการไปมากน้อยเท่าไร

ทพ.อาคม กล่าวอีกว่า ปกติแล้วใบรับรองการเกิด หรือใบทร.1/1 ที่ออกตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร ที่เป็นกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ เวลาเด็กเกิด เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำคลอด จะต้องแจ้งว่าเด็กคนนี้เกิดที่ไหน ที่โรงพยาบาลไหน พ่อแม่ชื่ออะไร มีโรคประจำตัวหรือไม่ เพื่อเอาใบดังกล่าวไปใช้รับรองการเกิดหรือสูติบัตร

“ใบนี้จึงเป็นใบที่แจ้งให้ทราบเฉยๆ ซึ่งจริงๆ ใบนี้ยังไม่มีผลทางกฎหมาย เพียงแต่เป็นหลักฐานของเจ้าหน้าที่ซึ่งทำคลอดมีการบันทึกข้อมูลตรงนี้ไว้ในหนังสือรับรองการเกิด เพื่อจะเอาใบนี้ นำไปสู่การทำให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การแจ้งเกิด การทำสูติบัตร” ทพ.อาคม กล่าว

รองอธิบดี สบส.กล่าวว่า อยากฝากให้ทางโรงพยาบาลหรือคลินิกที่ทำคลอด การที่ให้ใครมาสวมสิทธิเป็นคนไทย จะมีความเสียหายต่อประเทศเป็นอย่างมาก พอสวมสิทธิได้และได้รับสัญชาติไทย เขาก็จะไปทำเรื่องอื่นมากมาย ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศอาจจะเสียสิทธิอะไรหลายอย่างจึงฝากเตือนโรงพยาบาลให้ทำถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงประชาชนคนไทยที่เห็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดกลไกนี้ขึ้นมา ซึ่งเป็นอันตรายมากต่อความมั่นคงของประเทศ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top