542.jpg
กรมบังคับคดี แถลงผลสำรวจประจำปีงบประมาณ 2569 ประชาชนโหวตความเชื่อมั่นสูง 97.20%

กรมบังคับคดี แถลงผลสำรวจประจำปีงบประมาณ 2569 ประชาชนโหวตความเชื่อมั่นสูง 97.20%

วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.07 น.
Tag :

“กรมบังคับคดี” แถลงผลสำรวจประจำปีงบประมาณ 2569 ประชาชนเทคะแนนความเชื่อมั่นภาพรวมสูงถึงร้อยละ 97.20 ปลื้มระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทครองแชมป์พึงพอใจสูงสุด ด้านอธิบดี "เสกสรร" เปิดมาตรการด่วนดึง 33 สถาบันการเงินร่วมอุ้มลูกหนี้วิกฤต งดชะลอขายทอดตลาด พร้อมยกเครื่องสู่กรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ นำ AI ลุยงานอายัดทรัพย์ลดขั้นตอนล่าช้า

15 กรกฎาคม 2569 กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 3,389 รายทั่วประเทศ พบว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นในภาพรวมสูงถึงร้อยละ 97.20 สะท้อนภาพลักษณ์เด่นในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส
นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี แถลงว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ฉบับปรับปรุง ที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ ปลอดทุจริต และอำนวยความสะดวกแก่คู่ความทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม


จากการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบทั้งการใช้แบบสอบถาม สัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยผู้ประเมินอิสระภายนอก สามารถสรุปสถิติสำคัญในแต่ละด้าน โดยผลการสำรวจของความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนในภาพรวม มีค่าคะแนนดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา 

สรุปผลการสำรวจได้ดังนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
ร้อยละ 97.20 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
ร้อยละ 97.60  มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
ร้อยละ 95.20 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
ร้อยละ 96.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
ร้อยละ 98.80มีความความเชื่อมั่นต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
ร้อยละ 96.40 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
ร้อยละ 97.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการวางทรัพย์

ส่วนความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
ร้อยละ 85.80 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
ร้อยละ 90.60 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
ร้อยละ 88.60 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการวางทรัพย์ อย่างไรก็ตามประชาชนสะท้อนว่า บุคลากรของกรมบังคับคดีมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ให้บริการด้วยความสุภาพ เอาใจใส่ อธิบายขั้นตอนชัดเจน รวมถึงมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส

นายเสกสรร กล่าวต่อถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันว่า ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบขณะนี้มีปริมาณค่อนข้างสูงและตกค้างอยู่ในกระบวนการคดีเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ทรัพย์ที่ยึดมาแล้วบางส่วนยังไม่สามารถขายทอดตลาดได้ เนื่องจากผู้ซื้อติดขัดปัญหาการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน กรมบังคับคดีจึงได้ออกมาตรการเชิงรุกเร่งด่วน โดยเชิญ 33 สถาบันการเงิน มาร่วมเจรจาภายใต้เงื่อนไขช่วยเหลือลูกหนี้ 3 ประการหลัก 1.ขอให้ระงับการยึดทรัพย์เพิ่มเติม สำหรับลูกหนี้ที่แสดงความจำนงเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย  2.งดการขายทอดตลาดชั่วคราว (ชะลอไว้ 1-3 นัด หรือ 6 เดือน ถึง 1 ปี) เพื่อลดความเดือดร้อนให้ลูกหนี้ที่บ้านกำลังจะถูกขายทอดตลาดได้มีเวลาเจรจาปรับโครงสร้างหนื้ 3.งด ลด หรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง เช่น ปรับลดจากเดือนละ 10,000 บาท เหลือเพียง 2,500 - 3,000 บาท เป็นต้น

อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาในอนาคตจะเน้นย้ำว่า กรมฯ กำลังทลายข้อจำกัดและลบภาพจำเดิม ๆ เรื่องความล่าช้าในการทำบัญชีหรือการจ่ายเงิน โดยปัจจุบันได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาปรับใช้เกือบเต็มรูปแบบแล้ว ระบบยึดทรัพย์ จากเดิมที่เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่ดูหลักหมุดที่ดินเคียงข้าง ทำได้เพียงวันละ 1 เรื่อง จนเกิดคดีค้างสะสมหลายแสนคดี ปัจจุบันคู่ความสามารถทำเรื่องยึดทรัพย์ได้เองจากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินด้วยระบบ Landmap ทำให้เกิดความแม่นยำสูง ระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้กระบวนการหลังจากขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จสิ้น คู่ความและเจ้าหนี้สามารถรับเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยผลักดันเงินหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ นอจากนี้เตรียมนำ AI ปฏิบัติการแทนเจ้าหน้าที่ กรมฯ มีแผนนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยใน กระบวนการอายัดทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของคดีทั้งหมด เพื่อลดขั้นตอนการทำงานและกระจายบุคลากรไปขับเคลื่อนงานด้านอื่น ๆ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนและพร้อมใช้เต็มรูปแบบในปี 2569-2570 นี้

ด้านคณะผู้วิจัยจาก บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด ได้นำเสนอแนวทางการยกระดับองค์กรอย่างยั่งยืนผ่าน “IMPACT Model” ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ I - Integrated Digital Service (บูรณาการระบบดิจิทัล) M - Management Standardization (มาตรฐานการบริหารจัดการ)

P - Process Excellence (ยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการ ลดความซับซ้อนในระยะสั้น) A - Accessibility and Citizen-Centered Service (ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง) C - Communication and Collaboration (พัฒนาการสื่อสารและการร่วมมือ) T - Transparency and Trust (สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น)

นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังมีข้อเสนอแนะเร่งด่วนในด้าน "การสื่อสาร" โดยระบุว่า แม้กรมบังคับคดีจะพัฒนาระบบไอทีและตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี แต่การรับรู้ของประชาชนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สมัยใหม่ยังอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น กรมฯ ควรปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไปรับข่าวสารทางออนไลน์มากขึ้น โดยการเพิ่มช่องทางการสื่อสารเชิงรุกผ่านทาง Facebook, Line, และ TikTok หรืออาจพิจารณาชูแนวคิดสร้าง Influencer ของหน่วยงาน นำเสนอข้อมูลแบบไม่เป็นทางการ เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต
นายเสกสรร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ความสำเร็จและการพลิกโฉมองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเป็น "ภาพจำเชิงลบ" ของประชาชนในอดีต เช่น คำวิจารณ์เรื่องการยึดทรัพย์ช้า จ่ายเงินช้า และกระบวนการที่ใช้เวลานานว่า  ที่ผ่านมาคดีค้างเก่ามีหลายแสนคดี เนื่องจากระบบเดิมเจ้าหน้าที่ต้องออกไปรังวัดที่ดิน ดูหลักหมุด ณ สถานที่จริง ทำให้วันหนึ่งทำได้เพียงเรื่องเดียว แต่ปัจจุบันกรมบังคับคดีได้เปลี่ยนผ่านสู่ ระบบดิจิทัล เกือบเต็มรูปแบบ โดยคู่ความสามารถทำเรื่องยึดหรืออายัดทรัพย์ได้จากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอดเวลา (Anywhere, Anytime) ทั่วโลก 

นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินผ่านระบบ "Landmap" ทำให้เกิดความแม่นยำสูง คลาดเคลื่อนน้อย และเมื่อทรัพย์ถูกขายทอดตลาดแล้ว ก็มีระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้คู่ความได้รับเงินคืนรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้คะแนนความเชื่อมั่นในปีนี้รักษาระดับเกรด 4 หรืออยู่ในเกณฑ์ "มากที่สุด" ได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวนับตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา

3 ภาพจำใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่นต่อกรมบังคับคดีสูงสุด 1.การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่อผู้รับบริการอย่างเท่าเทียม (โดดเด่นเป็นอันดับ 1) 2.การบริหารจัดการกระบวนการและฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานสากล และ3.การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
อธิบดีกรมบังคับคดี ยอมรับว่า ปัจจุบันปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบคดีมีจำนวนสูงมาก และกำลังเจอทางตันในกระบวนการขายทอดตลาด เนื่องจากทรัพย์ที่ยึดมาได้ไม่มีคนซื้อ หรือผู้ซื้อไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร ทางกรมฯ จึงชู "กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท" เป็นวาระเร่งด่วน โดยจับมือกับ 33 สถาบันการเงิน ภายใต้ข้อตกลง 3 ประการ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ 

ได้แก่ 1.ไม่ยึดทรัพย์เพิ่ม หากลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการเจรจา 2.งดการขายทอดตลาด ไว้ชั่วคราว (1-3 นัด หรือ 6 เดือน ถึง 1 ปี) สำหรับลูกหนี้ที่กำลังจะโดนยึดบ้านเพื่อบรรเทาความทุกข์ใจ และ3.งด ลด หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับกำลังจ่ายจริง (เช่น จากผ่อนเดือนละ 10,000 บาท ลดเหลือ 2,500 - 3,000 บาท)

อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวต่อว่า ในส่วนของแผนพัฒนาระยะกลางและระยะยาว กรมบังคับคดีเตรียมผลักดันระบบ Electronic & AI เต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายจะนำ AI เข้ามาช่วยใน "กระบวนการอายัดทรัพย์" ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของคดีทั้งหมด การใช้ AI จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ลงอย่างมหาศาล เพื่อให้บุคลากรสามารถย้ายไปโฟกัสงานบริการด้านอื่นที่จำเป็นได้มากขึ้น

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top