วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
เซ่นไฟไหม้ดับแล้ว32ศพ
เหยื่อโผล่แฉ
โรงเบียร์มรณะชุ่ย
ไม่มีสัญญาณเตือน
เหยื่อสังเวยไฟไหม้“โรงเบียร์ณ ลาดพร้าว” พุ่งเป็น 32 ศพ บาดเจ็บอีก 79 ราย ด้านนิติเวชพิสูจน์อัตลักษณ์ครบทั้งหมด พร้อมมอบร่างให้ญาติรับกลับไปทำบุญ เผยเหตุเสียชีวิตส่วนใหญ่สำลักควันไฟ เบื้องต้นพบไฟลุกบริเวณบนเพดานตรงเวทีประมาณ 20 วินาทีก่อนลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรม ขณะที่ผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าของร้าน แฉไม่ได้ยินเสียงสัญญาณเตือน ส่วนผู้เชี่ยวชาญวิศวกรรมฯบุกตรวจสภาพที่เกิดเหตุพบโฟมกันเสียงอาจเป็นเชื้อเพลิงหลักทำให้เปลวไฟปะทุรุนแรง
ความคืบหน้าจากเหตุไฟไหม้ร้าน โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ตั้งอยู่เลขที่ 17 ซอยลาดพร้าว 1 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่ 12 กรกฎาคม ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมากนั้น
ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) สรุปผลการติดตามผู้บาดเจ็บเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เขตจตุจักร ประจำวันที่ 15 ก.ค. 2569 เวลา 10.00 น. ผู้บาดเจ็บ รวมจำนวน 79 คน ให้กลับบ้านได้ จำนวน 44 คน ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล รวม 30 คน อยู่ห้อง ICU 15 คน วอร์ดปกติ (Admit Ward) 15 คน
ส่วนผู้ป่วยเสียชีวิตในโรงพยาบาล 5 ศพ (เพิ่มจากรายงานเมื่อวานนี้ 2 ศพ) ดังนี้1.รพ.พญาไท พหลฯ - นายณัฐพรรษ ธรรมนิทา 2.รพ.พระรามเก้า(ไปรพ.ชลบุรี)- miss VIENG PHONE CHIN DAVONG 3.รพ.ลาดพร้าว -สมพงศ์ ศรีผ่อง 4.รพ.เปาโลเกษตร- สุดารัตน์ พุ่มทรัพย์ (เพิ่ม) 5.รพ.นพรัตนฯ- จตุพร วงศ์ศิริวิบูลย์ (เพิ่ม)รวมผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว จำนวน 32 ศพ
ผู้การนิติเวชยันยอดตาย32ศพ
ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ พล.ต.ต.วิรุฬห์ ศุภสิงห์ศิริปรีชา ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิต รวมทั้งหมดอยู่ที่ 32 ศพ โดยแบ่งเป็นผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุจำนวน 27 ศพ และ เสียชีวิตเพิ่มเติมขณะรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีก 5 ศพ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ 2 ศพ
ทั้งนี้ ในกลุ่มผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมา 5 ศพนั้น เดิมทีถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยวิกฤต (เคสสีแดง) ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา (เคสสีดำ)
พิสูจน์อัตลักษณ์ครบ32ศพ
พล.ต.ต.วิรุฬห์กล่าวว่า ขณะนี้สามารถพิสูจน์ทราบชื่อและระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตได้ครบทั้ง 32 ศพแล้ว
ส่วนการส่งมอบร่างคืนให้กับครอบครัว จำนวน 28 ร่าง ส่วนร่างที่เหลืออีก 4 ร่าง รวมถึงผู้เสียชีวิตเพิ่มเติมเมื่อคืนนี้ที่มีการตรวจพิสูจน์ในช่วงเช้า อยู่ระหว่างรอญาติเดินทางมาติดต่อยื่นเอกสาร คาดว่าจะสามารถดำเนินการรับร่างกลับไปได้ครบถ้วนทั้งหมดภายในวันนี้ ส่วนผลการชันสูตรพลิกศพเบื้องต้น พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดจากการสำลักควันไฟ นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตบางส่วนที่มีบาดแผลถูกไฟไหม้ตามร่างกายเด่นชัด
ตร.ถกตามคดี-สอบพยาน52ปาก
เวลา 08.00 น. ได้มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าทางคดีเหตุเพลิงไหม้ โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดย พล.ต.ต.เกียรติกุล สนธิเณร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) เป็นประธานประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังเมื่อวานนี้ สอบปากคำไปแล้ว 52 ปาก แบ่งเป็น กลุ่มผู้ประกอบการ 1 ราย พนักงานภายในร้าน 16 ราย กลุ่มญาติและผู้ได้รับบาดเจ็บ 33 ราย และเจ้าหน้าที่ผู้ร่วมตรวจที่เกิดเหตุอีก 2 ราย และวันนี้หลังการประชุมจะมีการจัดชุดพนักงานสอบสวน แยกย้ายไปสอบปากคำพยานกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบอาคารและระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ไปสอบปากคำผู้บาดเจ็บที่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล
เร่งแกะวงจรปิดในร้าน16ตัว
นอกจากนี้ จะมีการเร่งวิเคราะห์ภาพเหตุการณ์จากภาพกล้องวงจรปิด 16 ตัว ภายในร้าน ช่วงก่อนและขณะเกิดเหตุอย่างละเอียดหลังได้รับเซิร์ฟเวอร์ที่กู้ไฟล์ภาพได้แล้วมาจากกองพิสูจน์หลักฐาน
มีรายงานเบื้องต้นว่า ภาพวงจรปิดภายในร้าน เห็นภาพจังหวะที่ไฟลุกขึ้นบริเวณบนเพดาน ตรงเวที ประมาณ 20 วินาที ก่อนที่ไฟจะลุกลามไปจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
เหยื่อโรงเบียร์ฯเข้าแจ้งความ
ที่ สน.พหลโยธิน นายนัฏฐพงศ์ ละคร อายุ 25 ปี หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ เดินทางเข้าแจ้งความกับ พ.ต.ต.จิรายุ ปิตุรักษ์วงศ์ สว.(สอบสวน) สน.พหลโยธิน โดยนายนัฏฐพงศ์กล่าวว่า คืนเกิดเหตุเดินทางมาถึงสถานบันเทิงเวลาประมาณ 22.30 น. และนั่งบริเวณโต๊ะหน้าเวทีฝั่งประตูทางเข้า ช่วงแรกไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ช่วงใกล้เที่ยงคืน ตนสังเกตเห็นกลุ่มควันสีขาวพุ่งออกมาจากเพดานหน้าเวทีฝั่งประตูทางเข้า แต่ไม่ได้เอะใจ เพราะคิดว่าเป็นเอฟเฟกต์ประกอบการแสดง เนื่องจากเป็นจังหวะที่เพลงกำลังเริ่มขึ้นพอดี
ย้ำไม่ได้ยินสัญญาณเตือนไฟไหม้
นายนัฏฐพงศ์กล่าวต่อว่า หลังจากนั้นไม่นานตนกลับเห็นประกายไฟและได้กลิ่นไหม้ รีบวิ่งหนีออกทางประตูด้านหลังฝั่งลานจอดรถ ระหว่างหลบหนีมีนักท่องเที่ยวแตกตื่น ตกใจ ตนถูกดึงขา แต่สามารถสลัดและวิ่งออกมาถึงพื้นที่ปลอดภัยได้ “ไม่เคยได้ยินสัญญาณเตือนไฟไหม้ แต่ได้ยินเสียงคนในร้าน ตะโกนบอกว่า“ไฟไหม้”และไม่เห็นระบบสปริงเกอร์ทำงานภายในอาคาร”
ผู้เสียหายระบุอีกว่า ระหว่างหลบหนีพบการ์ดรักษาความปลอดภัย 2 คน ถือไฟฉายคอยชี้นำผู้คนไปยังประตูทางออกด้านหลังที่ตนออกมา ก่อนจะพบทั้ง 2 คนอีกครั้งบริเวณลานจอดรถ เป็นจุดปลอดภัย
เสียใจอย่างมากเพื่อนเสียชีวิต
นายนัฏฐพงศ์กล่าวอีกว่า วันเกิดเหตุเป็นการมาใช้บริการที่นี่เป็นครั้งแรกไม่ได้สังเกตตำแหน่งทางหนีไฟ โดยเดินทางมา พร้อมเพื่อนทั้งหมด 4 คน แต่มี 1 คน คือนายสิทธิพงษ์ ไชโย เสียชีวิตภายในที่เกิดเหตุทำให้รู้สึกเสียใจอย่างมาก พร้อมได้ให้คลิปเหตุการณ์ ก่อนเกิดเหตุประมาณครึ่งชั่วโมง ในคลิปยังไม่มีกลุ่มควันไฟหรือสิ่งผิดปกติใดๆ ส่วนตัวได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าผากและหูทั้งสองข้าง ก่อนเข้ารับการรักษาโดยใช้สิทธิประกันสังคม ที่ รพ.เพชรเวช และเข้าแจ้งความในวันนี้ เพื่อให้ข้อมูลเพิ่มเติมประกอบการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน
แคชเชียร์เผยเห็นเปลวไฟจากเพดาน
ขณะเดียวกัน นายต้อม ถนอมวงศ์ พนักงานแคชเชียร์ของโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ซึ่งทำงานที่ร้านมาได้ประมาณ 1 ปี เดินทางเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินรวมถึงรับทรัพย์สินส่วนตัวคืนที่ยังคงอยู่ภายในร้าน โดยนายต้อมเผยว่าในคืนเกิดเหตุ ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในร้าน ได้ยินเสียงรุ่นน้องตะโกนขึ้นมาว่า“ไฟไหม้” ด้วยความตกใจจึงเงยหน้ามองไปยังบริเวณเพดานโซนกลางเวที ก็เริ่มเห็นกลุ่มควัน ก่อนจะรีบวิ่งหนีออกทางประตูครัวทันที
ไม่ถึง20วินาทีไฟพุ่งอย่างรวดเร็ว
“และภายในเวลาไม่ถึง 20 วินาที ก็เห็นเปลวไฟพุ่งออกมาจากบริเวณเพดานของร้านอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นคาดว่า ในช่วงที่เกิดเหตุเจ้าของร้านน่าจะอยู่บริเวณโซนกลางของร้าน และน่าจะกำลังนั่งดื่มอยู่ แต่ตัวเองรีบวิ่งหนีออกมา”พนักงานแคชเชียร์โรงเบียร์ ย้ำ
ส่วนประเด็นการเก็บเงินลูกค้าที่มีการตั้งข้อสังเกตหลังเกิดเหตุนายต้อมชี้แจงว่าระบบของร้านจะเรียกเก็บเงินลูกค้าเพียงครั้งเดียว โดยจะเริ่มทยอยเคลียร์บิลตั้งแต่เวลาประมาณเที่ยงคืน ซึ่งถือเป็นขั้นตอนปกติของร้าน ก่อนจะปิดให้บริการในเวลาประมาณ 02.00 น. เพราะในช่วงเวลาที่เกิดเหตุนั้นอยู่ในช่วงเวลาที่พนักงานกำลังเคลียร์บิลตามปกติ เพราะอยู่ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน
ยันไม่ได้กักตัวลูกค้าไม่ให้หลบหนี
สำหรับกรณีที่ระบุว่า ทางร้านมีการปิดประตูหนีไฟเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าหลบหนีโดยไม่ชำระค่าอาหารและเครื่องดื่มนั้น นายต้อมระบุว่าตัวเองไม่ทราบว่า ข่าวดังกล่าวมาจากไหน จากที่ทำงานอยู่ก็เห็นว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องจริงเพราะช่วงเวลานั้นทุกคนต่างหนี ส่วนประตูบริเวณห้องน้ำที่มีประตูหนีไฟนั้นนายต้อมอธิบายว่าประตูดังกล่าวจะเปิดเฉพาะช่วงที่พนักงานเข้า-ออก ก่อนเริ่มงานเท่านั้น เมื่อร้านเปิดให้ลูกค้าใช้บริการ ก็จะปิดไว้เพราะไม่ใช่ประตูทางเข้าหลักของร้าน โดยรายละเอียดในส่วนนี้อาจต้องสอบถามแม่บ้านหรือผู้ที่รับผิดชอบโดยตรง
ส่วนเรื่องระบบสปริงเกอร์ดับเพลิงนายต้อม ยอมรับว่าตัวเองไม่ทราบเกี่ยวกับระบบนี้ เพราะเป็นพนักงานแคชเชียร์เท่านั้น พร้อมยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 ปีที่ทำงานอยู่ที่โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ไม่เคยทราบมาก่อนว่าภายในร้านมีปัญหาเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า ภายในร้านก็มีการติดตั้งถังดับเพลิงไว้ตามจุดต่างๆ ตามปกติ
ญาติรับศพ‘จ่ากวาง วงทศกัณฐ์’
ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ นางสาวชัญญานุช พุดมอญ อายุ 30 ปี น้องสาวและครอบครัวของพันจ่าอากาศเอก พฤฒิพงษ์ พุดมอญ อายุ 37 ปี หรือ จ่ากวาง (พี่ชาย) มือคีย์บอร์ด วงทศกัณฐ์ เดินทางมาติดต่อขอรับศพ เพื่อไปบำเพ็ญกุศล ที่วัดแหลมคาง ตำบลแม่ลา อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
โดยนางสาวชัญญานุชกล่าวว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตและครอบครัว ซึ่งไม่มีใครคาดคิดว่าจะต้องมารับจ่ากวางกลับบ้านในรูปแบบของร่างไร้วิญญาณเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจ่ากวางเป็นคนดีมาก ดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี ดูแลคนใกล้ชิดเป็นอย่างดี และเชื่อว่ามีคนรอบตัวรักเขามาก
ขอบคุณทุกคนที่ช่วยตามหา
“เทียบจากเหตุการณ์การตามหาจ่ากวาง หลายคนช่วยออกตามหากันเป็นจำนวนมาก พอตามหาเจอแล้ว ทุกคนก็ยังไม่ปล่อยครอบครัวไว้ลำพัง ยังคงคอยช่วยเหลือดูแลจ่ากวางจนถึงวินาทีสุดท้าย ขอเป็นตัวแทนครอบครัวในการขอบคุณคนรอบข้างที่อยู่เคียงข้างตนเองตั้งแต่วันแรกที่ออกตามหาจ่ากวางเชื่อว่าเจ้าตัวจะต้องดีใจมากๆ ที่มีคนรักเขามากขนาดนี้”น้องสาวจ่ากวาง ย้ำและว่า ส่วนตัวในฐานะที่เป็นน้องสาวเชื่อว่าถ้าพี่ชายยังมีชีวิตอยู่ คงจะบอกว่า อยากให้ทุกคนจำจ่ากวางในมุมมองที่น่าจดจำในส่วนของการเล่นดนตรีและคงไม่อยากให้ใครต้องมาเสียใจหรือมานั่งเศร้ากับเหตุการณ์นี้ ไม่อยากให้ถามสาเหตุอะไรแล้ว อยากให้ส่งพี่ชายให้ไปสบายอย่างดีที่สุด
ลั่นสู้คดี-จี้ร้านรับผิดชอบถึงที่สุด
ส่วนประเด็นเรื่องของการเยียวยาและช่วยเหลือในการรับผิดชอบของทางร้านภายหลังจากที่เกิดเหตุ ยังไม่มีญาติของฝั่งเจ้าของร้านหรือตัวแทนร้านเข้ามาพูดคุยอะไรกับทางครอบครัว แม้ว่าทางร้านจะมีการมอบเงินเยียวยาเบื้องต้นรายละ 10,000 บาท ก็ตาม แต่ตนเองก็มองว่าเรื่องมูลค่าเงินมันเทียบกับชีวิตคนไม่ได้ ไม่ว่าจะได้รับเงินเยียวยามากน้อยเพียงไหนก็ไม่สามารถชดเชยเยียวยาความรู้สึกของคนในครอบครัวไปได้ แม้ชนวนของการเกิดอุบัติเหตุในครั้งนี้ อาจจะเกิดจากความประมาทของผู้ประกอบการก็ให้ไปในส่วนของคดีความและแน่นอนว่าการชดเชยเยียวยาต้องเป็นไปตามกระบวนการ ทางครอบครัวก็พอที่จะสู้ในเรื่องนี้ต่อ
ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่นำร่างของจ่ากวางขึ้นรถ น้องสาวจุดธูปบอกพี่ชายว่า“พี่กวาง มารับกลับบ้านนะ เรากลับบ้านด้วยกันนะ”
ป่อเต็กตึ๊งปิดศูนย์ช่วยญาติเหยื่อ
เวลา 14.30 น. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ปิดศูนย์อำนวยความสะดวกสำหรับญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว หลังญาติของผู้เสียชีวิต เดินทางมาติดต่อรับศพแล้ว 31 ครอบครัว เหลือเพียง 1 ครอบครัว คือ ญาติของนางสาวเวียงพร จันดาวงศ์ ผู้เสียชีวิตสัญชาติลาวขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงาน สำหรับการเยียวยามูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้มอบเงินช่วยเหลือค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต รายละ 20,000 บาท โดยมีญาติมารับเงินช่วยเหลือแล้ว 30 ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บมูลนิธิฯมอบเงินช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล รายละ 5,000 บาท แต่จนถึงขณะนี้ มีผู้มาติดต่อขอรับความช่วยเหลือเพียง 3 ราย ซึ่งคาดว่าหลายครอบครัว อาจยังไม่ทราบว่ามีการเปิดให้ความช่วยเหลือในส่วนนี้
ทั้งนี้ มูลนิธิฯขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้ได้รับบาดเจ็บหรือญาตินำหลักฐานมาติดต่อขอรับเงินช่วยเหลือโดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง 1418 เพื่อให้เจ้าหน้าที่แนะนำขั้นตอนการยื่นขอรับสิทธิ
ปชช.วางดอกไม้ไว้อาลัยเหยื่อ
ที่บริเวณโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ถ.ลาดพร้าว แขวงจอมพล เขตจตุจักร กทม.จุดเกิดเหตุเพลิงไหม้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้ายังคงมีประชาชนเดินทางมาร่วมแสดงความไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต โดยนำดอกไม้ พวงมาลัย และเครื่องเซ่นไหว้มาวางไว้บริเวณด้านหน้าจุดเกิดเหตุเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ต่อมาเวลา 10.00 น. เครือข่ายภาคประชาชน ได้นำดอกไม้สีขาวมาร่วมแสดงความไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตทั้ง 32 ศพ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งจัดระเบียบสถานบริการทั่วประเทศ จัดระบบโซนนิ่งให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง รวมถึงผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมและทบทวนนโยบายขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและ
เหตุร้ายในอนาคต
จี้ช่องโหว่หลักเลี่ยงกฎหมาย
นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ผู้ประสานงานภาคีป้องกันและลดผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล ระบุว่าปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกแต่เป็นปัญหาที่เกิดซ้ำมาแล้วหลายครั้ง จนนำไปสู่ความสูญเสียจำนวนมากจากการตรวจสอบพบว่าพ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 ยังมีข้อจำกัดและช่องว่างหลายประการ ขณะที่การบังคับใช้พ.ร.บ.สาธารณสุขก็ยังเปิดช่องให้ผู้ประกอบการบางรายดำเนินกิจกรรมในลักษณะที่หลีกเลี่ยงการอยู่ภายใต้กฎหมายสถานบริการ ส่งผลให้มาตรการด้านความปลอดภัยไม่ครอบคลุม
เท่าที่ควร
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดของกฎหมายควบคุมอาคารซึ่งบังคับใช้เฉพาะอาคารบางประเภท เมื่อสถานที่บางแห่งไม่ได้เข้าข่าย เป็นสถานบริการตามกฎหมาย ทำให้มาตรการด้านความปลอดภัยไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่าง
เต็มที่ ขณะที่การขออนุญาตประกอบกิจการตามกฎหมายสาธารณสุข แม้จะรองรับการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแต่เมื่อมีการแสดงดนตรี หรือกิจกรรมบันเทิงก็อาจกลายเป็นช่องว่างในการกำกับดูแล
เร่งแก้ก.ม.ป้องกันเหตุซ้ำรอย
จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงภาครัฐ เร่งแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายควบคู่กัน โดยปรับแนวทางจากเดิมที่ภาครัฐเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว ให้ผู้ประกอบการมีความรับผิดชอบต่อมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมในการแจ้งข้อมูล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำอีก
ชี้ทางหนีไฟน้อย-ไม่เปิดใช้
นายธีระ วัชรปราณี ผอ.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เผยว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ที่ซานติก้าผับ กทม. เมื่อปี’52 มีผู้เสียชีวิต 67 ศพ และสถานบันเทิงเมาน์เทน บี จ.ชลบุรี ปี’65 มีผู้เสียชีวิต 22 ศพ ซึ่งสิ่งที่เหมือนกัน คือ ทางหนีไฟน้อยและไม่เปิดใช้งาน
จี้ล้อมคอกร้านอาหารกึ่งผับ
เหตุการณ์ครั้งนี้ยังได้สะท้อนถึงช่องว่างของกฎหมายที่เปิดโอกาสให้ดำเนินสถานประกอบการที่คล้ายสถานบริการ โดยใช้ใบอนุญาตร้านอาหาร แต่ให้บริการในรูปแบบร้านอาหารกึ่งผับ มีการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแสดง ดนตรีสด ฯลฯ หากเป็นสถานบริการประเภทผับบาร์จะมีมาตรฐานความปลอดภัยเข้มงวดกว่านี้รวมถึงมีการกำหนดโซนนิ่งด้วยซึ่งปัจจุบันพบว่ามีร้านอาหารลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นจำนวนมากโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯซึ่งก็เป็นเรื่องแปลก ที่ไม่มีหน่วยงานใดระบุจำนวนที่แน่นอนได้
แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี แต่โศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันยังจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทย ยังมีช่องว่างด้านมาตรฐานความปลอดภัย การบังคับใช้กฎหมาย และการกํากับดูแลสถานประกอบการที่เปิดให้ประชาชนเข้าใช้บริการทุกครั้งที่เกิดเหตุ เรามักได้ยินคําว่าจะตรวจสอบ, จะดําเนินคดี และจะถอดบทเรียน จะไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่สุดท้าย ความสูญเสียก็ยังเกิดขึ้นกับประชาชน” นายธีระ กล่าว
วิศวกรรมสถานฯแจงผลสอบไฟไหม้
วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้เข้าตรวจสอบโครงสร้างอาคารภายในจุดเกิดเหตุเพิ่มเติมอีกครั้ง
โดยนางสาวบุษกร แสนสุข ประธานสาขาวิศวกรรมป้องกันอัคคีภัยภายใต้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เปิดเผยผลการตรวจสอบเบื้องต้นว่าตั้งแต่วันแรกที่ลงพื้นที่ทีมวิศวกรตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเพลิงจึงลุกไหม้อย่างรุนแรงและมีเชื้อเพลิงจำนวนมากจึงเริ่มตรวจสอบหาต้นตอของเชื้อเพลิงภายในอาคาร ในตอนแรกมองว่าเกิดจากเชื้อเพลิงที่ฝ้าเพดานซึ่งเป็นแผ่นซับเสียงหรือวัสดุตกแต่ง แต่เมื่อพิจารณา
พบว่าไม่ได้มีความหนา หรือจำนวนมากจนเกินไป
พบโฟมฉนวนกันความร้อนฝ้าเพดาน
นางสาวบุษกรระบุว่า พบว่าเหนือฝ้าเพดานซึ่งเป็นโครงสร้างเหล็ก มีการฉีดพ่นโฟมฉนวนกันความร้อนหนาประมาณ 3 นิ้วและเมื่อเปิดฝ้าเพดาน พบว่าด้านในเกิดการลุกไหม้เป็นวงกว้าง จนทำให้เกิดการสะสมของความร้อนและแรงดันภายในและลุกไหม้จนกลายเป็นเชื้อเพลิง ส่งผลให้เกิดก๊าซจากการเผาไหม้สะสมอยู่ภายในอาคาร ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้บาดเจ็บหลายรายที่ระบุว่าได้กลิ่นฉุนจนแสบจมูกโดยพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด คือ บริเวณหน้าเวที เมื่อ เกิดเหตุและมีการเปิดประตูอากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่อาคารอย่างรวดเร็วทำให้ก๊าซเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ได้รับออกซิเจนและติดไฟทันที ส่งผลให้เกิดเปลวไฟพุ่งออกมาอย่างรุนแรง
สารโฟมที่เคลือบจะได้มาตรฐานหรือไม่นั้นอยู่ที่การพิสูจน์ลักษณะการลุกไหม้ และพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของร้านมีการฉีดพ่นโฟมหนาประมาณ 2 นิ้ว แต่บริเวณหน้าเวที และบาร์น้ำมีการฉีดพ่นหนาประมาณ 3 นิ้ว และเคลือบทั้งด้านบนและด้านล่าง ส่วนกรณีการผสมสารหน่วงไฟในโฟมนั้น แม้จะช่วยชะลอการลุกติดไฟในระดับอุณหภูมิที่กำหนดไว้ในการทดสอบ แต่หากเกิดเพลิงไหม้ที่มีอุณหภูมิสูงกว่าค่าดังกล่าว โฟมก็ยังสามารถลุกไหม้และกลายเป็นเชื้อเพลิงได้
เตือนผู้ประกอบสกัดซ้ำรอย
และยังฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการว่าบ้านเรามีอากาศค่อนข้างร้อน หากจะนำโฟมไปฉีดพ่นก็เสี่ยงเรื่องอัคคีภัยและก็ต้องดูระบบไฟฟ้าร่วมด้วย แล้วเมื่อใดก็ตามที่เพดานต่ำ และมีการติดไฟที่เพดาน การแผ่รังสีความร้อนก็จะเร็วยิ่งขึ้น และการเคลื่อนที่ของไฟก็จะเร็วขึ้น อาคารที่มีลักษณะแบบนี้ที่มี
เชื้อเพลิงจำนวนมาก ควรมีการติดตั้งระบบระบายควัน หรือพัดลมระบายควันตามมาตรฐาน เพื่อช่วยลดการสะสมของควันและความร้อน เพิ่มโอกาสในการอพยพของผู้ที่อยู่ภายใน และลดการกระทบต่อโครงสร้างอาคารไม่ให้ถล่มตามมา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี