วันพุธ ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
“กรมบังคับคดี” แถลงผลสำรวจประจำปีงบประมาณ 2569 ประชาชนเทคะแนนความเชื่อมั่นภาพรวมสูงถึงร้อยละ 97.20 ปลื้มระบบไกล่เกลี่ยข้อพิพาทครองแชมป์พึงพอใจสูงสุด ด้านอธิบดี "เสกสรร" เปิดมาตรการด่วนดึง 33 สถาบันการเงินร่วมอุ้มลูกหนี้วิกฤต งดชะลอขายทอดตลาด พร้อมยกเครื่องสู่กรมดิจิทัลเต็มรูปแบบ นำ AI ลุยงานอายัดทรัพย์ลดขั้นตอนล่าช้า
15 กรกฎาคม 2569 กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ร่วมกับ บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด เปิดเผยผลสำรวจความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จากกลุ่มตัวอย่าง 3,389 รายทั่วประเทศ พบว่าประชาชนมีความเชื่อมั่นในภาพรวมสูงถึงร้อยละ 97.20 สะท้อนภาพลักษณ์เด่นในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและโปร่งใส
นายเสกสรร สุขแสง อธิบดีกรมบังคับคดี แถลงว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติราชการ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ฉบับปรับปรุง ที่มุ่งเน้นการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ ทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์ ปลอดทุจริต และอำนวยความสะดวกแก่คู่ความทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม
จากการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบทั้งการใช้แบบสอบถาม สัมภาษณ์เชิงลึก และการจัดสนทนากลุ่ม (Focus Group) โดยผู้ประเมินอิสระภายนอก สามารถสรุปสถิติสำคัญในแต่ละด้าน โดยผลการสำรวจของความเชื่อมั่นและความพึงพอใจของประชาชนในภาพรวม มีค่าคะแนนดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา
สรุปผลการสำรวจได้ดังนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
ร้อยละ 97.20 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
ร้อยละ 97.60 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
ร้อยละ 95.20 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
ร้อยละ 96.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
ร้อยละ 98.80มีความความเชื่อมั่นต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
ร้อยละ 96.40 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
ร้อยละ 97.80 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการวางทรัพย์
ส่วนความพึงพอใจของประชาชนผู้รับบริการต่อกระบวนการบังคับคดี
ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีโดยภาพรวม
ร้อยละ 88.20 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีแพ่ง
ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการบังคับคดีล้มละลาย
ร้อยละ 85.80 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้
ร้อยละ 90.60 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั้นบังคับคดี
ร้อยละ 88.60 มีความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประมูลซื้อทรัพย์และการขายทอดตลาด
ร้อยละ 88.00 มีความพึงพอใจต่อกระบวนการวางทรัพย์ อย่างไรก็ตามประชาชนสะท้อนว่า บุคลากรของกรมบังคับคดีมีความรู้ความเชี่ยวชาญ ให้บริการด้วยความสุภาพ เอาใจใส่ อธิบายขั้นตอนชัดเจน รวมถึงมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส
นายเสกสรร กล่าวต่อถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันว่า ปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบขณะนี้มีปริมาณค่อนข้างสูงและตกค้างอยู่ในกระบวนการคดีเป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ทรัพย์ที่ยึดมาแล้วบางส่วนยังไม่สามารถขายทอดตลาดได้ เนื่องจากผู้ซื้อติดขัดปัญหาการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน กรมบังคับคดีจึงได้ออกมาตรการเชิงรุกเร่งด่วน โดยเชิญ 33 สถาบันการเงิน มาร่วมเจรจาภายใต้เงื่อนไขช่วยเหลือลูกหนี้ 3 ประการหลัก 1.ขอให้ระงับการยึดทรัพย์เพิ่มเติม สำหรับลูกหนี้ที่แสดงความจำนงเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย 2.งดการขายทอดตลาดชั่วคราว (ชะลอไว้ 1-3 นัด หรือ 6 เดือน ถึง 1 ปี) เพื่อลดความเดือดร้อนให้ลูกหนี้ที่บ้านกำลังจะถูกขายทอดตลาดได้มีเวลาเจรจาปรับโครงสร้างหนื้ 3.งด ลด หรือขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ ให้สอดคล้องกับกำลังซื้อจริง เช่น ปรับลดจากเดือนละ 10,000 บาท เหลือเพียง 2,500 - 3,000 บาท เป็นต้น
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า สำหรับทิศทางการพัฒนาในอนาคตจะเน้นย้ำว่า กรมฯ กำลังทลายข้อจำกัดและลบภาพจำเดิม ๆ เรื่องความล่าช้าในการทำบัญชีหรือการจ่ายเงิน โดยปัจจุบันได้นำระบบดิจิทัลเข้ามาปรับใช้เกือบเต็มรูปแบบแล้ว ระบบยึดทรัพย์ จากเดิมที่เจ้าหน้าที่ต้องลงพื้นที่ดูหลักหมุดที่ดินเคียงข้าง ทำได้เพียงวันละ 1 เรื่อง จนเกิดคดีค้างสะสมหลายแสนคดี ปัจจุบันคู่ความสามารถทำเรื่องยึดทรัพย์ได้เองจากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินด้วยระบบ Landmap ทำให้เกิดความแม่นยำสูง ระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้กระบวนการหลังจากขายทอดตลาดทรัพย์สินเสร็จสิ้น คู่ความและเจ้าหนี้สามารถรับเงินได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ช่วยผลักดันเงินหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ นอจากนี้เตรียมนำ AI ปฏิบัติการแทนเจ้าหน้าที่ กรมฯ มีแผนนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยใน กระบวนการอายัดทรัพย์ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 60 ของคดีทั้งหมด เพื่อลดขั้นตอนการทำงานและกระจายบุคลากรไปขับเคลื่อนงานด้านอื่น ๆ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนและพร้อมใช้เต็มรูปแบบในปี 2569-2570 นี้
ด้านคณะผู้วิจัยจาก บริษัท พีเอเอส คอนซัลแทนท์ แอนด์ รีเซิร์ช จำกัด ได้นำเสนอแนวทางการยกระดับองค์กรอย่างยั่งยืนผ่าน “IMPACT Model” ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ I - Integrated Digital Service (บูรณาการระบบดิจิทัล) M - Management Standardization (มาตรฐานการบริหารจัดการ)
P - Process Excellence (ยกระดับประสิทธิภาพกระบวนการ ลดความซับซ้อนในระยะสั้น) A - Accessibility and Citizen-Centered Service (ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง) C - Communication and Collaboration (พัฒนาการสื่อสารและการร่วมมือ) T - Transparency and Trust (สร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่น)
นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังมีข้อเสนอแนะเร่งด่วนในด้าน "การสื่อสาร" โดยระบุว่า แม้กรมบังคับคดีจะพัฒนาระบบไอทีและตั้งใจทำงานเป็นอย่างดี แต่การรับรู้ของประชาชนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์สมัยใหม่ยังอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น กรมฯ ควรปรับกลยุทธ์การประชาสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนไปรับข่าวสารทางออนไลน์มากขึ้น โดยการเพิ่มช่องทางการสื่อสารเชิงรุกผ่านทาง Facebook, Line, และ TikTok หรืออาจพิจารณาชูแนวคิดสร้าง Influencer ของหน่วยงาน นำเสนอข้อมูลแบบไม่เป็นทางการ เพื่อสร้างการรับรู้และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต
นายเสกสรร ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ความสำเร็จและการพลิกโฉมองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อแก้ปัญหาที่เคยเป็น "ภาพจำเชิงลบ" ของประชาชนในอดีต เช่น คำวิจารณ์เรื่องการยึดทรัพย์ช้า จ่ายเงินช้า และกระบวนการที่ใช้เวลานานว่า ที่ผ่านมาคดีค้างเก่ามีหลายแสนคดี เนื่องจากระบบเดิมเจ้าหน้าที่ต้องออกไปรังวัดที่ดิน ดูหลักหมุด ณ สถานที่จริง ทำให้วันหนึ่งทำได้เพียงเรื่องเดียว แต่ปัจจุบันกรมบังคับคดีได้เปลี่ยนผ่านสู่ ระบบดิจิทัล เกือบเต็มรูปแบบ โดยคู่ความสามารถทำเรื่องยึดหรืออายัดทรัพย์ได้จากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอดเวลา (Anywhere, Anytime) ทั่วโลก
นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมที่ดินผ่านระบบ "Landmap" ทำให้เกิดความแม่นยำสูง คลาดเคลื่อนน้อย และเมื่อทรัพย์ถูกขายทอดตลาดแล้ว ก็มีระบบบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยให้คู่ความได้รับเงินคืนรวดเร็วขึ้น ส่งผลให้คะแนนความเชื่อมั่นในปีนี้รักษาระดับเกรด 4 หรืออยู่ในเกณฑ์ "มากที่สุด" ได้อย่างสม่ำเสมอ แม้จะอยู่ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ตึงตัวนับตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา
3 ภาพจำใหม่ที่ประชาชนเชื่อมั่นต่อกรมบังคับคดีสูงสุด 1.การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่อผู้รับบริการอย่างเท่าเทียม (โดดเด่นเป็นอันดับ 1) 2.การบริหารจัดการกระบวนการและฐานข้อมูลที่มีมาตรฐานสากล และ3.การดำเนินงานที่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย
อธิบดีกรมบังคับคดี ยอมรับว่า ปัจจุบันปัญหาหนี้เสีย (NPL) ในระบบคดีมีจำนวนสูงมาก และกำลังเจอทางตันในกระบวนการขายทอดตลาด เนื่องจากทรัพย์ที่ยึดมาได้ไม่มีคนซื้อ หรือผู้ซื้อไม่ได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคาร ทางกรมฯ จึงชู "กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท" เป็นวาระเร่งด่วน โดยจับมือกับ 33 สถาบันการเงิน ภายใต้ข้อตกลง 3 ประการ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้
ได้แก่ 1.ไม่ยึดทรัพย์เพิ่ม หากลูกหนี้เข้าสู่กระบวนการเจรจา 2.งดการขายทอดตลาด ไว้ชั่วคราว (1-3 นัด หรือ 6 เดือน ถึง 1 ปี) สำหรับลูกหนี้ที่กำลังจะโดนยึดบ้านเพื่อบรรเทาความทุกข์ใจ และ3.งด ลด หรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ให้สอดคล้องกับกำลังจ่ายจริง (เช่น จากผ่อนเดือนละ 10,000 บาท ลดเหลือ 2,500 - 3,000 บาท)
อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวต่อว่า ในส่วนของแผนพัฒนาระยะกลางและระยะยาว กรมบังคับคดีเตรียมผลักดันระบบ Electronic & AI เต็มรูปแบบ โดยมีเป้าหมายจะนำ AI เข้ามาช่วยใน "กระบวนการอายัดทรัพย์" ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 60% ของคดีทั้งหมด การใช้ AI จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานของเจ้าหน้าที่ลงอย่างมหาศาล เพื่อให้บุคลากรสามารถย้ายไปโฟกัสงานบริการด้านอื่นที่จำเป็นได้มากขึ้น
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี