542.jpg
สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค - ทำงานเป็นทีม

สกู๊ปพิเศษ : ‘Metaverse Lab-XR’ เสริมทักษะนิสิตเทคนิคการแพทย์ เก่งวินิจฉัยโรค - ทำงานเป็นทีม

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

อาจารย์เทคนิคการแพทย์ จุฬาฯ พัฒนา Metaverse Lab-XR นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน ช่วยนิสิตฝึกฝนทักษะด้านปฏิบัติการในห้องแล็บ และพัฒนาซอฟต์สกิลเพื่อการทำงานจริงในโรงพยาบาล เตรียมความพร้อมนิสิตสำหรับการเป็นนักเทคนิคการแพทย์ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในอนาคต

สำหรับนิสิตเทคนิคการแพทย์ ทักษะการทำงานในห้องปฏิบัติการเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้ความรู้เชิงทฤษฎี แต่ทักษะจะเกิดขึ้นและพัฒนาจนกลายเป็นความเชี่ยวชาญได้นั้นต้องอาศัยชั่วโมงบินในการฝึกฝน  ซึ่งเรื่องนี้ “เคย” เป็นอุปสรรคสำหรับนิสิตชั้นปีที่ 3-4 คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในชั้นเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก (Clinical Micrology)


“ในการเรียนวิชานี้ นิสิตจะเรียนภาคทฤษฎีก่อน จากนั้นจะต้องฝึกภาคปฏิบัติในห้องแล็บจำลองเป็นเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งทางภาควิชาจะเตรียมห้องแล็บให้พร้อมสำหรับนิสิตราว 100 คน แต่นิสิตเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน บางคนเรียนรู้เร็ว ในขณะที่นิสิตบางคนเพิ่งเริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมในห้องแล็บ ยังไม่ทันจะเรียนรู้และเข้าใจเรื่องนั้นๆเวลาก็หมดแล้ว และต้องผ่านไปเรียนหัวข้อใหม่” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร วรศิลป์ชัย อาจารย์ประจำภาควิชาภาควิชาเวชศาสตร์การธนาคารเลือด คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงปัญหาที่เป็นแรงบันดาลใจในการคิดค้น Metaverse Lab-XR นวัตกรรมการเรียนรู้สำหรับนักเทคนิคการแพทย์ ที่เพิ่งได้รับรางวัล Excellent Innovation ผลงานนวัตกรรมเพื่อการพัฒนานักศึกษาดีเด่น จากกระทรวง อว. เมื่อเดือนกันยายน 2568

เราอยากเห็นนิสิตทุกคนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันก่อนที่จะไปต่อในบทเรียนถัดไปผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวถึงความตั้งใจในการออกแบบนวัตกรรม ใน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้เรียนรู้และฝึกฝนปฏิบัติการทางแล็บผ่านโลกเสมือนจริง ในสภาพแวดล้อมของห้องแล็บในโรงพยาบาลที่ซึ่งนิสิตจะต้องไปทำงานภายหลังจากการสำเร็จการศึกษา ในโลกเสมือนจริงนี้ นิสิตจะได้ฝึกการทำงานเป็นทีมระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ การบริหารจัดการในห้องแล็บ การวินิจฉัยโรคติดเชื้อ และฝึกฝนทุกทักษะสำคัญที่นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมีผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า ห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เปิดใช้จริงตั้งแต่ต้นปี 2567 เป็นต้นมา ให้นิสิตเข้าไปทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านทฤษฎี และฝึกฝนทักษะทางแล็บเพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อได้ตามที่ต้องการ

นิสิตสามารถฝึกปฏิบัติการทางแล็บในโลกเสมือนจริงโดยอิสระด้วยตัวเอง ถ้าคนไหนรู้สึกว่าตนเองยังปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ไม่น่าพอใจก็เข้าไปฝึกได้อีกเท่าที่ต้องการ และในตอนท้ายของการฝึกแต่ละบทเรียน ก็จะมีการประเมินว่านิสิตปฏิบัติงานในห้องแล็บได้ถึงเป้าหมายแล้วหรือไม่

การฝึกแบบนี้จะ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังนิสิตทุกคนจะมีระดับการเรียนรู้ที่ใกล้เคียงกันและสามารถไปต่อบทเรียนถัดไปด้วยกันได้ นอกจากนี้ การเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนยังช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มพูนความพร้อมให้นิสิตสำหรับการปฏิบัติการในห้องแล็บจำลอง

วิชา Clinical Microbiology เป็นวิชาปฏิบัติการทางการแพทย์เพื่อวินิจฉัยโรคติดเชื้อ ซึ่งนิสิตจะต้องฝึกวินิจฉัยโรคติดเชื้อจากตัวอย่างผู้ป่วยจริง การจัดแล็บจำลองให้กับนิสิตต้องใช้เวลา บุคลากร และการเตรียมสิ่งส่งตรวจ เราต้องเตรียมเชื้อจุลชีพสายพันธุ์ต่างๆมาให้นิสิตได้เรียน ซึ่งใช้เชื้อจุลชีพจำนวนมากประมาณหนึ่ง แต่บางครั้งเราไม่ได้ใช้ประโยชน์จากขยะติดเชื้อนั้นอย่างคุ้มค่าเนื่องจากนิสิตยังมีทักษะและประสบการณ์การลงมือปฏิบัติที่ไม่มากพอ

การเรียนรู้ผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจะได้ฝึกทำความคุ้นเคยกับการทำแล็บในโลกเสมือนจริง เมื่อมีความคล่องแคล่วและคุ้นเคยแล้ว การไปฝึกฝนจริงในห้องแล็บจำลองก็จะได้ใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้จากตัวอย่างทางชีวภาพติดเชื้อมากกว่า และลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อด้วย ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ในบรรดาโรคติดเชื้อต่างๆ ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เลือกนำร่องการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ด้วยการจัดแล็บเพื่อวินิจฉัย โรคติดเชื้อรา

เชื้อราที่นำมาใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนในห้องแล็บจำลอง เช่น ชิ้นเนื้อ เส้นผม ผิวหนัง น้ำตา น้ำไขสันหลัง เลือด ซึ่งจัดว่าเป็น Bio Hazard ทั้งสิ้น เชื้อราสามารถติดทางลมหายใจได้ ทำให้มีความเสี่ยงต่อนิสิต เราจึงให้นิสิตเรียนใน Metaverse Lab-XR เพื่อสร้างความคุ้นเคยและสร้างทักษะความชำนาญการก่อนเข้าห้องแล็บจำลอง

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร อธิบายการเรียนรู้ใน Metaverse Lab-XR ว่า นิสิตจะเหมือนกำลังปฏิบัติการอยู่ในแล็บของโรงพยาบาล ต้องตรวจเชื้อรากลุ่มต่างๆ และมีสถานการณ์จำลองให้นิสิตแก้ปัญหา เช่น การเรียกชื่อคนไข้ผิด ตัวอย่างที่ส่งมาไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถามถึง การตรวจเชื้อราไม่พบทั้งที่คนไข้มีอาการของโรคติดเชื้อราชัดเจน เป็นต้น

เมื่อนิสิตเรียนเสร็จ ก็จะเข้าสู่กระบวนการถอดบทเรียนซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญ เราจะมีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือเรียกว่า Facilitator มาสรุปให้นิสิตฟังว่า ในสถานการณ์นั้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่ เช่น การเรียกชื่อคนไข้ไม่ตรงกับตัวอย่างตรวจ ตัวอย่างที่ตรวจไม่ใช่ตัวอย่างที่คุณหมอถาม หรือการไม่พบเชื้อราทั้งที่คนไข้มีอาการและประวัติที่บ่งชี้ถึงโรคติดเชื้อราชัดเจนทั้งนี้ในอนาคตจะพัฒนาสถานการณ์จำลองโรคติดเชื้อทางแบคทีเรีย ลมหายใจ ไวรัส รวมทั้งพัฒนาความยากของแต่ละสถานการณ์ โดยเน้นผู้ป่วยที่มีโรคเบื้องหลังและมีความซับซ้อนเป็นพิเศษ

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวต่อไปว่า นักเทคนิคการแพทย์จำเป็นต้องมีทักษะที่เป็น non-technical skills ด้วย ในการเรียนผ่าน Metaverse Lab-XR นิสิตจึงจะได้ฝึกทักษะด้านที่เป็นซอฟต์สกิลไปด้วย

นักเทคนิคการแพทย์ต้องมีทักษะการสื่อสารอย่างไร้รอยต่อ และมีทักษะการทำงานสอดประสานกับสหวิชาชีพ จะสื่อสารอย่างไรกับหมอ พยาบาล เพื่อให้คนไข้ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องที่สุด นอกจากนี้ ก็ต้องมีทักษะในการบริหารจัดการเรื่อง Critical Management ไม่ใช่ First Come, First Serve (มาก่อนได้ก่อน) ต้องมีทักษะประเมินว่าคนไข้คนนี้อยู่ในขั้นอันตรายแล้ว ผลต้องออกมาก่อนคนไข้ทั่วไป ต้องมีต่อม เอ๊ะ!ว่าคนนี้มีอาการเหมือนเป็นโรคติดเชื้อ แต่ทำไมผลออกมาไม่พบเชื้อรา มีอะไรที่ผิดพลาดไป นิสิตต้องสืบสวนกลับมาให้ได้ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าว

ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร เล่าตัวอย่างการเรียนรู้ผ่านห้องแล็บเสมือนว่า เริ่มจากทักษะ Pre Analytical ก่อนรับ Specimen (สิ่งส่งตรวจ) มาแล้ว ต้องทำอะไรบ้าง ตรวจสอบชื่อคนไข้ จากนั้นจึง Analyze นิสิตต้องมีความรู้ว่าจะเลือกน้ำยาทดสอบกลุ่มไหน รวมถึงการอ่านประวัติคนไข้แล้วไปตรวจสอบว่าสิ่งตัวอย่างที่ได้รับมาสมเหตุสมผลกับอาการคนไข้หรือไม่ หรือตัวอย่างที่ส่งมาสมเหตุสมผลที่จะแก้โจทย์ที่หมอมีในใจว่าคนไข้ติดเชื้อราชนิดนี้หรือเปล่า ถ้าทำไปแล้วไม่สมเหตุสมผล นิสิตจะต้องมีทักษะในการสื่อสารกลับไปยังแพทย์แล้วว่าคิดอย่างไร

การที่เราดึงดันทำ แล้วไม่สมเหตุสมผล ผลเสียเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย งานในห้องแล็บเราก็เยอะขึ้น คนไข้อื่นก็ไม่ได้ตรวจ หมอก็ไม่ได้รับคำตอบที่กำลังสงสัย และที่แย่ไปกว่านั้น คนไข้ต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ แล้วยังรอผลที่ล่าช้าอีก ทั้งที่ควรได้รับการรักษาเร็วกว่านี้ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวและว่า จากการสังเกตและการทำวิจัย พบว่า Metaverse Lab-XR ช่วยให้การเรียนของนิสิตดีขึ้นราว 20% เหนือกว่าความสนุกเราได้พบข้อดีของการเรียนรู้ในโลกเสมือนที่คาดไม่ถึง นิสิตบอกว่าเขารู้สึกปลอดภัยด้านจิตใจ เวลาที่ทำแล็บแล้วมีอาจารย์อยู่กับเขา ถ้าเขาทำได้ไม่ดีเขารู้สึกอายเพื่อน อายอาจารย์ แต่เขาอยากเก่ง การที่ได้ฝึกฝนทักษะในแล็บเสมือนที่ไม่มีใครเห็น จนกระทั่งเขาเก่ง พอกลับมาทำงานในแล็บจำลอง เขาทำได้ดีขึ้นและมีความภูมิใจในการนำเสนอ

นวัตกรรมห้องแล็บเสมือน Metaverse Lab-XR เริ่มต้นขึ้นที่ห้องเรียนวิชาจุลชีววิทยาคลินิก คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาฯ แต่วันข้างหน้าหวังอยากเห็นแล็บเสมือนเช่นนี้แพร่กระจายอยู่ในมหาวิทยาลัยและแล็บเทคนิคการแพทย์ต่างๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

“อยากให้นวัตกรรมนี้เป็นจุดเริ่มต้นของห้องแล็บ เราคิดค้นนวัตกรรมให้นิสิตจุฬาฯ ได้ใช้ก่อน ในอนาคต อยากจะใช้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย และอยากให้แล็บเทคนิคการแพทย์ได้ใช้ทั่วประเทศ เทคนิคการแพทย์มีหลายทักษะมาก มีหลายสาขาเฉพาะทาง ถ้าทุกคนช่วยกันสร้างห้องแล็บเสมือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการเทคนิคการแพทย์เร็วมาก”

“Metaverse Lab-XR จะเสริมสร้างทั้ง Non-technical และ Technical Skills ของนักเทคนิคการแพทย์ และช่วยทลายกำแพงห้องแล็บที่กั้นระหว่างนักเทคนิคการแพทย์กับสหวิชาชีพเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไข้” ผศ.ดร.ทนพญ.นวพร กล่าวทิ้งท้าย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top